ทำความรู้จักไวรัส RSV โรคติดเชื้อทางเดินหายใจที่พบบ่อยในเด็กเล็กต่ำกว่า 5 ปี เช็กอาการเบื้องต้น วิธีการรักษาตามอาการ และแนวทางการป้องกันด้วยภูมิคุ้มกันสำเร็จรูป เพื่อความปลอดภัยของลูกน้อยในช่วงฤดูระบาด

RSV ไม่ใช่แค่ไข้หวัดธรรมดา แต่เป็นไวรัสตัวร้ายที่จ้องจู่โจมระบบทางเดินหายใจของเด็กเล็ก โดยเฉพาะเด็กที่มีอายุต่ำกว่า 5 ปี ซึ่งหากไม่เฝ้าระวังให้ดีอาจลุกลามจนกลายเป็นปอดอักเสบหรือภาวะหายใจล้มเหลวได้ พ่อแม่ยุคใหม่จึงควรทำความเข้าใจโรคนี้เพื่อเตรียมรับมืออย่างเท่าทัน

RSV คืออะไร? ทำไมถึงเป็นฝันร้ายของเด็กเล็ก

RSV (Respiratory Syncytial Virus) คือเชื้อไวรัสที่ก่อให้เกิดโรคในระบบทางเดินหายใจ ซึ่งถือเป็นสาเหตุสำคัญของการเจ็บป่วยในเด็กเล็ก จากสถิติพบว่าเด็กเกือบทุกคนจะเคยได้รับเชื้อนี้อย่างน้อย 1 ครั้งในช่วงอายุ 2 ขวบปีแรก ที่น่ากังวลคือ ประมาณ 50% ของการติดเชื้อ มักลุกลามสู่ทางเดินหายใจส่วนล่าง ก่อให้เกิดโรคหลอดลมอักเสบและปอดอักเสบตามมา

ช่องทางการแพร่กระจายและระยะฟักตัว

ไวรัสชนิดนี้แพร่กระจายจากคนสู่คนได้อย่างรวดเร็วผ่านทาง "ละอองฝอย" จากการไอ จาม หรือการสัมผัสโดยตรงกับน้ำมูกและน้ำลายของผู้ป่วยที่ปนเปื้อนอยู่ตามสิ่งแวดล้อม เมื่อเชื้อเข้าสู่ร่างกายจะมีระยะฟักตัวประมาณ 3-5 วัน ก่อนจะเริ่มแสดงอาการผิดปกติในระบบทางเดินหายใจ

...

ฤดูกาลระบาดที่ต้องเฝ้าระวัง

ในประเทศไทย เชื้อ RSV มักจะเริ่มแพร่ระบาดอย่างหนักในช่วงต้น ฤดูฝน หรือประมาณเดือนมิถุนายนถึงกรกฎาคม และจะค่อย ๆ ลดน้อยลงเมื่อเข้าสู่ช่วงปลายปีในเดือนพฤศจิกายนถึงธันวาคม

เช็กอาการ แบบไหนคือหวัดธรรมดา แบบไหนคือ RSV

อาการของ RSV ในระยะเริ่มต้นจะคล้ายคลึงกับไข้หวัดทั่วไป เช่น มีไข้ ไอ จาม และน้ำมูกไหล  แต่ความรุนแรงจะแตกต่างกันตามช่วงวัย ดังนี้

ภาพจาก iStock
ภาพจาก iStock

  • เด็กโตและผู้ใหญ่: อาการมักไม่รุนแรงและสามารถหายได้เอง 
  • เด็กทารก: อาจมีอาการซึม ดื่มนมน้อยลง หรือมีภาวะหยุดหายใจ 
  • เด็กเล็ก (ต่ำกว่า 2 ปี): ไอหนัก หายใจเร็ว หายใจลำบาก หรือหายใจมีเสียงวี๊ด (Wheezing) ซึ่งบ่งบอกถึงหลอดลมส่วนปลายอักเสบหรือเชื้อลงปอดจนเกิดปอดอักเสบ 

แนวทางการรักษา เน้นประคับประคองตามอาการ

ปัจจุบัน ยังไม่มีตัวยารักษาเชื้อ RSV โดยเฉพาะ แพทย์จึงเน้นการรักษาตามอาการเพื่อให้ร่างกายฟื้นตัวได้ดีที่สุด  ดังนี้

  • ให้ยาลดไข้ ยาลดน้ำมูก และยาแก้ไอละลายเสมหะ 
  • ดูแลให้ได้รับสารน้ำ (น้ำหรือนม) อย่างเพียงพอ 
  • ในรายที่มีอาการหนัก เช่น หอบเหนื่อย อาจต้องใช้ยาพ่นขยายหลอดลม ให้ออกซิเจนละอองฝอย เคาะปอด หรือดูดเสมหะร่วมด้วย 

ข้อควรระวัง หากลูกน้อยมีอาการหายใจเร็วหรือหอบเหนื่อยผิดปกติ ควรรีบนำส่งโรงพยาบาลทันที 

นวัตกรรมใหม่ ภูมิคุ้มกันสำเร็จรูป ตัวช่วยป้องกันโรครุนแรง

ในปัจจุบันมีการนำ ภูมิคุ้มกันสำเร็จรูป (Monoclonal Antibody) มาใช้เพื่อป้องกันความรุนแรงของโรค โดยมีข้อแนะนำดังนี้

  • ทารกทั่วไป: ที่มีสุขภาพแข็งแรงและอายุน้อยกว่า 8 เดือน 
  • กลุ่มเสี่ยงสูง: ทารกอายุน้อยกว่า 12 เดือนที่มีโรคประจำตัว เช่น โรคหัวใจพิการแต่กำเนิด ภูมิคุ้มกันบกพร่อง หรือโรคปอดเรื้อรังจากการคลอดก่อนกำหนด 
  • ช่วงเวลาที่เหมาะสม: ควรเริ่มรับภูมิคุ้มกันก่อนเข้าฤดูกาลระบาด (ช่วงเดือนมิถุนายน - ตุลาคม) 

แหล่งข้อมูลอ้างอิง: พญ.พลอย พัฒนากิจสกุล สาขาวิชากุมารเวชศาสตร์โรคติดเชื้อ ฝ่ายการแพทย์ โรงพยาบาลรามาธิบดี