เตือนผู้ป่วยเบาหวานรับมืออากาศร้อนจัด เสี่ยงฮีทสโตรกง่ายกว่าคนปกติจากภาวะระบายความร้อนช้าและน้ำตาลแปรปรวน พร้อมเช็กวิธีเก็บรักษาอินซูลินไม่ให้เสื่อมสภาพ

ประเทศไทยเข้าสู่ช่วงที่อากาศร้อนจัดที่สุดในรอบปี โดยเฉพาะช่วง 10.00-15.00 น. ที่ค่ารังสี UV และอุณหภูมิพุ่งสูง ซิลลิค ฟาร์มา (Zuellig Pharma) ออกโรงเตือนกลุ่มเปราะบาง โดยเฉพาะ "ผู้ป่วยโรคเบาหวาน" มีความเสี่ยงเกิดภาวะฮีทสโตรก (Heatstroke) และน้ำตาลแปรปรวนรุนแรงจนอันตรายถึงชีวิต

ทำไมผู้ป่วยเบาหวานถึงเสี่ยง "ฮีทสโตรก" มากกว่าคนทั่วไป?

ข้อมูลทางการแพทย์ระบุว่า ผู้ป่วยโรคเบาหวานทั้งชนิดที่ 1 และชนิดที่ 2 มีความไวต่อความร้อนสูงกว่าปกติ  เนื่องจากประสิทธิภาพในการระบายความร้อนของร่างกายลดลง โดยมีสาเหตุหลักจาก

  • ระบบไหลเวียนเลือด: การไหลเวียนของเลือดใต้ผิวหนังช้ากว่าคนปกติ 
  • ระบบขับเหงื่อ: ร่างกายขับเหงื่อได้น้อยลงเมื่อต้องเผชิญอากาศร้อนจัด

4 เรื่องสำคัญที่คนเป็นเบาหวานต้องรู้ สู้ภัยหน้าร้อน

...

เพื่อให้การดูแลสุขภาพยั่งยืนหรือมี Healthspan ที่ดี ผู้ป่วยและคนใกล้ชิดควรทำความเข้าใจ 4 ปัจจัยเสี่ยงดังนี้ 

1. คุมระดับน้ำตาลให้คงที่

การคุมน้ำตาลให้อยู่ในเกณฑ์และออกกำลังกายแบบแอโรบิกสม่ำเสมอ จะช่วยให้ร่างกายรับมือกับสภาพอากาศที่เปลี่ยนแปลงได้ดีขึ้น

2. อากาศร้อนเพิ่มความเสี่ยงเข้าโรงพยาบาล

งานวิจัยพบว่าอากาศที่ร้อนจัดสัมพันธ์กับการเข้ารับการรักษาในห้องฉุกเฉินของผู้ป่วยเบาหวาน โดยเฉพาะผู้ที่มีอายุ 65 ปีขึ้นไป ซึ่งเป็นกลุ่มที่ต้องเฝ้าระวังเป็นพิเศษ 

3. ระวัง "อินซูลินเสื่อมสภาพ"

ยาอินซูลินไวต่อความร้อนมาก หากสัมผัสอุณหภูมิเกิน 30 องศาเซลเซียสเป็นเวลานาน อาจทำให้ยาเสื่อมประสิทธิภาพและคุมน้ำตาลไม่ได้ หากพบว่ายาอยู่ในที่ร้อนจัด ควรเปลี่ยนมาใช้ยาใหม่ที่จัดเก็บในอุณหภูมิเหมาะสมโดยเร็วที่สุด

4. น้ำตาลสูงทำร่างกายขาดน้ำ

เมื่อระดับน้ำตาลในเลือดสูง ร่างกายจะพยายามขับออกทางปัสสาวะ ทำให้เสียน้ำมากขึ้นจนเกิดภาวะขาดน้ำได้ง่าย ผู้ป่วยควรสังเกตอาการผิดปกติ เช่น เวียนศีรษะ ปวดเมื่อย หรือเหงื่อไม่ออกซึ่งเป็นสัญญาณอันตรายของฮีทสโตรก

สรุปวิธีปฏิบัติตัว ดื่มน้ำ-เลี่ยงแดด-เก็บยาให้ดี

หากต้องทำกิจกรรมกลางแจ้ง ควรหลีกเลี่ยงช่วงแดดจัด ดื่มน้ำสะอาดให้เพียงพอ และเลี่ยงอาหารรสจัดที่ทำให้กระหายน้ำ ที่สำคัญคือต้องจัดเก็บยาอย่างถูกวิธี เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนที่อาจรุนแรงกว่าที่คิด