คู่มือการดูแลเท้าสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน วิธีเลือกรองเท้าที่ถูกต้อง ข้อควรระวังในการแช่น้ำ และ 6 ท่าบริหารเท้าเพื่อกระตุ้นการไหลเวียนเลือด ลดความเสี่ยงการเกิดแผลและการถูกตัดเท้า
รู้หรือไม่? ภาวะน้ำตาลในเลือดสูงไม่ได้ทำร้ายแค่หัวใจหรือไต แต่ยังทำลายปลายประสาทจนทำให้ "เท้าชา" จนไม่รู้สึก ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นของแผลเรื้อรังที่อาจนำไปสู่การสูญเสียอวัยวะได้ ไทยรัฐออนไลน์สรุปวิธีดูแลเท้าและท่าบริหารง่ายๆ ที่ผู้ป่วยเบาหวานควรทำเป็นประจำเพื่อสุขภาพเท้าที่ดีในระยะยาว
เลือกรองเท้าถูกวิธี ปราการด่านแรกป้องกันแผล
ผู้ป่วยเบาหวานควรเลือกรองเท้าที่มีขนาดพอดีกับรูปเท้า แนะนำเป็น "รองเท้าหุ้มส้น" หรือแบบมีสายรัดด้านหลังที่ปรับขนาดได้ สิ่งสำคัญคือ ห้ามเดินเท้าเปล่า ทั้งในและนอกบ้าน และต้องตรวจดูสิ่งแปลกปลอมในรองเท้าก่อนสวมใส่ทุกครั้งเพื่อป้องกันการถูกบาดหรือทิ่มแทง
6 ท่าบริหารเท้า กระตุ้นเลือดไหลเวียน
การบริหารเท้าเป็นประจำช่วยให้กล้ามเนื้อแข็งแรงและป้องกันข้อติด โดยมีท่าดังนี้
1. เขย่งส้นเท้า
...
ยืนเขย่งส้นเท้าขึ้น นับ 1-3 แล้ววางลง ทำซ้ำ 10 ครั้ง (ผู้สูงอายุควรหาที่จับกันล้ม)
2. บิดข้อเท้า
นั่งยกเท้าลอย บิดปลายเท้าไปซ้าย-ขวา บน-ลงล่าง และหมุนเป็นวงกลม อย่างละ 10 ครั้ง
3. เหยียดเข่า
นั่งห้อยเท้า ยกขาขึ้นให้เข่าเหยียดตรงและข้อเท้างอตั้งฉาก นับ 1-10 ทำซ้ำ 10 ครั้ง
4. ยกขาตั้งฉาก
นอนราบกับพื้น ยกขาขึ้นให้ตั้งฉากกับลำตัว นับ 1-10 แล้ววางลง ทำซ้ำ 10 ครั้ง
5. งอปลายเท้า
นั่งราบกับพื้น ขาเหยียดตรง งอปลายเท้าเข้าหาตัว นับ 1-10 แล้วเหยียดออก
6. บริหารนิ้วเท้า
...
นั่งเก้าอี้ ใช้เท้าขยำและฉีกกระดาษเป็นชิ้นเล็กๆ แล้วใช้เท้าเก็บรวมเป็นก้อนเพื่อนำไปทิ้ง
ข้อควรระวังและสัญญาณอันตรายที่ต้องพบแพทย์
นอกจากการงดสูบบุหรี่เพื่อป้องกันหลอดเลือดตีบแล้ว ยังมี "ข้อห้าม" สำคัญคือ ห้ามแช่เท้าในน้ำร้อนหรือน้ำเย็น เพราะผิวหนังอาจสูญเสียความชุ่มชื้นหรือเกิดอันตรายได้ง่ายเนื่องจากเท้าชา รวมถึงห้ามตัดหนังแข็งหรือตาปลาด้วยตนเองเด็ดขาด
เมื่อไหร่ควรไปพบแพทย์ก่อนนัด?
- พบแผลใหม่ หรือแผลเดิมมีอาการบวม แดง ร้อน หรือมีหนอง
- เท้ามีอุณหภูมิผิดปกติ (ร้อนจัดหรือเย็นจัด) หรือมีสีม่วงคล้ำ
- มีอาการปวดหรือเจ็บเท้าผิดปกติ ซึ่งอาจสื่อถึงความผิดปกติของหลอดเลือด
การดูแลเท้าในผู้ป่วยเบาหวานไม่ใช่เรื่องยาก แต่ต้องอาศัยวินัยและความใส่ใจ การเลือกอุปกรณ์ที่เหมาะสมร่วมกับการบริหารเท้าเป็นประจำ จะช่วยลดความเสี่ยงที่ร้ายแรงและทำให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
ข้อมูลอ้างอิง: ฝ่ายการพยาบาล โรงพยาบาลรามาธิบดี คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล