หลังจากช่วงเทศกาลสงกรานต์ที่หลายคนได้หยุดยาว เดินทางกลับบ้าน ท่องเที่ยวใช้เวลากับครอบครัวหรือเพื่อนฝูง กิจกรรมยอดฮิตคงหนีไม่พ้นการกินเลี้ยงและดื่มสังสรรค์อย่างเต็มที่ ทั้งของทอด ของมัน กินเยอะ กินเร็ว ดื่มแอลกอฮอล์ กินดึกก่อนนอน โดยไม่ทันคิดว่าพฤติกรรมเหล่านี้กำลังสร้างภาระให้กับ ระบบทางเดินอาหาร อย่างต่อเนื่อง 

แม้ในช่วงแรกอาจมีเพียงอาการเล็กน้อย เช่น ท้องอืด แน่นท้อง หรือเรอบ่อย แต่หากปล่อยไว้เป็นเวลานาน อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อโรคในระบบทางเดินอาหารหลายชนิด เช่น กรดไหลย้อน กระเพาะอาหารอักเสบ ลำไส้แปรปรวน หรือแม้แต่ตับอ่อนอักเสบ ในบทความนี้จะพาคุณเข้าใจว่า พฤติกรรมการกินแบบไหนที่ทำให้ระบบย่อยอาหารทำงานหนัก และควรปรับพฤติกรรมอย่างไร เพื่อดูแลสุขภาพทางเดินอาหารในระยะยาว 

ระบบทางเดินอาหารทำงานอย่างไร หลังการกินอาหาร?

หลังจากเรารับประทานอาหาร ร่างกายจะเริ่มกระบวนการย่อยอาหารทันที โดยอวัยวะหลักที่ทำหน้าที่สำคัญคือกระเพาะอาหารและลำไส้ 

  • การทำงานของกระเพาะอาหาร

เมื่ออาหารเข้าสู่กระเพาะอาหาร กระเพาะจะเริ่มบีบตัวและหลั่งกรดรวมถึงเอนไซม์ย่อยอาหาร เพื่อเปลี่ยนอาหารจากของแข็งให้กลายเป็นของเหลว เพื่อย่อยโปรตีนเบื้องต้นและส่งต่ออาหารไปยังลำไส้เล็ก กระบวนการนี้ใช้เวลาประมาณ 2–4 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับชนิดและปริมาณอาหาร หากรับประทานอาหารในปริมาณมากเกินไป หรืออาหารที่มีไขมันสูง กระเพาะอาหารจะต้องทำงานหนักขึ้นและใช้เวลาย่อยนานขึ้น

  • การย่อยและการบีบตัวของลำไส้

หลังจากอาหารผ่านจากกระเพาะอาหารเข้าสู่ลำไส้เล็ก ร่างกายจะเริ่มกระบวนการดูดซึมสารอาหาร โดยลำไส้จะมีการบีบตัวเป็นจังหวะ (Peristalsis) เพื่อเคลื่อนอาหารไปตามทางเดินอาหาร หากระบบย่อยอาหารต้องทำงานหนักบ่อยๆ จากพฤติกรรมการกินที่ไม่เหมาะสม อาจทำให้เกิดความผิดปกติของการย่อยและการเคลื่อนไหวของลำไส้ได้

...

อาการเตือนที่หลายคนมองข้าม

หลายครั้งอาการผิดปกติของระบบทางเดินอาหารอาจเกิดขึ้นแบบค่อยเป็นค่อยไป ทำให้หลายคนมองข้ามสัญญาณเตือนของร่างกาย อาการเหล่านี้อาจดูเหมือนไม่รุนแรง แต่หากเกิดขึ้นบ่อยหรือเป็นเรื้อรัง อาจเป็นสัญญาณของความผิดปกติในระบบทางเดินอาหาร เช่น

  • ท้องอืด แน่นท้องหลังรับประทานอาหาร
  • แสบร้อนกลางอก
  • อาการปวดท้องหลังอาหาร
  • เรอบ่อยหรือมีลมในท้องมาก
  • ขับถ่ายผิดปกติ ท้องผูกสลับท้องเสีย

กินหนัก ดื่มจัด เสี่ยงโรคระบบทางเดินอาหารอะไรบ้าง?

