ในยุคที่พ่อแม่ใส่ใจเรื่องสุขภาพของลูกน้อยเป็นอันดับหนึ่ง หลายครอบครัวดูแลเรื่องอาหารการกินเป็นอย่างดีเพื่อให้ลูกมีร่างกายที่สมบูรณ์แข็งแรง แต่ในความสมบูรณ์นั้นอาจมีปัญหาสุขภาพที่มองไม่เห็นด้วยตาเปล่าซ่อนอยู่ เช่น ภาวะหิวซ่อนเร้น (Hidden Hunger) ที่หมายถึงภาวะที่เด็กกินอิ่มแต่ยังขาดแคลนสารอาหารและวิตามินที่จำเป็นต่อการเจริญเติบโต

และท่ามกลางสารอาหารที่เด็กไทยมักขาดโดยไม่รู้ตัว “ธาตุเหล็ก” คือหนึ่งในสารอาหารที่ควรใส่ใจอย่างยิ่ง เพราะหากไม่ได้รับเพียงพออาจนำไปสู่ปัญหาใหญ่ที่เรียกว่า “ภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก” หรือ IDA (Iron Deficiency Anemia) ที่ส่งผลต่อพัฒนาการสมองและร่างกายในระยะยาว

เจาะลึก “IDA” เมื่อความต้องการสวนทางกับการบริโภค

ภาวะโลหิตจางจากการขาดธาตุเหล็ก หรือ IDA (Iron Deficiency Anemia) เป็นหนึ่งในปัญหาสาธารณสุขที่พบบ่อยในเด็กไทย โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กปฐมวัย (แรกเกิด - 5 ปี) ข้อมูลขององค์การอนามัยโลก (WHO) ชี้ว่าค่าเฉลี่ยการเกิด IDA ในเด็กกลุ่มเดียวกันในภูมิภาคของเรา ซึ่งรวมถึงประเทศไทยด้วย มีเด็กๆ ที่มีภาวะโลหิตจางถึง 1 ใน 4 โดยมีสาเหตุหลักจากการขาดธาตุเหล็ก และงานวิจัยเพื่อศึกษาอุบัติการณ์ของภาวะเสี่ยงต่อโรคโลหิตจางในเด็กอายุต่ำกว่า 5 ปี ในภาคตะวันออกเฉียงเหนือของประเทศไทย ก็พบว่ามากกว่า 1 ใน 3 มีความเสี่ยงภาวะโลหิตจาง โดยเฉพาะเด็กๆ ช่วงอายุต่ำกว่า 2 ปี

ปัจจัยสำคัญที่ทำให้ตัวเลขนี้สูงจนน่าตกใจ มาจากความไม่สมดุลระหว่าง “สารอาหารที่ร่างกายได้รับ” และ “ความต้องการของร่างกาย” โดยหนึ่งในสาเหตุหลักคือการที่เด็กไทยได้รับธาตุเหล็กในแต่ละวันไม่เพียงพอ โดยเฉพาะในเด็กเล็กช่วงอายุ 6 เดือน - 2 ปี ที่ความต้องการธาตุเหล็กเพิ่มขึ้น ในขณะที่ปริมาณธาตุเหล็กในมื้ออาหารอาจไม่เพียงพอ หรือเด็กๆ บางส่วนมีพฤติกรรมเลือกกินเฉพาะสิ่งที่ชอบ ปฏิเสธเนื้อสัตว์ที่เป็นแหล่งของธาตุเหล็ก

เมื่อร่างกายขาดเหล็ก สมองก็ขาดโอกาส

อย่างไรก็ตาม ธาตุเหล็กไม่ได้มีหน้าที่เพียงการสร้างเม็ดเลือดแดงเท่านั้น แต่ยังมีอีกหนึ่งบทบาทสำคัญอย่างยิ่งที่ส่งผลต่อ “พัฒนาการทางสมอง” โดยตรง โดยเฉพาะในช่วง 2,000 วันแรกของชีวิต คือตั้งแต่อยู่ในครรภ์จนถึง 5 ขวบ ซึ่งถือเป็น “ช่วงเวลาทอง” ที่สมองของมนุษย์มีการพัฒนาสูงสุดและรวดเร็วที่สุด

