เจาะลึกเรื่องปานแต่กำเนิด ทั้งปานแดง ปานดำ ปานโอตะ และปานมองโกเลียน เผยความเสี่ยงโรคต้อหินที่อาจทำให้ตาบอด พร้อมแนวทางการรักษาด้วยเลเซอร์ให้จางลงอย่างปลอดภัย

"ปาน" ไม่ใช่แค่เครื่องหมายบอกลักษณะติดตัวมาแต่กำเนิด แต่อาจเป็นสัญญาณเตือนสุขภาพที่หลายคนมองข้าม โดยเฉพาะ "ปานแดง" ที่อาจสัมพันธ์กับโรคต้อหินจนนำไปสู่การสูญเสียการมองเห็น มาทำความเข้าใจความแตกต่างของปานแต่ละชนิด วิธีการดูแล และนวัตกรรมการรักษาด้วยเลเซอร์ที่ช่วยคืนความมั่นใจให้ผิวคุณอีกครั้ง

ทำความรู้จัก "ปานแต่กำเนิด" แต่ละสีบอกอะไรเรา?

รอยโรคที่ปรากฏบนผิวหนังตั้งแต่แรกเกิด หรือที่เรียกกันว่า "ปาน" ส่วนใหญ่ที่พบจะมี 2 สีหลัก คือ สีแดงและสีดำ ซึ่งมีสาเหตุและการดำเนินของโรคที่แตกต่างกัน ดังนี้

ปานแดง

ภาพจาก iStock
ภาพจาก iStock

เกิดจากการที่เส้นเลือดขยายตัวผิดปกติ ภาษาอังกฤษเรียกว่า port-wine stain ซึ่งปานแดงส่วนมากมักจะเห็นบริเวณใบหน้า ประมาณร้อยละ 90 และจะเป็นข้างเดียว โดยอาจจะเป็นที่แก้ม หน้าผาก หรือคาง แต่ที่พบบ่อย คือ แก้มและหน้าผากข้างใดข้างหนึ่ง ปานแดงสามารถพบทั้งเพศหญิงและเพศชาย จำนวนเท่า ๆ กัน คือ ร้อยละ 50

...

ปานดำ

เกิดจากความผิดปกติของเม็ดสี ซึ่งปานดำมีหลายชนิด ส่วนใหญ่จะพบบริเวณใบหน้าด้านใดด้านหนึ่ง อาจจะเป็นที่แก้ม หรือหน้าผาก และพบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย ร้อยละ 80

ปานดำที่พบบริเวณใบหน้าจะเรียกว่า “ปานโอตะ” เนื่องจากแพทย์ชาวญี่ปุ่นเป็นคนนิยามคำ ๆ นี้ ซึ่งพบปานโอตะมากในคนญี่ปุ่น คนไทย เกาหลี จีน ส่วนปานดำที่พบตามตัวเรียกว่า “ปานอีโต้”

ปานบริเวณก้นกบหรือหลัง เรียกว่า “Mongolian spot” ซึ่งร้อยละ 97 มักจะหายได้เอง เมื่อเด็กอายุประมาณ 3 ขวบ ก็จะหายไปเอง เหลือเพียงร้อยละ 3 ที่ยังหลงเหลือ แต่ไม่ได้มีปัญหาอะไร และมักพบในคนเอเชีย

ส่วนปานโอตะกับปานอีโต้จะไม่หายไปเอง และสีจะเข้มขึ้น ร้อยละ 60 ของปานโอตะ จะเห็นตั้งแต่กำเนิด แต่ร้อยละ 40 จะพบเมื่อเข้าสู่วัยรุ่น และพบในผู้หญิงมากกว่าผู้ชาย

ผลข้างเคียงของปานแต่ละชนิด

ปานแดง

เมื่ออายุเพิ่มขึ้น ความผิดปกติของเส้นเลือดที่ขยายตัวออกจะทำให้ผิวบริเวณที่เป็นปาน สีจะเข้มขึ้นหรือหนาขึ้น ทำให้ผิวขรุขระ ผิวนูน ซึ่งเป็นปัญหาหลักของความสวยงาม แต่ที่สำคัญประมาณร้อยละ 30 ของคนไข้กลุ่มนี้ อาจจะมีต้อหินร่วมด้วย ซึ่งเกิดจากความดันลูกตาขึ้น และไปกดประสาทจอตา หากไม่ได้รับการรักษา จะทำให้ตาบอด ซึ่งเป็นผลแทรกซ้อนที่สำคัญ จึงควรรีบวินิจฉัยและเข้ารับการรักษาทันที ดังนั้น ผู้ที่มีปานแดงแต่กำเนิด จึงควรต้องไปพบจักษุแพทย์ เพื่อคัดกรองโรคต้อหิน เพราะหากไปพบแพทย์ช้า ก็อาจจะทำให้เสียตาข้างนั้นไปแล้ว

ปานดำ

ปัญหาของคนที่มีปานดำ มักจะเป็นเรื่องของความสวยงาม อาจจะมีโอกาสเป็นต้อหิน แต่น้อยกว่าปานแดง อย่างไรก็ดี ก็ควรตรวจตาอย่างน้อยปีละครั้ง

การรักษาปานแดงและปานดำ

การรักษาปานแดงในปัจจุบัน ใช้เลเซอร์เส้นเลือดรักษาปานแดง เพื่อให้รอยของปานจางลง แต่จะไม่ได้หายไป 100% เนื่องจากปานแดงเกิดจากเส้นเลือดขยายตัว ซึ่งอาจจะอยู่บริเวณที่ลึกลงไปเกินกว่าที่เลเซอร์จะลงไปทำลายได้หมด ดังนั้น คนที่รักษาปานแดงตั้งแต่เนิ่น ๆ จึงมีโอกาสรักษาให้หายขาด หรือเกือบหายขาดได้

ภาพจาก iStock
ภาพจาก iStock

ส่วนปานดำ ก็รักษาโดยการยิงเลเซอร์สีผิว ซึ่งมีหลายชนิด และผลการรักษาที่ดีมาก โดยจะทำเลเซอร์ประมาณ 6-10 ครั้ง ปานดำก็จะจางไปประมาณ 70-90% หรือบางคนก็ไม่เห็นรอยเหลือ โดยเฉลี่ยคนไข้จะต้องทำเลเซอร์ประมาณ 10 ครั้งขึ้นไป แต่ละครั้งห่างกันประมาณครึ่งเดือน หรือ 2 เดือน

การรักษาด้วยเลเซอร์จึงทำเป็นการรักษาหลักของทั้งปานแดงและปานดำ ซึ่งมีผลข้างเคียงน้อย และค่ารักษาไม่แพง ประมาณพันกว่าบาทต่อครั้ง อีกทั้งยังให้ผลการรักษาที่มีประสิทธิภาพ ไม่ต้องนอนค้างในโรงพยาบาล ทำแล้วสามารถกลับบ้านได้เลย ดังนั้น คนที่มีปัญหากังวลในเรื่องของปานดำและปานแดง จึงควรไปพบแพทย์ผิวหนัง เพื่อวินิจฉัยและรักษาที่ถูกต้องต่อไป

...

ข้อมูลโดย ผศ. นพ.สมศักดิ์ ตันรัตนากร สาขาวิชาโรคผิวหนัง ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล