เมื่อเข้าสู่ช่วงวัยเรียนของลูก โดยเฉพาะช่วงเปลี่ยนจากชั้นอนุบาลเข้าสู่ชั้นประถมศึกษาที่รูปแบบการเรียนมีการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม โดยเน้นการเรียนวิชาการมากขึ้น มีงานหรือการบ้านเพิ่มขึ้น และต้องนั่งโต๊ะเรียนในระยะเวลาที่ยาวนาน คุณพ่อคุณแม่หลายท่านอาจพบกับปัญหา “ลูกอยู่ไม่นิ่ง ไม่ตั้งใจเรียน จดการบ้านมาไม่ครบ หรือไม่อยากทำการบ้าน” ซึ่งมักทำให้สงสัยว่า “ลูกเป็นสมาธิสั้นหรือไม่” ซึ่งในความจริงแล้ว อาการที่เด็กแสดงออกเหล่านี้สามารถเกิดได้จากหลายสาเหตุ คุณพ่อคุณแม่จึงควรทราบเพื่อการแก้ไขหรือปรึกษาแพทย์ได้อย่างเหมาะสม
สาเหตุที่ทำให้เด็กมีปัญหาด้านการเรียน
การจะหาสาเหตุที่แท้จริงพบนั้น ต้องรู้พฤติกรรมของลูก ซึ่งอาจแยกได้เป็น
1. โรคซน สมาธิสั้น มีอาการที่ต้องสงสัย ดังนี้
- อยู่ไม่นิ่ง ลุกออกจากที่นั่ง ยุกยิกเวลานั่งอยู่กับที่
- จดจ่อได้ไม่นาน
- หันเหความสนใจได้ง่าย
- คุยเก่งเกินไป
- พูดแทรก
- รอคิวไม่ได้
- มีความยากลำบากในการทำงานตามขั้นตอนหรือการวางแผนการทำงาน
- ลืมงาน ลืมการบ้าน ลืมของ
...
2. ทักษะการเรียนรู้บกพร่อง (Learning disability) การที่เด็กมีความบกพร่องของกระบวนการเรียนรู้ด้านการอ่าน การสะกดคำ การเขียน หรือคณิตศาสตร์ ทำให้มีความยากลำบากในการเรียนในบางวิชา
อาการที่ต้องสงสัย ความบกพร่องด้านการอ่านเขียน
- สับสนตัวอักษรที่คล้ายๆ กัน เช่น พ / ผ, b / d
- มีความยากลำบากในการจดจำชื่อหรือแยกแยะเสียงตัวอักษร
- อ่านเขียนได้ช้ากว่าเพื่อนในชั้นเรียน
- มีความยากลำบากในการสะกดคำศัพท์ใหม่ มีใช้การเดาคำใกล้เคียงที่คุ้นเคยแทน หรืออ่านข้ามคำ
- สะกดคำผิด
- เขียนได้ช้า ลายมือตัวใหญ่กว่าปกติ
- มีปัญหาในการอ่านจับใจความ
- อาการที่ต้องสงสัย ความบกพร่องด้านคณิตศาสตร์
- คิดคำนวณได้ช้า ไม่คล่อง
- สับสนเครื่องหมายสัญลักษณ์ทางคณิตศาสตร์ เช่น เครื่องหมายบวก/ลบ ว่ามีหลักการคิดคำนวณอย่างไร
- มีความยากลำบากในการคิดคำนวณตามขั้นตอน
3. พัฒนาการล่าช้า หรือ ภาวะบกพร่องทางสติปัญญา มีอาการที่ต้องสงสัย ดังนี้
- พัฒนาการช้ากว่าเพื่อนในวัยเดียวกัน
- เรียนรู้ได้ช้า หรือเมื่อสอนไปแล้วได้หน้าลืมหลัง
- ความสามารถด้านอื่น เช่น การช่วยเหลือตนเอง หรือการแก้ไขปัญหา ทำได้น้อยกว่าเพื่อนวัยเดียวกัน
4. ความผิดปกติทางการมองเห็น มีอาการที่ต้องสงสัยภาวะสายตาสั้น ดังนี้
- มองระยะไกลเห็นไม่ชัด
- ต้องหรี่ตามอง หรือต้องเอาหน้าเข้าไปใกล้หนังสือ/หน้าจอ
- สายตาล้า ปวดศีรษะ เมื่อต้องใช้สายตาในเวลานาน
5. ความผิดปกติทางการได้ยิน อาการที่ต้องสงสัยภาวะบกพร่องทางการได้ยิน มีดังนี้
- ได้ยินไม่ชัด
- มีความยากลำบากในการฟังผู้อื่นพูดเมื่ออยู่ในที่มีเสียงดัง
- มีเสียงรบกวนผิดปกติในหู
6. ปัญหาทางอารมณ์หรือสภาพจิตใจ เช่น ภาวะซึมเศร้า ภาวะวิตกกังวล ปัญหาในครอบครัว
หากลูกมีปัญหาเกี่ยวกับการเรียน แนะนำให้คุณพ่อคุณแม่พาลูกมาพบกุมารแพทย์ เพื่อรับการตรวจประเมินเพิ่มเติม จะช่วยให้พบสาเหตุที่แท้จริงของปัญหาที่เกิดขึ้น และนำไปสู่การได้รับการรักษาที่ตรงจุดอย่างเหมาะสม ซึ่งจะส่งผลลัพธ์ที่ดีต่อตัวลูกทั้งในแง่การเรียนและสุขภาพจิต รวมไปถึงการทำให้คุณพ่อคุณแม่เข้าใจในตัวลูกมากขึ้น จนนำไปสู่ความสามารถในการช่วยเหลือลูกได้ดียิ่งขึ้นอีกด้วย
...
ข้อมูลโดย : พญ.ปัญญ์ชลี จงไพบูลย์พัฒนะ กุมารแพทย์เฉพาะทางด้านพัฒนาการและพฤติกรรม โรงพยาบาลพญาไท 2