หากเด็กขาดธาตุเหล็กในช่วงวัยนี้ จะส่งผลกระทบในระดับโครงสร้างและการทำงานของสมอง ทั้งด้านความสามารถในการเรียนรู้และความจำ มีข้อมูลทางการแพทย์ระบุว่า เด็กที่มีภาวะ IDA อาจมีความเสี่ยงที่ระดับสติปัญญา (IQ) จะต่ำกว่าเด็กปกติเฉลี่ยถึง 13% และยังอาจยังส่งผลต่อประสิทธิภาพในการควบคุมสมาธิ ทำให้เด็กจดจ่อกับสิ่งต่างๆ ได้ยากขึ้น ซึ่งอุปสรรคเหล่านี้อาจส่งผลกระทบระยะยาวต่อผลสัมฤทธิ์ทางการเรียนและศักยภาพในการใช้ชีวิตในช่วงวัยถัดไป

ไม่ใช่แค่เรื่องสมองเท่านั้น แต่ IDA ยังส่งผลโดยตรงต่อ “พัฒนาการทางร่างกาย” ทำให้การเจริญเติบโตของร่างกายไม่เป็นไปตามวัย หรือเติบโตได้ไม่เต็มที่ตามศักยภาพ นอกจากนี้การขาดธาตุเหล็กยังมีผลกระทบต่อไปถึง “การพัฒนาระบบภูมิคุ้มกัน” อาจทำให้ร่างกายอ่อนแอ เจ็บป่วยง่าย และหายช้ากว่าปกติ ซึ่งเป็นการตัดโอกาสในการเรียนรู้ผ่านการเล่นและการทำกิจกรรมต่างๆ ของเด็ก

ทั้งนี้ สิ่งที่น่าเป็นห่วงคืออาการของ IDA โดยส่วนใหญ่จะไม่แสดงออกมา ส่วนอาการซีดซึ่งเป็นอาการที่สังเกตได้นั้น กว่าจะเห็นได้ก็เมื่อมีภาวะโลหิตจางที่ค่อนข้างรุนแรงแล้ว ในระยะเริ่มต้นเด็กอาจจะดูร่าเริง กินอิ่ม นอนหลับปกติ หรือมีอาการเพียงเล็กน้อย เช่น ผิวซีดลงเล็กน้อย เหนื่อยง่ายขึ้น หรือเบื่ออาหาร ซึ่งพ่อแม่ผู้ปกครองอาจเข้าใจว่าเป็นเรื่องปกติของเด็กวัยนี้ ทำให้กว่าจะรู้ตัว เด็กก็อาจเข้าสู่ภาวะโลหิตจางที่รุนแรงจนส่งผลกระทบต่อพัฒนาการไปแล้ว การสร้างความเข้าใจที่ถูกต้องและการเฝ้าระวังจึงเป็นกุญแจสำคัญในการป้องกันปัญหานี้

ผนึกกำลังภาคีเครือข่าย หยุดวงจรการขาดธาตุเหล็กในเด็กไทย

เมื่อปัญหาสุขภาพของเด็กคือเรื่องของความมั่นคงทางทรัพยากรมนุษย์ของชาติ หน่วยงานต่างๆ ทั้งภาครัฐและเอกชนจึงได้ร่วมมือกันขับเคลื่อนการแก้ปัญหา IDA เชิงรุกอย่างเป็นระบบ

โดยหนึ่งในความเคลื่อนไหวสำคัญคือการผนึกกำลังระหว่าง ดานอน ประเทศไทย (Danone Thailand) ผู้นำด้านอาหารและเครื่องดื่มระดับโลกที่มีพันธกิจในการส่งมอบสุขภาพดีด้วยอาหารแก่ผู้คนให้ได้มากที่สุด ร่วมกับหน่วยงานภาครัฐอย่าง สำนักอนามัย กรุงเทพมหานคร (BMA) และ กรมอนามัย กระทรวงสาธารณสุข (DoH) ในภารกิจลดภาวะ IDA ในเด็กไทย

