รัฐบาลและกระทรวงสาธารณสุขเตือน ไวรัสตับอักเสบ A ระบาดพุ่ง 2 เท่าในภาคกลางและตะวันออก พบมากใน กทม. ชลบุรี ระยอง จันทบุรี เช็กอาการเสี่ยงและวิธีรักษาที่นี่

รัฐบาลย้ำเตือนประชาชนเฝ้าระวัง “ไวรัสตับอักเสบ A” ระบาดรุนแรงในช่วงหน้าร้อนปี 2569 หลังพบยอดผู้ป่วยพุ่งสูงขึ้นกว่าปีก่อนถึง 2 เท่า โดยเฉพาะในพื้นที่กรุงเทพฯ และภาคตะวันออก ชี้สาเหตุหลักมาจากพฤติกรรมการกินอาหารสุกๆ ดิบๆ และน้ำแข็งที่ไม่สะอาด แนะสังเกตอาการ “ไข้ต่ำ-ตัวเหลือง-ปัสสาวะเข้ม” หากพบควรรีบพบแพทย์ทันที

วิกฤติหน้าร้อน 2569 สธ. เผยตัวเลขผู้ป่วยไวรัสตับอักเสบ A พุ่ง 2 เท่า

สถานการณ์สุขภาพในช่วงฤดูร้อนปีนี้ (พ.ศ. 2569) กำลังเผชิญกับความท้าทายครั้งใหม่ เมื่อกระทรวงสาธารณสุขรายงานพบการแพร่ระบาดของ “โรคไวรัสตับอักเสบเอ” (Hepatitis A) ที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ข้อมูลล่าสุดระบุว่าจำนวนผู้ป่วยเพิ่มขึ้นเป็น 2 เท่าเมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีที่ผ่านมา โดยกระจุกตัวหนาแน่นในพื้นที่ภาคกลางและภาคตะวันออก โดยเฉพาะในจังหวัดท่องเที่ยวและเขตเศรษฐกิจอย่าง กรุงเทพมหานคร, ชลบุรี, ระยอง และจันทบุรี

น.ส. ลลิดา เพริศวิวัฒนา รองโฆษกประจำสำนักนายกรัฐมนตรี เปิดเผยว่า รัฐบาลมีความกังวลต่อการระบาดที่เป็นกลุ่มก้อน (Cluster) เนื่องจากโรคนี้สามารถติดต่อได้ง่ายผ่านทางอาหารและน้ำอุปโภคบริโภคที่ปนเปื้อนเชื้อ

...

สาเหตุหลัก ทำไมไวรัสตับอักเสบ A ถึงระบาดหนักในฤดูร้อน?

เชื้อไวรัสตับอักเสบเอ มีความทนทานต่อสภาพแวดล้อมได้ดี และมักแพร่ระบาดผ่านเส้นทาง “อุจจาระสู่ปาก” โดยสาเหตุสำคัญที่ทำให้ยอดผู้ป่วยพุ่งสูงในหน้าร้อน ได้แก่

ภาพจาก iStock
ภาพจาก iStock

  • น้ำแข็งและน้ำดื่มที่ไม่สะอาด: ในช่วงอากาศร้อน ความต้องการบริโภคน้ำแข็งเพิ่มสูงขึ้น หากกระบวนการผลิตหรือการขนส่งไม่ถูกสุขลักษณะ เชื้อไวรัสที่ปนเปื้อนมากับน้ำจะเข้าสู่ร่างกายได้โดยตรง
  • อาหารปรุงไม่สุก: เมนูยอดฮิตอย่างอาหารทะเลลวกจิ้ม ส้มตำปูปลาร้า หรือยำต่างๆ ที่ล้างวัตถุดิบไม่สะอาดหรือใช้ความร้อนไม่ถึงจุดที่ฆ่าเชื้อได้
  • สุขอนามัยส่วนบุคคล: การไม่ล้างมือก่อนรับประทานอาหาร หรือหลังเข้าห้องน้ำสาธารณะ เป็นปัจจัยกระตุ้นให้เชื้อแพร่กระจายอย่างรวดเร็ว

เช็กอาการ “ไวรัสตับอักเสบ A” ต่างจากไข้หวัดอย่างไร?

ความน่ากลัวของไวรัสตับอักเสบเอคือ “ระยะฟักตัว” ที่ยาวนานประมาณ 2-4 สัปดาห์ ทำให้ผู้ป่วยมักไม่ทราบว่าตนเองไปรับเชื้อมาจากที่ใด โดยอาการที่ควรสังเกตมีดังนี้

  1. ระยะแรก: มีไข้ต่ำๆ อ่อนเพลีย ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามตัว คล้ายไข้หวัดใหญ่
  2. ระยะระบบทางเดินอาหาร: เบื่ออาหาร คลื่นไส้ อาเจียน ปวดท้องบริเวณชายโครงขวา (ตำแหน่งของตับ)
  3. ระยะเหลือง (ดีซ่าน): หลังมีไข้ประมาณ 3-5 วัน ผู้ป่วยจะมีปัสสาวะสีเข้มเหมือนน้ำชา ตาเหลือง และตัวเหลือง

ภาพจาก iStock
ภาพจาก iStock

ใครคือ “กลุ่มเสี่ยง” ที่ต้องระวังเป็นพิเศษ?

