เปิดสาเหตุโรคอีสุกอีใส อาการ การป้องกัน และคำตอบชัดๆ เคยเป็นแล้วเป็นอีกได้หรือไม่
กลายเป็นประเด็นฮือฮาในโลกโซเชียล จากประกาศของคณะรัฐศาสตร์ ธรรมศาสตร์ ศูนย์รังสิต ที่ปรับเรียนออนไลน์ตั้งแต่วันที่ 3-6 มี.ค. หลังพบโรค ‘อีสุกอีใส’ ระบาดในกลุ่มนักศึกษา เพื่อความปลอดภัยด้านสุขอนามัยของนักศึกษาและบุคลากร ซึ่งโรคนี้ดูเหมือนจะเป็นโรคพื้นฐานที่ใครก็เคยเป็น แต่ความจริงแล้วหากเกิดขึ้นในวัยผู้ใหญ่ อาจมีความรุนแรงและภาวะแทรกซ้อนที่น่ากังวลกว่าที่คิด
อีสุกอีใสเกิดจากอะไร ทำไมถึงติดต่อกันง่าย
โรคอีสุกอีใส (Chickenpox) เกิดจากเชื้อไวรัส Varicella-zoster virus (VZV) ซึ่งสามารถติดต่อได้ง่ายมากผ่าน 2 ช่องทางหลัก คือ
- การหายใจ: สูดดมละอองฝอยจากการไอ จาม หรือการพูดคุยกับผู้ติดเชื้อ
- การสัมผัส: สัมผัสโดยตรงกับตุ่มน้ำหรือแผลของผู้ป่วย รวมถึงการใช้สิ่งของร่วมกัน
เช็กอาการ “อีสุกอีใส” ในวัยรุ่นและผู้ใหญ่
อาการมักจะปรากฏหลังได้รับเชื้อประมาณ 10-21 วัน โดยแบ่งเป็นระยะดังนี้
...
- ระยะแรก: มีไข้ต่ำๆ ปวดเมื่อยตามตัว ปวดศีรษะ และเบื่ออาหาร (คล้ายไข้หวัด)
- ระยะผื่น: เริ่มมีผื่นแดงขึ้นตามใบหน้า ลำตัว และกระจายไปทั่วร่างกาย
- ระยะตุ่มน้ำ: ผื่นแดงจะกลายเป็นตุ่มน้ำใส มีอาการคันอย่างมาก ก่อนจะค่อยๆ ตกสะเก็ด
- ข้อควรระวัง: ในผู้ใหญ่ อาการมักรุนแรงกว่าในเด็ก และอาจเกิดภาวะแทรกซ้อน เช่น ปอดอักเสบ หรือสมองอักเสบได้ หากมีอาการหายใจหอบหรือซึมลงต้องพบแพทย์ทันที
4 สาเหตุหลักที่ทำให้อีสุกอีใสในผู้ใหญ่รุนแรงกว่าเด็ก
- การตอบสนองของภูมิคุ้มกัน: ร่างกายผู้ใหญ่ต่อสู้กับไวรัสด้วยการสร้างการอักเสบที่รุนแรงกว่า ทำให้มีไข้สูง ผื่นเยอะ และเจ็บปวดมากกว่า
- ความเสี่ยงภาวะแทรกซ้อน: ผู้ใหญ่มีโอกาสเกิดภาวะแทรกซ้อนที่อวัยวะภายในสูง เช่น ปอดอักเสบ ซึ่งอาจถึงแก่ชีวิตได้
- ระยะเวลาป่วยนานกว่า: ผู้ใหญ่ใช้เวลาฟื้นตัวนานกว่าเด็ก โดยตุ่มอาจใช้เวลาตกสะเก็ดและหายดีนานกว่า 10 วันหรือมากกว่า
- โรคประจำตัวและสุขภาพ: หากมีโรคประจำตัวหรือภูมิคุ้มกันอ่อนแอ ความรุนแรงจะยิ่งเพิ่มขึ้น
ไขข้อสงสัย เคยเป็นอีสุกอีใสแล้ว เป็นอีกได้หรือไม่?
หนึ่งในคำถามที่หลายคนสงสัยคือ “ถ้าเคยเป็นตอนเด็กแล้ว จะติดเชื้อจากการระบาดครั้งนี้ได้อีกไหม?”
