เช็กสัญญาณของอาการ "เบาหวานลงเท้า" ปัญหาที่พบบ่อยในผู้ป่วยเบาหวาน ทั้งผิวหนังแห้ง เล็บขบ และเท้าผิดรูป พร้อมแนะ “บัญญัติ 10 ประการ” ในการดูแลเท้าด้วยตนเองเพื่อป้องกันการถูกตัดขา

เพราะ “แผลที่เท้า” คือเรื่องใหญ่ของผู้ป่วยเบาหวาน หากปล่อยไว้อาจนำไปสู่การติดเชื้อร้ายแรงจนถึงขั้นต้องสูญเสียอวัยวะ เราสรุปประเด็นสำคัญเกี่ยวกับความผิดปกติของเท้าที่พบบ่อย พร้อมวิธีดูแลตัวเองเบื้องต้นตามคำแนะนำของแพทย์เพื่อสุขอนามัยที่ดีในระยะยาว

สัญญาณเตือน ปัญหาเท้าที่พบบ่อยในผู้ป่วยเบาหวาน

ผู้ป่วยเบาหวานมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดความผิดปกติบริเวณเท้า ซึ่งส่งผลโดยตรงต่อการเกิดแผลเรื้อรัง โดยสามารถแบ่งออกเป็น 3 ด้านหลัก ดังนี้

1. การเปลี่ยนแปลงของผิวหนัง

  • ผิวหนังแห้ง (dry skin): เกิดจากความผิดปกติของระบบประสาทอัตโนมัติที่ควบคุมต่อมเหงื่อ ทำให้ผลิตเหงื่อน้อยลง ส่งผลให้ผิวหนังแห้ง แตก ถลอก เป็นสะเก็ด มีอาการคัน นำไปสู่การเกิดแผลได้ ดังนั้นผู้เป็นเบาหวาน ควรทาครีมบำรุงผิว เพื่อคงความชุ่มชื้นแก่ผิวหนัง
  • ผิวหนังแข็งหนา (callus): เกิดจากแรงกดหรือการเสียดสีของผิวหนังกับรองเท้าหรือปุ่มกระดูก ทำให้ผิวหนังเกิดการหนาตัวขึ้น เมื่อปล่อยให้ผิวหนังหนาแข็งมากขึ้น ทำให้กดเนื้อเยื่อด้านใต้หนังแข็ง เกิดเป็นแผลที่เท้าได้ หากมีหนังแข็งเกิดขึ้น ให้ใช้หินละเอียดขัดเท้าไปในทิศทางเดียวกัน หรือทาครีมให้หนังแข็งมีความนุ่มลง ไม่ควรใช้มีดหรือของมีคมตัดหนังแข็งด้วยตนเอง

...

2. ความผิดปกติของเล็บ

ภาพจาก iStock
ภาพจาก iStock

  • เชื้อราที่เล็บ: เกิดจากการติดเชื้อราบริเวณเล็บ โดยเชื้อราเติบโตได้ดีในสภาวะที่ร้อนและอับชื้น ทำให้เล็บหนาตัวขึ้น เปราะแตกง่าย ดังนั้นควรดูแลให้เท้าไม่อับชื้น สวมใส่รองเท้าที่ระบายอากาศได้ดีและไม่คับ
  • เล็บขบ/เล็บม้วน: เกิดจากการตัดเล็บสั้นหรือตัดโค้งเข้าซอกเล็บ การสวมรองเท้าที่หัวรองเท้าแคบเกินไป ทำให้ขอบเล็บกดจิกลงบนเนื้อ เกิดเป็นแผลเล็บขบได้ ดังนั้นควรตัดเล็บตรง และใส่รองเท้าที่หน้ากว้าง เหมาะกับรูปเท้า ไม่หลวมหรือแน่นไป
  • เท้าผิดรูป: เกิดจากหลายสาเหตุ การมีเท้าผิดรูป ทำให้การลงน้ำหนักของเท้าเปลี่ยนไป หรือเกิดแรงเสียดสีของปุ่มกระดูกมากขึ้น ทำให้เกิดหนังแข็งหรือเป็นแผลได้ง่าย
  • เท้าผิดรูปแบบนิ้วหัวแม่เท้าเกหรือบันเนียน: เป็นความผิดปกติของกระดูกบริเวณฐานนิ้วหัวแม่เท้าที่เบี่ยงออกด้านนอกและปลายนิ้วหัวแม่เท้าเบี่ยงเข้าด้านในหานิ้วชี้ จึงทำให้ปุ่มกระดูกที่ยื่นเกิดการเสียดสีกับรองเท้า เป็นแผลได้ง่าย ดังนั้นไม่ควรใส่รองเท้าหัวแหลม สูงเกิน 2 นิ้ว คับหรือเล็กเกินไป

