ทำความรู้จัก มะเร็งถุงน้ำดี โรคที่จา พนม กำลังต่อสู้ เช็กอาการเบื้องต้น สาเหตุเกิดจากอะไร ใครบ้างที่มีความเสี่ยง พร้อมแนวทางป้องกันตามมาตรฐานการแพทย์

กลายเป็นข่าวที่สร้างความเป็นห่วงให้กับแฟนคลับทั่วโลก เมื่อ “จา พนม ยีรัมย์” หรือ โทนี่ จา แอ็กชันสตาร์ระดับโลกชาวไทย ออกมาเปิดเผยถึงอาการป่วย “มะเร็งถุงน้ำดี” ซึ่งถือเป็นโรคมะเร็งที่พบได้ไม่บ่อยนักแต่มีความรุนแรงสูง เราจะพาไปทำความเข้าใจกับโรคนี้อย่างละเอียด ตั้งแต่สัญญาณเตือนเบื้องต้นไปจนถึงการป้องกัน

มะเร็งถุงน้ำดี (Gallbladder Cancer) คืออะไร?

ในระบบร่างกายมนุษย์ “ถุงน้ำดี” (Gallbladder) ทำหน้าที่เสมือนคลังพักน้ำดีที่ส่งมาจากตับ เพื่อรอจังหวะปล่อยออกมาย่อยไขมันในอาหาร แต่มะเร็งชนิดนี้เกิดขึ้นเมื่อเซลล์ในถุงน้ำดีเกิดการกลายพันธุ์และแบ่งตัวผิดปกติ ความน่ากลัวของมะเร็งถุงน้ำดีคือในระยะแรกมัก “ไม่แสดงอาการ” ทำให้ผู้ป่วยส่วนใหญ่ตรวจพบเมื่อเข้าสู่ระยะแพร่กระจายแล้ว

5 ระยะสัญญาณเตือนมะเร็งในถุงน้ำดี 

โดยปกติในระยะเริ่มต้น มะเร็งชนิดนี้แทบไม่แสดงอาการใดๆ แต่เมื่อก้อนเนื้อเริ่มขยายตัวหรือไปอุดตันท่อน้ำดี ร่างกายจะเริ่มส่งสัญญาณดังนี้

...

ภาพจาก iStock
ภาพจาก iStock

  • อาการปวดท้องที่ระบุตำแหน่งยาก: มักเริ่มจากอาการจุกเสียดบริเวณลิ้นปี่ หรือชายโครงขวา บางครั้งอาจมีอาการปวดร้าวไปที่หลังหรือสะบักขวา
  • ภาวะดีซ่าน: นี่คือสัญญาณเด่นชัดที่สุด เมื่อก้อนเนื้ออุดตันท่อน้ำดี สารบิลิรูบินจะค้างในกระแสเลือด ทำให้ตาขาวและผิวหนังเปลี่ยนเป็นสีเหลือง
  • การเปลี่ยนแปลงของระบบขับถ่าย: ปัสสาวะจะมีสีเข้มเหมือนชาเข้มๆ ขณะที่อุจจาระอาจมีสีซีดลงเนื่องจากน้ำดีลงไปไม่ถึงลำไส้
  • ความผิดปกติของระบบย่อย: ท้องอืดอย่างรุนแรง คลื่นไส้ อาเจียน โดยเฉพาะหลังทานอาหารที่มีไขมันสูง
  • สัญญาณมะเร็งทั่วไป: เบื่ออาหาร น้ำหนักลดฮวบโดยไม่ทราบสาเหตุ และมีไข้ต่ำๆ ตลอดเวลา

ปัจจัยเสี่ยงมะเร็งถุงน้ำดี ใครบ้างที่ต้องระวังเป็นพิเศษ?

