เจาะลึกโรคน้ำในหูไม่เท่ากัน หรือโรคเมเนียร์ (Meniere's disease) เช็กอาการบ้านหมุน หูอื้อ พร้อมแนวทางการรักษาด้วยการปรับพฤติกรรมและลดโซเดียม เพื่อความปลอดภัยและสุขภาพที่ดี

อาการเวียนศีรษะ บ้านหมุน หรือหูอื้อบ่อยๆ อาจเป็นสัญญาณของ "โรคน้ำในหูไม่เท่ากัน" แม้ไม่ใช่โรคอันตรายถึงชีวิต แต่หากปล่อยไว้อาจนำไปสู่อุบัติเหตุรุนแรง มาเช็กอาการและวิธีรักษาที่ถูกต้องกัน

หลายคนอาจเคยเผชิญกับอาการบ้านหมุนกะทันหันจนเสียการทรงตัว ซึ่งหนึ่งในสาเหตุยอดฮิตที่พบได้บ่อยคือ "โรคน้ำในหูไม่เท่ากัน" (Meniere's disease) หรือโรคเมเนียร์ แม้จะดูเหมือนเป็นเรื่องไกลตัว แต่ความจริงแล้วโรคนี้สามารถเกิดขึ้นได้กับคนทุกวัย โดยเฉพาะกลุ่มผู้สูงอายุที่มีโอกาสพบได้มากกว่าช่วงวัยอื่น

รู้จัก "โรคน้ำในหูไม่เท่ากัน" เกิดจากอะไร?

โรคน้ำในหูไม่เท่ากันเกิดจากความบวมของหูชั้นในที่ไม่เท่ากัน ซึ่งปัจจุบันยังไม่มีสาเหตุการเกิดที่แน่ชัด  อย่างไรก็ตาม มีปัจจัยบางประการที่อาจส่งผลให้เกิดโรคนี้ได้แม้จะพบได้น้อย เช่น

  • โรคภูมิคุ้มกันทำร้ายตัวเองบางชนิด   
  • การติดเชื้อบางประเภท เช่น ซิฟิลิส

3 อาการหลัก สัญญาณเตือนที่ต้องระวัง

อาการของโรคน้ำในหูไม่เท่ากันมักจะเป็นๆ หายๆ โดยคนไข้จะสังเกตเห็นความผิดปกติได้จาก 3 อาการหลัก ดังนี้

ภาพจาก iStock
ภาพจาก iStock

...

  • การได้ยินลดลง: รู้สึกว่าการได้ยินไม่ชัดเจนเหมือนเดิม   
  • หูอื้อ: มีเสียงรบกวนในหู หรือรู้สึกแน่นในหู   
  • เวียนศีรษะ บ้านหมุน: รู้สึกเหมือนสิ่งแวดล้อมรอบตัวหมุนเคว้ง ทั้งนี้ อาการทั้ง 3 อย่างอาจเกิดขึ้นพร้อมกัน หรือเกิดขึ้นทีละอย่างก็ได้

การวินิจฉัยและการรักษา

เมื่อไปพบแพทย์ แพทย์จะทำการวินิจฉัยผ่านการซักประวัติและตรวจร่างกายเป็นหลัก แต่ในบางกรณีที่อาการไม่ชัดเจน แพทย์อาจพิจารณาส่งตรวจด้วยเครื่องมือเฉพาะในห้องปฏิบัติการเพิ่มเติม  สำหรับแนวทางการรักษา มีขั้นตอนดังนี้

ภาพจาก iStock
ภาพจาก iStock

  1. การปรับพฤติกรรม: เป็นขั้นตอนแรกที่สำคัญที่สุด โดยคนไข้ต้อง "ลดความเค็ม" และอาหารที่มีโซเดียมสูง เช่น ผงชูรส, ซอส, น้ำจิ้ม และผงฟู เพราะโซเดียมเป็นตัวการทำให้เกิดอาการบวม   
  2. การใช้ยา: แพทย์จะให้ยากินเพื่อช่วยปรับสมดุลน้ำในหู   
  3. การฉีดยาเข้าหูชั้นใน: จะใช้ในกรณีที่ปรับพฤติกรรมและกินยาแล้วแต่อาการยังไม่ดีขึ้น   
  4. การผ่าตัดหูชั้นใน: วิธีนี้จะพิจารณาเป็นทางเลือกสุดท้ายสำหรับผู้ที่ไม่ตอบสนองต่อการรักษาอื่น เนื่องจากเสี่ยงต่อการสูญเสียการได้ยิน

วิธีดูแลตัวเองและการป้องกันอุบัติเหตุ

นอกจากการรักษาตามขั้นตอนของแพทย์แล้ว การดูแลตัวเองอย่างเคร่งครัดคือหัวใจสำคัญ   

  • รับประทานยาระงับการเวียนศีรษะตามที่แพทย์สั่งอย่างสม่ำเสมอ   
  • พักผ่อนให้เพียงพอและรักษาสุขภาพจิตให้ผ่อนคลาย   
  • เข้มงวดกับการลดอาหารรสเค็ม   
  • ระวังอุบัติเหตุจากการหกล้ม: เนื่องจากอาการเวียนศีรษะกะทันหันอาจทำให้ล้มและบาดเจ็บรุนแรงได้

แม้โรคน้ำในหูไม่เท่ากันจะไม่ใช่โรคร้ายแรงถึงขั้นเสียชีวิต แต่ผลกระทบจากอาการบ้านหมุนอาจนำไปสู่เหตุไม่คาดฝัน หากคุณหรือคนใกล้ชิดมีอาการดังกล่าว ควรรีบพบแพทย์เพื่อรับการรักษาที่ถูกต้องเพื่อความปลอดภัยในการใช้ชีวิต

แหล่งข้อมูลอ้างอิง: ผศ. พญ.ศิวะพร เกียรติธนะบำรุง ภาควิชาโสต ศอ นาสิกวิทยา คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล