ทำความรู้จัก “โรคไข้ดิน” หรือ โรคเมลิออยด์ (Melioidosis) ภัยร้ายที่มากับดินและน้ำ จากการประกาศเตือนของรัฐบาลที่พบการแพร่ระบาดในไทย มีผู้ป่วยสะสม 732 ราย เสียชีวิต 23 ราย เช็กอาการกลุ่มเสี่ยง วิธีป้องกัน และแนวทางการรักษาจากกรมควบคุมโรค
รัฐบาลโดยกระทรวงสาธารณสุข ติดตามสถานการณ์โรคไข้ดินหรือโรคเมลิออยด์โดสิส (Melioidosis) อย่างใกล้ชิด หลังพบแนวโน้มการระบาดยังคงน่ากังวล โดยข้อมูลตั้งแต่วันที่ 1 มกราคม – 16 เมษายน 2569 พบผู้ป่วยสะสมทั่วประเทศ 732 ราย และมีผู้เสียชีวิต 23 ราย ประกอบกับการเสียชีวิตของ “นินจา” วสันต์พรรษ เพ็งสมยา ช่างภาพสายประกวดนางงามระดับประเทศและนานาชาติด้วยโรคดังกล่าว สร้างความตื่นตัวให้สังคมไทยอย่างมาก เราจะพาทุกคนไปทำความเข้าใจว่าโรคนี้เกิดจากอะไร อาการรุนแรงแค่ไหน และเราจะป้องกันตัวเองอย่างไรไม่ให้ตกเป็นเหยื่อรายต่อไป
โรคไข้ดิน (Melioidosis) คืออะไร?
โรคเมลิออยด์ (Melioidosis) หรือที่คนไทยคุ้นหูในชื่อ “โรคไข้ดิน” คือโรคติดเชื้อที่เกิดจากเชื้อแบคทีเรีย Burkholderia pseudomallei ซึ่งพบได้ทั่วไปในดินและน้ำ โดยเฉพาะในพื้นที่เกษตรกรรม เชื้อชนิดนี้มีความทนทานสูงต่อสภาพแวดล้อม และเป็นโรคระบาดที่พบได้บ่อยในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และออสเตรเลียตอนเหนือ
ช่องทางการติดต่อ ติดเชื้อได้อย่างไร?
...
ข้อมูลจากกรมควบคุมโรค ระบุว่ามนุษย์สามารถรับเชื้อเข้าสู่ร่างกายได้ 3 ทางหลัก ได้แก่
- การสัมผัสทางผิวหนัง: เชื้อเข้าทางบาดแผล หรือผิวหนังที่เปื่อยจากการแช่น้ำ/สัมผัสดินเป็นเวลานาน
- การดื่มกิน: ดื่มน้ำหรือกินอาหารที่ปนเปื้อนเชื้อเข้าไป
- การสูดดม: หายใจเอาฝุ่นละอองดินที่มีเชื้อปนเปื้อนเข้าไป โดยเฉพาะในช่วงหลังฝนตกใหม่ๆ
อาการของโรคไข้ดิน สังเกตสัญญาณเตือน
โรคไข้ดินได้ชื่อว่าเป็น “นักพรางตัว” เนื่องจากมีอาการคล้ายกับหลายโรค เช่น วัณโรค หรือปอดบวม โดยอาการมีตั้งแต่เฉียบพลันไปจนถึงเรื้อรัง ดังนี้
- ติดเชื้อที่ปอด: มีไข้ ไอ มีเสมหะ เจ็บหน้าอก (คล้ายปอดอักเสบ)
- ติดเชื้อในกระแสเลือด: ไข้สูง ช็อก ความดันตก (มีความเสี่ยงเสียชีวิตสูงมาก)
- ติดเชื้อเฉพาะที่: เกิดฝี หนอง ตามผิวหนัง ต่อมน้ำเหลืองโต หรือฝีในตับ/ม้าม
ใครคือกลุ่มเสี่ยงโรคไข้ดิน
แม้คนสุขภาพแข็งแรงจะติดเชื้อได้ แต่กลุ่มที่มีความเสี่ยงอาการรุนแรงคือ
- ผู้ป่วยโรคเบาหวาน (กลุ่มเสี่ยงอันดับ 1)
- ผู้ป่วยโรคไตเรื้อรัง
- ผู้ที่มีภูมิต้านทานต่ำ หรือดื่มสุราเรื้อรัง
- ผู้ที่ทำงานคลุกคลีกับดินและน้ำโดยไม่สวมอุปกรณ์ป้องกัน
การรักษาและวิธีป้องกัน
รักษาได้ไหม? โรคไข้ดินสามารถรักษาได้ด้วยยาปฏิชีวนะ แต่ต้องใช้เวลานาน (ประมาณ 3-6 เดือน) และต้องได้รับการวินิจฉัยที่รวดเร็ว หากติดเชื้อในกระแสเลือดและรักษาช้า อัตราการเสียชีวิตจะสูงถึง 40-50%
วิธีป้องกันตนเอง
- หลีกเลี่ยงการลุยน้ำ ลุยโคลน ด้วยเท้าเปล่า หากจำเป็นควรสวมรองเท้าบูท
- หากมีบาดแผล ให้รีบทำความสะอาดและหลีกเลี่ยงการสัมผัสดิน/น้ำจนกว่าแผลจะแห้ง
- ดื่มน้ำที่สะอาด หรือน้ำต้มสุกเท่านั้น
- หากมีไข้สูงติดต่อกันเกิน 2-3 วัน โดยเฉพาะหลังไปสัมผัสดินหรือน้ำ ให้รีบพบแพทย์และแจ้งประวัติการสัมผัสดินทันที
โรคไข้ดินไม่ใช่เรื่องใหม่ แต่เป็นภัยที่ใกล้ตัวกว่าที่คิด โดยรัฐบาลได้ประกาศเตือนประชาชนระวังโรคดังกล่าว ย้ำกลุ่มเสี่ยงเกษตรกร-ผู้ป่วยโรคเรื้อรัง เลี่ยงสัมผัสดิน–น้ำ รีบพบแพทย์หากมีอาการ