การเกิดมะเร็งถุงน้ำดีไม่ได้มาจากสาเหตุเดียว แต่เป็นการสะสมของปัจจัยหลายอย่างที่ส่งผลให้เซลล์ผนังถุงน้ำดีเกิดการอักเสบเรื้อรัง จนกลายเป็นเนื้อร้ายในที่สุด โดยสามารถจำแนกกลุ่มเสี่ยงได้ดังนี้

1. ปัจจัยทางกายภาพและชีวภาพ 

กลุ่มนี้เป็นปัจจัยที่ติดตัวมาหรือเกิดขึ้นตามธรรมชาติ ซึ่งยากจะควบคุม

  • เพศและฮอร์โมน: สถิติพบว่า “ผู้หญิง” มีโอกาสเป็นมากกว่าผู้ชายถึง 3-4 เท่า นักวิทยาศาสตร์สันนิษฐานว่า “ฮอร์โมนเอสโตรเจน” มีส่วนสำคัญในการกระตุ้นให้ตับผลิตคอเลสเตอรอลออกมาในน้ำดีมากขึ้น จนเกิดนิ่วและการอักเสบ
  • ช่วงวัยที่สูงขึ้น: ส่วนใหญ่มักพบในผู้ที่มีอายุ 60-70 ปีขึ้นไป อย่างไรก็ตาม ในปัจจุบันเริ่มพบในคนอายุน้อยลงเนื่องจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนไป
  • ความผิดปกติแต่กำเนิด: เช่น ผู้ที่มีถุงน้ำในท่อน้ำดี (Biliary Cysts) หรือมีโครงสร้างท่อน้ำดีและตับอ่อนเชื่อมต่อกันผิดปกติ ทำให้น้ำย่อยจากตับอ่อนไหลย้อนเข้าไปกัดกร่อนถุงน้ำดีจนอักเสบเรื้อรัง

2. ภาวะเจ็บป่วยที่เป็น “ชนวนเหตุ” 

หากคุณมีโรคประจำตัวเหล่านี้ คุณคือกลุ่มที่ต้องได้รับการติดตามอย่างใกล้ชิด

ภาพจาก iStock
ภาพจาก iStock

...

  • นิ่วในถุงน้ำดี: ผู้ที่มีนิ่วขนาดใหญ่กว่า 3 เซนติเมตร จะมีความเสี่ยงสูงกว่าคนปกติหลายเท่า เนื่องจากนิ่วจะเสียดสีกับผนังถุงน้ำดีตลอดเวลาจนเกิดแผลและกลายพันธุ์
  • ติ่งเนื้อในถุงน้ำดี: แม้ติ่งเนื้อส่วนใหญ่จะไม่ใช่มะเร็ง แต่หากติ่งเนื้อมีขนาด ใหญ่กว่า 1 เซนติเมตร แพทย์มักแนะนำให้ผ่าตัดออกทันทีเพราะมีโอกาสกลายเป็นมะเร็งสูงมาก
  • ภาวะ Porcelain Gallbladder: คือภาวะที่ผนังถุงน้ำดีมีหินปูนไปเกาะจนแข็งเหมือนเซรามิก ซึ่งเป็นผลจากการอักเสบซ้ำๆ มานานหลายปี
  • การติดเชื้อเรื้อรัง: เช่น การเป็นพาหะของเชื้อไทฟอยด์ หรือการติดเชื้อพยาธิใบไม้ในตับ ซึ่งพบได้บ่อยในแถบเอเชีย รวมถึงไทย

3. ปัจจัยด้านพฤติกรรมและสิ่งแวดล้อม 

นี่คือส่วนที่คนวัยทำงานหรือคนที่มีสุขภาพภายนอกแข็งแรงมักมองข้าม

  • ภาวะอ้วน: น้ำหนักตัวที่เกินมาตรฐานส่งผลโดยตรงต่อสมดุลของน้ำดี และเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดนิ่ว
  • อาหารและสารก่อมะเร็ง: การบริโภคอาหารที่มีไขมันสูงต่อเนื่อง หรือการได้รับสารเคมีบางชนิด เช่น ไนโตรซามีน พบในอาหารหมักดอง หรือปลาน้ำจืดดิบในบางพื้นที่ รวมถึงการสูบบุหรี่
  • ประวัติครอบครัว: หากมีญาติสายตรงเคยเป็นมะเร็งถุงน้ำดี ความเสี่ยงของคุณจะเพิ่มขึ้นประมาณ 2 เท่า แม้จะไม่ใช่สาเหตุหลักแต่เป็นสิ่งที่ต้องเฝ้าระวัง

วิธีป้องกันมะเร็งถุงน้ำดี ปรับไลฟ์สไตล์ ลดชนวนเหตุเนื้อร้าย

แม้จะไม่มีวัคซีนป้องกันโดยตรงเหมือนมะเร็งบางชนิด แต่การดูแล “สุขภาพของน้ำดี” คือหัวใจสำคัญที่สุด

...

1. ควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน

ความอ้วนคือปัจจัยเสี่ยงอันดับต้นๆ เพราะส่งผลให้ระดับคอเลสเตอรอลในน้ำดีสูงขึ้น ซึ่งเป็นต้นเหตุของนิ่วและการอักเสบเรื้อรัง

  • ข้อควรระวัง: ควรลดน้ำหนักแบบค่อยเป็นค่อยไป การลดน้ำหนักเร็วเกินไป เช่น อดอาหารอย่างหนัก อาจทำให้ตับหลั่งคอเลสเตอรอลออกมามากขึ้นจนเกิดนิ่วในถุงน้ำดีได้

2. เลือกรับประทานอาหารที่มีกากใยสูง

  • เน้นไฟเบอร์: ผัก ผลไม้ และธัญพืชไม่ขัดสี ช่วยให้การทำงานของน้ำดีและระบบขับถ่ายดีขึ้น
  • ลดไขมันเลว: หลีกเลี่ยงอาหารที่มีไขมันทรานส์สูง อาหารทอด หรือเนื้อสัตว์ติดมัน ซึ่งกระตุ้นการทำงานหนักของถุงน้ำดี
  • กรดไขมันดี: การทานปลาที่มีโอเมก้า 3 ช่วยปรับสมดุลของน้ำดีได้

3. อย่าปล่อยให้ “นิ่ว” กลายเป็นเรื้อรัง

หากคุณตรวจพบนิ่วในถุงน้ำดี แม้จะยังไม่มีอาการปวด ควรปรึกษาศัลยแพทย์เพื่อประเมินความเสี่ยง หากนิ่วมีขนาดใหญ่ (เกิน 3 ซม.) หรือมีจำนวนมาก แพทย์อาจแนะนำให้ผ่าตัดออกเพื่อป้องกันการกลายพันธุ์เป็นมะเร็งในอนาคต

4. หลีกเลี่ยงพฤติกรรมเสี่ยงและสารปนเปื้อน

  • เลิกสูบบุหรี่: สารพิษในบุหรี่เพิ่มโอกาสการเกิดมะเร็งทุกชนิดรวมถึงถุงน้ำดี
  • ระวังพยาธิใบไม้ในตับ: หลีกเลี่ยงการรับประทานปลาน้ำจืดแบบดิบหรือสุกๆ ดิบๆ เช่น ก้อยปลา เพราะการติดเชื้อพยาธิจะทำให้เกิดการอักเสบเรื้อรังในระบบน้ำดี

5. การตรวจสุขภาพเชิงรุก 

เนื่องจากมะเร็งชนิดนี้ไม่มีอาการในระยะแรก การตรวจร่างกายทั่วไปอาจไม่เพียงพอ

...

  • อัลตราซาวนด์ช่องท้อง: เป็นวิธีที่ง่ายและปลอดภัยที่สุดในการตรวจดูนิ่ว ติ่งเนื้อ หรือความผิดปกติของผนังถุงน้ำดี
  • กลุ่มเสี่ยงสูง: หากมีประวัติครอบครัวเป็นมะเร็งถุงน้ำดี ควรปรึกษาแพทย์เพื่อรับการตรวจคัดกรองที่ละเอียดขึ้นตั้งแต่อายุยังน้อย

ทำไมคนแข็งแรงถึงเสี่ยง

ในกรณีของบุคคลที่ดูแข็งแรงอย่างนักกีฬาหรือนักแสดงแอ็กชัน ปัจจัยเสี่ยงอาจมาจากสิ่งที่มองไม่เห็นจากภายนอก เช่น นิ่วในถุงน้ำดีที่ไม่มีอาการ หรือความผิดปกติของโครงสร้างท่อน้ำดีแต่กำเนิด ดังนั้นการ “ตรวจอัลตราซาวนด์ช่องท้องส่วนบน” ในการตรวจสุขภาพประจำปี จึงเป็นวิธีเดียวที่จะตรวจพบความผิดปกติเหล่านี้ได้ก่อนที่จะสายเกินไป