24 มีนาคม วันวัณโรคโลก ชวนทำความรู้จัก "วัณโรค" โรคติดต่อที่ร้ายแรงกว่าที่คิด เช็กอาการเบื้องต้น ใครคือกลุ่มสัมผัสเสี่ยงสูง และวิธีป้องกันเพื่อสุขอนามัยที่ดี
"วัณโรค" ยังคงเป็นโรคติดต่อสำคัญที่คร่าชีวิตผู้คนทั่วโลก รวมถึงประเทศไทยที่ยังพบผู้ป่วยใหม่อย่างต่อเนื่อง โดยเฉพาะในวันวัณโรคโลก 24 มีนาคมนี้ การทำความเข้าใจเรื่องการแพร่กระจายของเชื้อ สัญญาณเตือนของโรค และการตรวจคัดกรองในกลุ่มเสี่ยง จึงเป็นเรื่องสำคัญที่ไม่ควรละเลย
วัณโรคคืออะไร? เป็นได้มากกว่าที่ปอด
วัณโรคเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียที่สามารถแพร่กระจายผ่านทางอากาศ โดยไม่ได้เกิดขึ้นแค่ที่ปอดเท่านั้น แต่ยังสามารถลามไปยังอวัยวะสำคัญอื่นๆ เช่น สมอง กระดูกและข้อ ตับ ม้าม และต่อมน้ำเหลือง โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กเล็กที่อายุน้อยกว่า 1 ปี ผู้ที่มีโรคประจำตัว หรือผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่อง มีโอกาสเสี่ยงที่จะเป็นวัณโรคนอกปอดที่มีอาการรุนแรงได้สูงกว่าปกติ
เช็กอาการ "วัณโรค" สัญญาณเตือนที่ห้ามมองข้าม
อาการของผู้ป่วยวัณโรคจะแตกต่างกันไปตามอวัยวะที่ติดเชื้อ แต่สัญญาณที่พบได้บ่อยมีดังนี้
...
- ไอเรื้อรัง: ติดต่อกันเกิน 2 สัปดาห์ บางรายอาจมีเลือดปน
- ไข้เรื้อรัง: มีไข้ติดต่อกันเกิน 7 วัน มักมีเหงื่อออกตอนกลางคืน
- ร่างกายอ่อนแอ: เบื่ออาหาร น้ำหนักลด อ่อนเพลียไร้เรี่ยวแรง
- ในเด็กเล็ก: อาจมีอาการรุนแรง เช่น หายใจหอบเหนื่อย ตัวเขียว ซึม หรือชัก
ใครคือ "ผู้ที่สัมผัสวัณโรค" และต้องทำอย่างไร?
ผู้ที่สัมผัสวัณโรค คือ ผู้ที่มีโอกาสได้รับเชื้อมาจากผู้ป่วย และติดเชื้อตามมาได้ ซึ่งได้แก่
- คนที่อาศัยอยู่ร่วมบ้านเดียวกับผู้ป่วย โดยเฉพาะนอนห้องเดียวกัน
- ผู้ที่สัมผัสใกล้ชิด เช่น ทำงานที่เดียวกัน คนที่ทำกิจกรรมร่วมกันบ่อย ๆ เป็นระยะเวลานาน
โดยทั่วไปจะใช้เกณฑ์ระยะเวลาเฉลี่ยวันละ 8 ชั่วโมง หรือเกิน 120 ชั่วโมง ใน 1 เดือน โดยนับระยะเวลาที่อยู่ร่วมกับผู้ป่วยกี่วันก็ได้ในช่วง 3 เดือนก่อนผู้ป่วยเริ่มมีอาการ หรือก่อนการวินิจฉัย จนถึงหลังได้รับการรักษาด้วยยาอย่างมีประสิทธิภาพแล้วอย่างน้อย 2 สัปดาห์
ผู้ที่สัมผัสวัณโรค โดยเฉพาะผู้ที่อาศัยร่วมบ้านกับผู้ป่วย ควรได้รับการตรวจประเมินว่ามีความเสี่ยงติดเชื้อวัณโรคหรือไม่ เพราะผู้ที่สัมผัสอาจจะติดเชื้อวัณโรคระยะแฝงได้ คือ รับเชื้อไปแล้ว และเชื้อวัณโรคแฝงอยู่ในร่างกาย แต่ยังไม่ได้มีอาการที่เป็นโรค หรือป่วยเป็นวัณโรคแล้ว
ด้วยการซักประวัติ ตรวจร่างกาย ถ่ายภาพรังสีทรวงอก และการตรวจอื่น ๆ ที่จำเป็น เพื่อพิจารณาให้ยาป้องกันวัณโรคในผู้ที่มีการติดเชื้อระยะแฝง โดยเฉพาะผู้สัมผัสวัณโรคในกลุ่มเด็กเล็กอายุน้อยกว่า 5 ปี ถือเป็นกลุ่มเสี่ยงที่จะติดเชื้อ และมีโอกาสจะเป็นวัณโรคชนิดรุนแรงได้ ในเด็กที่อายุน้อยกว่า 5 ปีทุกรายที่สัมผัสกับเชื้อวัณโรค เมื่อตรวจประเมินแล้วไม่เป็นวัณโรค แพทย์จะให้การรักษาวัณโรคระยะแฝง
วิธีป้องกันและดูแลตัวเองให้ห่างไกลวัณโรค
เราสามารถลดความเสี่ยงได้ด้วยการปรับพฤติกรรมสุขภาพ ดังนี้
- เสริมภูมิคุ้มกัน: ออกกำลังกายสม่ำเสมอ พักผ่อนให้เพียงพอ และทานอาหารที่มีประโยชน์
- เลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยง: งดสูบบุหรี่ ดื่มแอลกอฮอล์ และสารเสพติด
- ป้องกันตนเอง: สวมหน้ากากอนามัยเมื่ออยู่ในพื้นที่เสี่ยง และหลีกเลี่ยงการใกล้ชิดผู้ป่วยในระยะแพร่เชื้อ
- ตรวจสุขภาพ: ควรเอกซเรย์ปอดอย่างน้อยปีละ 1 ครั้ง
สำหรับผู้ที่ต้องใช้ชีวิตใกล้ชิดกับผู้ป่วยวัณโรคเป็นเวลานานกว่า 120 ชั่วโมงใน 1 เดือน ควรเข้ารับการคัดกรองและตรวจหาวัณโรค
แหล่งข้อมูล: พญ.พลอย พัฒนากิจสกุล สาขาวิชากุมารเวชศาสตร์โรคติดเชื้อ ฝ่ายการแพทย์ โรงพยาบาลรามาธิบดี