...

แม้โรคนี้จะสามารถเกิดขึ้นได้กับทุกเพศทุกวัย แต่กลุ่มที่มีความเสี่ยงสูงและอาจมีอาการรุนแรง ได้แก่

  • ผู้ที่อาศัยในพื้นที่ระบาด: โดยเฉพาะ กทม. และจังหวัดชายฝั่งตะวันออกที่มีการบริโภคอาหารทะเลสดสูง
  • ผู้ที่มีโรคตับเรื้อรัง: เช่น ตับแข็ง หรือไวรัสตับอักเสบบี/ซี อยู่เดิม หากติดเชื้อเอซ้ำเติมอาจเกิดภาวะตับวายเฉียบพลันได้
  • ผู้สูงอายุและเด็ก: ซึ่งอาจมีระบบภูมิคุ้มกันที่ไม่แข็งแรงพอ

วิธีรักษาและแนวทางการป้องกันที่ได้ผลที่สุด

ปัจจุบัน “ไม่มีการรักษาจำเพาะ” สำหรับไวรัสตับอักเสบเอ แพทย์จะเน้นการรักษาตามอาการเพื่อให้ร่างกายกำจัดไวรัสออกไปเอง เช่น การพักผ่อนให้เพียงพอ รับประทานอาหารอ่อน และงดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์โดยเด็ดขาด

5 เคล็ดลับป้องกันตัวจากไวรัสตับอักเสบ A

  1. กินสุก ร้อน สะอาด: หลีกเลี่ยงอาหารดิบ หรืออาหารที่ตั้งทิ้งไว้กลางแจ้งนานๆ
  2. เลือกแหล่งน้ำดื่ม: ดื่มน้ำที่ผ่านการกรองหรือต้มสุก และเลือกซื้อน้ำแข็งจากแหล่งที่ได้มาตรฐาน (มีเครื่องหมาย อย.)
  3. ล้างมือบ่อยๆ: ล้างมือด้วยสบู่ทุกครั้งก่อนกินอาหารและหลังใช้ห้องน้ำ
  4. ไม่ใช้ของร่วมกัน: หลีกเลี่ยงการใช้ช้อนส้อม แก้วน้ำ หรือผ้าเช็ดหน้าร่วมกับผู้อื่น
  5. ฉีดวัคซีนป้องกัน: นี่คือวิธีที่มีประสิทธิภาพที่สุด วัคซีนไวรัสตับอักเสบเอ สามารถฉีดได้ตั้งแต่อายุ 1 ปีขึ้นไป โดยฉีด 2 เข็มห่างกัน 6-12 เดือน เพื่อสร้างภูมิคุ้มกันระยะยาว

ไม่ประมาท การ์ดไม่ตก เพื่อตับที่แข็งแรง

การระบาดของ ไวรัสตับอักเสบ A ในช่วงหน้าร้อนปี 2569 นี้ ไม่ใช่เรื่องไกลตัวอีกต่อไป โดยเฉพาะประชาชนในพื้นที่กรุงเทพฯ และภาคตะวันออกที่ต้องใช้ชีวิตอย่างระมัดระวังเป็นพิเศษ แม้โรคนี้จะไม่ได้นำไปสู่ภาวะตับอักเสบเรื้อรังเหมือนไวรัสสายพันธุ์อื่น แต่ความรุนแรงในระยะเฉียบพลันก็สามารถส่งผลกระทบต่อการทำงานและการใช้ชีวิตอย่างมาก โดยเฉพาะในผู้สูงอายุหรือผู้ที่มีโรคตับเดิมอยู่แล้ว

...

หัวใจสำคัญของการรับมือคือ “สุขอนามัยพื้นฐาน” การยึดหลัก กินสุก-ร้อน-สะอาด ยังคงเป็นเกราะป้องกันที่ดีที่สุด นอกจากนี้ การพิจารณาฉีดวัคซีนป้องกันถือเป็นการลงทุนด้านสุขภาพที่คุ้มค่าเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันในระยะยาว หากท่านหรือคนใกล้ชิดมีอาการน่าสงสัย เช่น อ่อนเพลียผิดปกติ ตาเหลือง หรือปัสสาวะสีเข้ม ควรรีบพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยอย่างถูกต้อง และร่วมกันหยุดวงจรการแพร่ระบาดด้วยการไม่ใช้ของส่วนตัวร่วมกับผู้อื่นในช่วงที่มีการระบาดสูงเช่นนี้