  • โรคกรดไหลย้อน (GERD) เกิดจากกรดในกระเพาะอาหารไหลย้อนขึ้นสู่หลอดอาหาร ทำให้เกิดอาการแสบร้อนกลางอก เรอเปรี้ยว หรือเจ็บหน้าอก
  • กระเพาะอาหารอักเสบ การระคายเคืองของเยื่อบุกระเพาะอาหาร อาจเกิดจากอาหารรสจัด แอลกอฮอล์ จากการระคายเคืองเยื่อบุกระเพาะอาหารและการหลั่งกรดที่มากเกินไป
  • แผลในกระเพาะอาหาร หากการอักเสบของเยื่อบุกระเพาะอาหารเป็นต่อเนื่องเรื้อรัง อาจทำให้เกิดอาการที่รุนแรงขึ้น เกิดเป็นแผลในกระเพาะอาหารได้ ซึ่งจะทำให้มีอาการปวดท้องเรื้อรังหรืออาจเกิดเลือดออกในทางเดินอาหารได้
  • ลำไส้แปรปรวน พฤติกรรมการกินที่ไม่เหมาะสม ความเครียดสะสม การพักผ่อนที่ไม่เพียงพอ อาจส่งผลให้ลำไส้ทำงานผิดปกติ มีความไวต่อสิ่งกระตุ้นมากกว่าปกติ ส่งผลให้เกิดอาการปวดท้อง แน่นท้อง ท้องอืด ท้องเสีย หรือท้องผูกได้
  • ตับอ่อนอักเสบ การดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณมากเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญของตับอ่อนอักเสบ ซึ่งอาจทำให้เกิดอาการปวดท้องรุนแรงและต้องได้รับการวินิจฉัยและรักษาโดยแพทย์อย่างเร่งด่วน

ปรับพฤติกรรมการกินอย่างไร ให้ระบบย่อยอาหารทำงานสมดุล?

การดูแลระบบทางเดินอาหารสามารถเริ่มต้นได้จากการปรับพฤติกรรมในชีวิตประจำวัน เช่น

  • รับประทานอาหารให้ตรงเวลา และเคี้ยวอาหารให้ละเอียด
  • หลีกเลี่ยงการกินมื้อใหญ่เกินไป
  • ลดอาหารมันจัดและอาหารรสจัด
  • จำกัดการดื่มแอลกอฮอล์
  • เพิ่มการรับประทานอาหารที่มีใยอาหาร เช่น ผักและผลไม้
  • ออกกำลังกายสม่ำเสมอ เพื่อช่วยกระตุ้นการทำงานของระบบย่อยอาหาร

เมื่อไรควรพบแพทย์?

การตรวจประเมินอย่างเหมาะสมจะช่วยค้นหาสาเหตุของโรคและวางแผนการรักษาได้อย่างตรงจุด หากมีอาการผิดปกติของระบบทางเดินอาหารต่อไปนี้ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัย 

  • ปวดท้องเรื้อรัง
  • อาเจียนเป็นเลือด
  • ถ่ายอุจจาระสีดำ
  • น้ำหนักลดโดยไม่ทราบสาเหตุ
  • อาการกรดไหลย้อนที่ทานยาแล้วไม่ดีขึ้น

...

การดูแลสุขภาพทางเดินอาหารสามารถเริ่มต้นได้จากการปรับพฤติกรรมการกินให้สมดุล รับประทานอาหารให้เป็นเวลา เคี้ยวอาหารให้ละเอียด ลดอาหารมัน และแอลกอฮอล์ รวมถึงสังเกตอาการผิดปกติของร่างกาย หากมีอาการ เช่น ปวดท้องเรื้อรัง แสบร้อนกลางอก อาเจียนเป็นเลือด หรือถ่ายดำ ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับการตรวจวินิจฉัยอย่างเหมาะสม เพื่อให้สามารถดูแลและรักษาโรคในระบบทางเดินอาหารได้ตั้งแต่ระยะเริ่มต้น

ข้อมูลโดย : พญ. ณัฐธิดา ศรีบัวทอง อายุรแพทย์ระบบทางเดินอาหารและตับ โรงพยาบาลพญาไท 2