ความร่วมมือครั้งนี้มุ่งเน้นไปที่การสร้างความตระหนักรู้และการเข้าถึงการตรวจคัดกรอง รวมถึงวิธีการจัดการกับภาวะ IDA โดยดานอนเริ่มต้นจากการสนับสนุนงานวิจัยทางการแพทย์ ไปสู่การขยายผลในการลงมือทำจริง เกิดเป็นการดำเนินงานในหลากหลายมิติ โดยมีหนึ่งการขับเคลื่อนที่สำคัญนั่นคือการสนับสนุน “เครื่องมือคัดกรองภาวะ IDA แบบไม่เจาะเลือด” ซึ่งถือเป็นนวัตกรรมที่เข้ามาช่วยเพิ่มทางเลือกให้กับการตรวจคัดกรองแบบเดิม การใช้เครื่องมือนี้ช่วยลดความกังวลของผู้ปกครองและลดความกลัวของเด็กในการเจาะเลือด ทำให้แพทย์ พยาบาลและบุคลากรทางการแพทย์สามารถตรวจคัดกรองเด็กกลุ่มเสี่ยงได้รวดเร็วและครอบคลุมมากยิ่งขึ้น ซึ่งเครื่องมือดังกล่าวได้ช่วยสนับสนุนโครงการต่างๆ ของกรมอนามัยและกรุงเทพมหานคร อาทิ โครงการเด็กฉลาดด้วยธาตุเหล็ก และ กิจกรรมตรวจคัดกรองในศูนย์บริการสาธารณสุข ศูนย์พัฒนาเด็กอ่อน รวมถึงโรงเรียนในสังกัดกทม. เป็นต้น



รู้ทัน ป้องกันได้ ด้วยโภชนาการและการคัดกรอง

แม้ภาวะ IDA จะส่งผลกระทบระยะยาว แต่เป็นสิ่งที่ป้องกันและแก้ไขได้หากพ่อแม่ผู้ปกครองรู้เท่าทัน โดยสามารถเริ่มต้นดูแลลูกน้อยได้ง่ายๆ ดังนี้

- เน้นอาหารที่มีธาตุเหล็กสูงในมื้ออาหารของลูก เช่น ตับ เลือด เนื้อสัตว์ ปลา ถั่ว ไข่แดง และผักใบเขียว หากลูกยังทานได้น้อยหรือไม่หลากหลาย อาจพิจารณาผลิตภัณฑ์นมที่เสริมธาตุเหล็กเป็นทางเลือกเสริมมื้ออาหารหลัก

- ในมื้ออาหารหลัก ควรจัดให้เด็กทานผลไม้ที่มีวิตามินซีสูง (เช่น ส้ม ฝรั่ง แอปเปิ้ล กีวี) เพราะวิตามินซีเป็นปัจจัยสำคัญที่ช่วยให้ร่างกายดูดซึมธาตุเหล็กไปใช้งานในร่างกาย รวมถึงสมอง ได้ดียิ่งขึ้น

- หมั่นสังเกตสัญญาณเตือนเบื้องต้นอย่างใกล้ชิดเป็นระยะ เช่น ลูกดูซีด อ่อนเพลีย ไม่ค่อยเล่น หรือเบื่ออาหาร หากมีอาการดังกล่าว ควรพาเด็กไปพบคุณหมอเพื่อขอคำปรึกษาและรับมือได้ทันท่วงที

- ควรพาเด็กเข้ารับการตรวจคัดกรองภาวะ IDA อย่างน้อย 2 ครั้ง ครั้งแรกในช่วงอายุ 6-9 เดือน และวัดอีกครั้งในช่วง 3-5 ปี หากเป็นไปได้ แนะนำให้เข้ารับการตรวจสุขภาพและคัดกรองภาวะ IDA เป็นประจำทุกๆ ปีหลังจากการตรวจคัดกรองครั้งแรก


ปัจจุบัน พ่อแม่สามารถพาบุตรหลานเข้ารับการตรวจคัดกรองความเสี่ยงภาวะ IDA ได้ที่ศูนย์บริการสาธารณสุข หรือสถานพยาบาลใกล้บ้าน ซึ่งการตรวจพบและรักษาตั้งแต่เนิ่นๆ คือของขวัญล้ำค่าที่สุดที่จะช่วยปกป้องพัฒนาการและอนาคตที่สดใสให้กับลูกรัก