คำตอบคือ “มีโอกาสน้อยมาก แต่เป็นไปได้” โดยปกติเมื่อเป็นแล้วร่างกายจะมีภูมิคุ้มกันตลอดชีวิต แต่ในรายที่ภูมิคุ้มกันบกพร่องอย่างรุนแรงอาจเกิดการติดเชื้อซ้ำได้
อย่างไรก็ตาม เชื้อไวรัสชนิดนี้จะไม่หายไปจากร่างกาย แต่จะไปหลบซ่อนอยู่ที่ปมประสาท และอาจปรากฏออกมาอีกครั้งในรูปแบบของ “โรคงูสวัด” (Herpes Zoster) เมื่อร่างกายอ่อนแอ
วิธีรักษาและการป้องกันที่ถูกต้อง
ในปัจจุบันการรักษาเน้นไปที่การประคับประคองตามอาการ
- การใช้ยา: ยาลดไข้ (หลีกเลี่ยง Aspirin), ยาแก้แพ้เพื่อลดการคัน และในรายที่อาการหนักแพทย์อาจพิจารณาให้ยาต้านไวรัส
- การดูแลตัวเอง: ดื่มน้ำมากๆ ตัดเล็บให้สั้นเพื่อป้องกันการเกาจนติดเชื้อแบคทีเรียแทรกซ้อน
- การป้องกันที่ดีที่สุด: คือการฉีด “วัคซีนอีสุกอีใส” ซึ่งสามารถฉีดได้ทั้งในเด็กและผู้ใหญ่ที่ยังไม่มีภูมิคุ้มกัน
...
เช็กราคาวัคซีนอีสุกอีใส
หากคุณยังไม่เคยเป็นอีสุกอีใส หรือไม่แน่ใจว่าฉีดวัคซีนครบหรือยัง (ปกติควรฉีด 2 เข็ม) ราคาโดยประมาณในปัจจุบันมีดังนี้
- โรงพยาบาลรัฐ / มหาวิทยาลัย: ประมาณ 800 - 1,100 บาท ราคานี้มักยังไม่รวมค่าบริการทางการแพทย์ (ประมาณ 50-200 บาท)
- โรงพยาบาลเอกชน: ประมาณ 1,500 - 2,500 บาท มักจัดเป็นแพ็กเกจ 2 เข็ม ราคาจะอยู่ที่ 3,000 - 4,500 บาท (รวมค่าบริการแล้ว)
- คลินิกเอกชนทั่วไป: ประมาณ 1,200 – 1,800 บาท ราคาขึ้นอยู่กับยี่ห้อวัคซีนและค่าบริการแต่ละแห่ง
เงื่อนไขและข้อควรรู้ก่อนฉีดวัคซีนอีสุกอีใสสำหรับผู้ใหญ่ ต้องฉีดกี่เข็ม
สำหรับผู้ใหญ่ (อายุ 13 ปีขึ้นไป) ต้องฉีด 2 เข็ม โดยเว้นระยะห่างกันอย่างน้อย 4-8 สัปดาห์ เพื่อให้ภูมิคุ้มกันขึ้นสูงพอที่จะป้องกันโรคได้ (ป้องกันได้ประมาณ 94-98%)
ใครห้ามฉีดวัคซีนอีสุกอีใส
- ผู้ที่กำลังตั้งครรภ์: และห้ามตั้งครรภ์หลังฉีดอย่างน้อย 1 เดือน
- ผู้ที่มีภูมิคุ้มกันบกพร่องรุนแรง: หรือกำลังกินยากดภูมิคุ้มกัน
- คนที่มีไข้สูง: ควรเลื่อนการฉีดออกไปก่อนจนกว่าจะหายดี
...
ฉีดแล้วยังเป็นได้ไหม?
มีโอกาสเป็นได้ แต่ความรุนแรงจะลดลงมาก ตุ่มจะน้อยกว่า (ไม่เกิน 50 จุด) ไข้ต่ำ และหายเร็วขึ้นกว่าคนที่ไม่ฉีดเลย
วัคซีนอีสุกอีใส เบิกประกันสังคมได้ไหม
วัคซีนอีสุกอีใส ไม่สามารถเบิกประกันสังคมได้ เนื่องจากถูกจัดอยู่ในหมวด “วัคซีนทางเลือก” ไม่ใช่วัคซีนพื้นฐานตามสิทธิประกันสังคม ซึ่งจะครอบคลุมเฉพาะวัคซีนบางชนิดตามเงื่อนไข เช่น วัคซีนไข้หวัดใหญ่ (สำหรับผู้ประกันตนอายุ 50 ปีขึ้นไป) หรือ วัคซีนป้องกันพิษสุนัขบ้า/บาดทะยัก ในกรณีที่เกิดอุบัติเหตุหรือถูกกัดเท่านั้น