รู้จัก "โรคไข้กาฬหลังแอ่น" หลังพบการระบาดในสหราชอาณาจักร เช็กอาการเริ่มต้นที่ต้องระวัง สาเหตุการเกิดโรค วิธีการติดต่อ และโอกาสระบาดในไทย พร้อมแนวทางป้องกันที่ถูกต้อง
กลายเป็นประเด็นที่น่าจับตามองไปทั่วโลก หลังมีรายงานการระบาดของ "โรคไข้กาฬหลังแอ่น" ในสหราชอาณาจักร สร้างความกังวลใจว่าโรคนี้จะแพร่กระจายมาถึงประเทศไทยหรือไม่ เราขอชวนทำความรู้จักโรคนี้ให้ชัดเจน ทั้งอาการ สาเหตุ และความเสี่ยง เพื่อการเฝ้าระวังอย่างถูกวิธี
ไข้กาฬหลังแอ่น คืออะไร? ทำไมถึงน่ากลัว
โรคไข้กาฬหลังแอ่น (Meningococcal Disease) เกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียที่มีชื่อว่า Neisseria meningitidis ซึ่งส่งผลให้เกิดการอักเสบของเยื่อหุ้มสมองและไขสันหลัง หรือการติดเชื้อในกระแสเลือดอย่างรุนแรง และดำเนินโรคเร็วมาก อาจเสียชีวิตภายใน 24 ชั่วโมง หรือหากรอดชีวิตก็อาจมีความพิการหลงเหลืออยู่ เช่น สูญเสียการได้ยิน หรือต้องตัดแขนขาจากภาวะเนื้อตาย
อาการไข้กาฬหลังแอ่น ที่ต้องเฝ้าระวัง
อาการเริ่มต้นมักคล้ายกับไข้หวัดใหญ่ ทำให้หลายคนชะล่าใจ แต่จะมีสัญญาณเตือนที่รุนแรงกว่า ดังนี้
...
- มีไข้สูงเฉียบพลัน ปวดศีรษะอย่างรุนแรง
- คอแข็งเกร็ง (อาการเด่นของเยื่อหุ้มสมองอักเสบ)
- มีผื่นแดงหรือจุดเลือดออกตามตัว (Petechiae) ซึ่งจะลุกลามเป็นปื้นสีคล้ำคล้ายรอยช้ำ
- คลื่นไส้ อาเจียน ตาแพ้แสง (สู้แสงไม่ได้)
- ในกรณีรุนแรงอาจมีอาการซึม สับสน หรือชัก
สาเหตุและการติดต่อ ติดง่ายแค่ไหน?
เชื้อชนิดนี้อาศัยอยู่ในลำคอและจมูกของมนุษย์ การติดต่อเกิดขึ้นได้ผ่าน "ละอองฝอย" จากการไอ จาม หรือการสัมผัสใกล้ชิดกับน้ำลายของผู้ที่มีเชื้อ เช่น การจูบ การใช้ช้อนร่วมกัน หรือการอยู่ในที่แออัดเป็นเวลานาน อย่างไรก็ตาม เชื้อนี้ไม่ได้ติดต่อได้ง่ายเท่ากับไข้หวัดใหญ่ แต่ความรุนแรงของโรคนั้นสูงกว่ามาก
สถานการณ์ในสหราชอาณาจักรและโอกาสระบาดในไทย
จากข้อมูลของหน่วยงานสาธารณสุขระหว่างประเทศ อาทิ UKHSA และ ECDC พบว่า การระบาดในพื้นที่ทางตอนใต้ของประเทศสหราชอาณาจักร มีลักษณะเกิดขึ้นในกลุ่มนักเรียนและนักศึกษา ข้อมูล ณ วันที่ 18 มีนาคม 2569 พบผู้ป่วยสะสมประมาณ 20 ราย (ยืนยันแล้ว 9 ราย) และมีผู้เสียชีวิตอย่างน้อย 2 ราย
สำหรับสถานการณ์ในประเทศไทย ระหว่างวันที่ 1 มกราคม – 17 มีนาคม 2569 พบผู้ป่วยสะสม 5 ราย และมีผู้เสียชีวิต 3 ราย โดยยังไม่พบความเชื่อมโยงกับการระบาดจากต่างประเทศ แม้จำนวนผู้ป่วยจะอยู่ในระดับต่ำ กรมควบคุมโรคยังคงเฝ้าระวังอย่างใกล้ชิด เนื่องจากเป็นโรครุนแรงและต้องรายงานตามกฎหมาย โดยหากพบผู้ป่วยต้องสงสัยจะต้องรายงานทันที และหากยืนยันว่าป่วยแม้เพียง 1 ราย เจ้าหน้าที่จะเร่งสอบสวนโรคโดยเร็วเพื่อควบคุมไม่ให้เกิดการแพร่ระบาดต่อไป
ไข้กาฬหลังแอ่นรักษาได้หากตรวจพบเร็ว
หากสงสัยว่าติดเชื้อ ต้องพบแพทย์ทันทีเพื่อรับยาปฏิชีวนะทางเส้นเลือดดำ ยิ่งได้รับยาเร็ว โอกาสรอดชีวิตยิ่งสูง
วิธีป้องกันไข้กาฬหลังแอ่น
- ลดการอยู่ในสถานที่แออัด
- หลีกเลี่ยงการใช้ของส่วนตัวร่วมกับผู้อื่น
- รักษาสุขอนามัยส่วนบุคคล หมั่นล้างมือ
- ฉีดวัคซีนป้องกันโรค (มีทั้งชนิด 4 สายพันธุ์ และสายพันธุ์ B)
กลุ่มเสี่ยงที่ควรพิจารณาฉีดวัคซีน ได้แก่ ผู้ที่มีการทำงานของม้ามบกพร่อง ภาวะพร่องคอมพลีเมนต์ ผู้ที่จะเดินทางไปบริเวณที่มีการระบาด โดยเฉพาะวัยรุ่นที่ไปศึกษาต่อและอยู่หอพัก และอาจพิจารณาฉีดในเด็กเล็กน้อยกว่า 2 ปี ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับคำแนะนำและพิจารณาชนิดของวัคซีนก่อนรับวัคซีน
แม้ "ไข้กาฬหลังแอ่น" จะเป็นโรคที่รุนแรงและมีอัตราการเสียชีวิตสูง แต่การตื่นตัวและมีความรู้ที่ถูกต้องจะช่วยลดความเสี่ยงได้ สำหรับคนไทยควรติดตามข่าวสารจากหน่วยงานสาธารณสุขอย่างใกล้ชิด และไม่ควรตื่นตระหนกจนเกินไป เนื่องจากระบบการคัดกรองของไทยยังคงมีความเข้มแข็ง
...
ข้อมูลอ้างอิง: โรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ สภากาชาดไทย
...