3. เท้าผิดรูป

  • นิ้วหัวแม่เท้าเก (Bunion): กระดูกฐานนิ้วหัวแม่เท้าเบี่ยงออกด้านนอก ทำให้เกิดการเสียดสีกับรองเท้า
  • เท้าผิดรูปแบบชาคอต (Charcot Foot): เกิดจากประสาทส่วนปลายเสื่อม ข้อต่อและกระดูกเปราะบางจนแตกหักและผิดรูป ทำให้เกิดปุ่มนูนที่ฝ่าเท้า ดังนั้นควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อรับการรักษาและตัดรองเท้าที่เหมาะสมกับรูปเท้า เพื่อป้องกันการเกิดแผล
  • นิ้วเท้างอจิกพื้น: เกิดจากการเสื่อมของระบบประสาทส่วนปลาย ทำให้กล้ามเนื้อที่เท้าลีบฝ่อ อ่อนแรง นิ้วผิดรูปงอและจิกลงพื้น ส่งผลให้การลงน้ำหนักบริเวณปลายนิ้วมากขึ้น เกิดเป็นแผลได้ ดังนั้นควรสวมรองเท้าที่นุ่ม หน้ากว้างเพื่อลดการเสียดสี บริหารนิ้วเท้าและปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อรับการรักษา และตัดรองเท้าที่เหมาะสมกับรูปเท้า

บัญญัติ 10 ประการ วิธีดูแลเท้าด้วยตนเองสำหรับผู้ป่วยเบาหวาน

การดูแลเท้าอย่างต่อเนื่องทุกวันเป็นหัวใจสำคัญในการป้องกันการสูญเสียอวัยวะ โดยมีแนวทางปฏิบัติ ดังนี้

1. การทำความสะอาดเท้า: ควรทำความสะอาดเท้าด้วยน้ำสบู่อ่อน ๆ หลังอาบน้ำ เช้าและเย็นทุกวัน และทุกครั้งที่เท้าสกปรก เช็ดเท้าและซอกนิ้วให้แห้งทันที เพื่อป้องกันการอับชื้น

2. ตรวจเท้าด้วยตนเองทุกวัน: เพื่อค้นหาความผิดปกติต่าง ๆ ได้แก่ บวม แดง ร้อน หนังแข็งหนา มีตุ่มพองหรือไม่ โดยดูทั้งบริเวณหลังเท้า ฝ่าเท้า เล็บ และตามซอกนิ้วเท้าทั้ง 2 ข้าง อาจใช้กระจกเงาช่วยส่องดูบริเวณฝ่าเท้า ในกรณีที่ไม่สามารถตรวจเท้าได้เอง ควรให้ญาติหรือผู้ดูแล เป็นผู้ตรวจให้

...

3. การดูแลผิวหนัง: หลังอาบน้ำและเช็ดเท้าให้แห้งแล้ว ควรทาโลชั่นหรือยูเรียครีมบาง ๆ ให้ทั่ว เพื่อคงความชุ่มชื้นแก่ผิวหนัง โดยหลีกเลี่ยงทาโลชั่นบริเวณซอกนิ้วเท้า เพราะจะทำให้อับชื้น เป็นเชื้อรา ผิวหนังเปื่อย เกิดเป็นแผลได้ง่าย

ภาพจาก iStock
ภาพจาก iStock


4. การดูแลเล็บ: ที่ตัดเล็บควรมีความคม ควรตัดเล็บเมื่อเล็บนิ่มและมีความอ่อนตัว เช่น หลังอาบน้ำหรือล้างเท้า วิธีการตัดเล็บถูกต้อง คือ 

  • ตัดเล็บแนวตรงให้พอดีกับความกว้างของเล็บ ไม่ตัดสั้นเกินไป ระวังอย่าตัดเล็บโค้งลึกเข้าจมูกเล็บ เพราะจะทำให้เล็บขบได้ง่าย
  • การตะไบเล็บและมุมเล็บ เพื่อลบความคมของเล็บ ควรตะไบไปในทิศทางเดียวกัน ไม่ย้อนไปมา เพื่อป้องกันการเสียดสีผิวหนังโดยรอบ 

5. การสวมถุงเท้า: ควรเลือกถุงเท้าที่เหมาะสม โดยทำจากเส้นใยธรรมชาติ สะอาด มีความนิ่ม ระบายอากาศได้ดี ลดการอับชื้นของเท้า หลีกเลี่ยงการใช้ถุงเท้าที่รัดแน่นเกินไป หรือทำจากผ้าไนลอน ระวังการกดทับจากปมหรือตะเข็บ และควรเปลี่ยนถุงเท้าทุกวัน

...

ยังมีเรื่องราวน่ารู้เกี่ยวกับการดูแลเท้าอีก 5 ข้อ รอติดตามกันต่อสัปดาห์หน้า

แหล่งอ้างอิง: ฝ่ายการพยาบาล โรงพยาบาลรามาธิบดี คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล