อัปเดตโควิดสายพันธุ์ Cicada (BA.3.2) พบระบาดแล้วในหลายประเทศ เช็กอาการเด่น ความต่างจากสายพันธุ์เดิม พร้อมคำตอบเรื่องวัคซีนและการป้องกันสำหรับกลุ่มเสี่ยง

วงการสาธารณสุขโลกกลับมาตื่นตัวอีกครั้ง หลังมีการตรวจพบโควิด-19 สายพันธุ์ย่อยใหม่ชื่อ “Cicada” หรือรหัสทางพันธุกรรม BA.3.2 ซึ่งถูกจัดให้เป็นสายพันธุ์ที่ต้องเฝ้าติดตาม (Variant under monitoring) เนื่องจากมีการกลายพันธุ์ที่ตำแหน่งโปรตีนหนามสูงผิดปกติ ส่งผลต่อการแพร่ระบาดและการหลบภูมิคุ้มกันที่อาจดีกว่าเดิม

โควิด Cicada (BA.3.2) คืออะไร? ทำไมทั่วโลกถึงกังวล

สายพันธุ์ BA.3.2 หรือที่นักวิทยาศาสตร์ขนานนามว่า “Cicada” (ซิเคดา) ถูกตรวจพบครั้งแรกในตัวอย่างจากประเทศแอฟริกาใต้ เมื่อช่วงปลายปี 2024 และเริ่มมีการแพร่กระจายตัวอย่างมีนัยสำคัญในช่วงปี 2025 จนถึงต้นปี 2026 นี้ ความน่ากลัวของสายพันธุ์นี้อยู่ที่การกลายพันธุ์มากกว่า 70-75 ตำแหน่งบนโปรตีนหนาม (Spike Protein) เมื่อเทียบกับสายพันธุ์ก่อนหน้าอย่าง JN.1 ทำให้มันมีความสามารถในการเกาะเซลล์มนุษย์และหลบเลี่ยงภูมิคุ้มกันได้ดียิ่งขึ้น

เช็กอาการ “Cicada” ต่างจากสายพันธุ์เดิมอย่างไร?

จากการเก็บข้อมูลผู้ป่วยเบื้องต้น อาการของ BA.3.2 ยังคงมีความคล้ายคลึงกับกลุ่มโอมิครอนเดิม เช่น 

...

  • ไข้และหนาวสั่น: มักมีไข้ต่ำๆ ถึงปานกลาง (37.5°C ขึ้นไป) ร่วมกับอาการหนาวสั่นในช่วง 1-2 วันแรก
  • ความอ่อนเพลียที่ยาวนาน: รู้สึกเหนื่อยล้าสะสม แม้จะพักผ่อนเพียงพอ ซึ่งเป็นลักษณะเด่นของสายพันธุ์ในช่วงปี 2025-2026
  • อาการทางเดินอาหาร (พบในบางราย): อาจมีอาการคลื่นไส้ หรือท้องเสียร่วมด้วย โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กเล็ก

ส่วนอาการที่แตกต่างจากสายพันธุ์เดิมชัดเจนคือ

ภาพจาก iStock
ภาพจาก iStock

  • อาการเด่น: เจ็บคออย่างรุนแรง บ่อยครั้งที่ผู้ป่วยระบุว่ารู้สึกเหมือนมีของแหลมบาดคอเวลาพูดหรือกลืนน้ำลาย, ไอแห้งต่อเนื่อง, อ่อนเพลียมาก และมีน้ำมูก
  • อาการที่พบน้อยลง: การสูญเสียการรับรสและกลิ่นพบได้น้อยมากเมื่อเทียบกับสายพันธุ์เดลตา
  • ความต่างที่สำคัญ: งานวิจัยในห้องแล็บพบว่า BA.3.2 อาจมีความสามารถในการเข้าสู่เซลล์ปอดได้น้อยกว่าสายพันธุ์ดั้งเดิมบางตัว แต่แพร่กระจายในระบบทางเดินหายใจส่วนบนได้เร็วมาก ทำให้การติดต่อทำได้ง่ายและรวดเร็ว

สถานการณ์การระบาด พบในประเทศไหนบ้าง?

ปัจจุบันมีการยืนยันการพบเชื้อ BA.3.2 ในอย่างน้อย 23 ประเทศทั่วโลก โดยพื้นที่ที่มีสัดส่วนการระบาดสูง ได้แก่

  • แอฟริกาใต้: จุดเริ่มต้นของการพบเชื้อ
  • ออสเตรเลีย: พบสัดส่วนผู้ติดเชื้อสายพันธุ์นี้สูงถึง 13% ของผู้ติดเชื้อทั้งหมด
  • ยุโรป: เยอรมนี, เนเธอร์แลนด์, เดนมาร์ก และสหราชอาณาจักร มีแนวโน้มเพิ่มสูงขึ้นถึง 30% ในบางพื้นที่
  • สหรัฐอเมริกา: พบการกระจายตัวในกว่า 25 รัฐ โดยเฉพาะจากกลุ่มนักเดินทาง

กลุ่มเสี่ยงที่ต้องระวังเป็นพิเศษ

แม้ว่าความรุนแรงของโรคโดยรวมจะไม่ได้เพิ่มขึ้นอย่างก้าวกระโดด แต่กลุ่ม 608 (ผู้สูงอายุ 60 ปีขึ้นไป, ผู้ป่วย 7 กลุ่มโรคเรื้อรัง และหญิงตั้งครรภ์) รวมถึงกลุ่มที่มีภาวะภูมิคุ้มกันบกพร่อง ยังคงมีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดอาการแทรกซ้อนหากได้รับเชื้อ BA.3.2 เนื่องจากไวรัสตัวนี้หลบภูมิจากวัคซีนเดิมได้เก่งขึ้น

วัคซีนยังจำเป็นไหม? ฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่แทนได้หรือไม่?

“วัคซีนโควิดยังคงมีความสำคัญ” แม้ BA.3.2 จะหลบภูมิได้ดี แต่ข้อมูลทางการแพทย์ยืนยันว่า วัคซีนรุ่นปัจจุบัน (Updated Vaccines) ยังคงช่วยลดโอกาสการเกิดอาการรุนแรงและการเสียชีวิตได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ภาพจาก iStock
ภาพจาก iStock

...

  • ประเด็นสำคัญ: หลายคนสงสัยว่าฉีดวัคซีนไข้หวัดใหญ่แทนได้ไหม?
  • คำตอบคือ: ไม่ได้ เนื่องจากเป็นไวรัสคนละชนิดกัน วัคซีนไข้หวัดใหญ่ป้องกันได้เฉพาะไวรัสไข้หวัดใหญ่ตามฤดูกาลเท่านั้น ไม่สามารถกระตุ้นภูมิเพื่อป้องกันโควิด-19 ได้
  • คำแนะนำ: ผู้เชี่ยวชาญแนะนำให้ฉีดวัคซีนทั้งสองชนิด โดยสามารถฉีดพร้อมกันได้ (คนละข้างแขน) เพื่อสร้างเกราะป้องกันในช่วงที่อากาศเปลี่ยนแปลงและมีการระบาดซ้ำ

โควิดสายพันธุ์ Cicada (BA.3.2) แม้จะมีการกลายพันธุ์สูงและแพร่ระบาดได้เร็วในหลายประเทศ แต่ความรุนแรงยังอยู่ในระดับที่ควบคุมได้ การสวมหน้ากากอนามัยในที่แออัด การล้างมือ และการรับวัคซีนเข็มกระตุ้นสำหรับกลุ่มเสี่ยง ยังเป็นวิธีป้องกันที่ได้ผลดีที่สุดในปัจจุบัน