เช็กอาการไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A H3N2 หลังหมอยงเตือนระบาดหนักเนื่องจากไวรัสกลายพันธุ์หลบวัคซีนได้ดีขึ้น พร้อมแนวทางป้องกันและการฉีดวัคซีนที่ถูกต้อง

ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ เตือนสถานการณ์ไข้หวัดใหญ่ต้นปี 2569 พบสายพันธุ์ A H3N2 ระบาดพุ่งสูงสุดเป็นประวัติการณ์ เผยไวรัสมีการกลายพันธุ์ในส่วนโปรตีนช่วยให้หลบหลีกภูมิคุ้มกันได้ดีขึ้น ส่งผลให้วัคซีนมีประสิทธิภาพลดลง ย้ำประชาชนหมั่นสังเกตอาการที่รุนแรงกว่าหวัดทั่วไป และแนะแนวทางรับมือเพื่อลดความเสี่ยงภาวะแทรกซ้อน

เปรียบเทียบอาการ “ไข้หวัดใหญ่ A H3N2” ต่างจากไข้หวัดทั่วไปอย่างไร?

อันดับแรกที่ประชาชนควรทราบคือความแตกต่างของอาการ เพื่อให้ได้รับการรักษาที่ทันท่วงที โดยไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A H3N2 มักจะมีอาการที่ รุนแรงและฉับพลัน กว่าไข้หวัดธรรมดา ดังนี้

อาการไข้หวัดใหญ่ A H3N2

  • ไข้สูงเฉียบพลัน (38.5-40°C)
  • ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อรุนแรง อ่อนเพลียมาก
  • ไอแห้งรุนแรง เจ็บคอ น้ำมูกมีบ้าง
  • เป็นนาน 7-10 วัน หรือมากกว่า
  • เสี่ยงปอดอักเสบ โดยเฉพาะกลุ่มเสี่ยง

ภาพจาก iStock
ภาพจาก iStock

...

อาการไข้หวัดทั่วไป

  • ไข้ต่ำ หรือไม่มีไข้
  • ปวดเมื่อยเล็กน้อย พักผ่อนแล้วดีขึ้น
  • คัดจมูก น้ำมูกไหล ไอเล็กน้อย
  • หายได้เองภายใน 3-5 วัน
  • พบภาวะแทรกซ้อนน้อยมาก

เปิดสาเหตุ ทำไมไข้หวัดใหญ่ A H3N2 ถึงระบาดหนักในตอนนี้

ศ.นพ.ยง ภู่วรวรรณ หัวหน้าศูนย์เชี่ยวชาญเฉพาะทางด้านไวรัสวิทยาคลินิก ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ระบุว่า สาเหตุหลักที่ทำให้ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A H3N2 ระบาดวงกว้างในช่วงต้นปี 2569 คือ การเปลี่ยนแปลงทางพันธุกรรม ของไวรัสในตำแหน่งโปรตีน HA1 ประมาณ 6-9 จุด หรือที่เรียกว่าสายพันธุ์กลุ่ม “K type”

การเปลี่ยนแปลงนี้ทำให้ไวรัสสามารถ “หลบหลีก” ภูมิคุ้มกันจากวัคซีนที่เคยฉีดไว้ได้ดีขึ้น (Vaccine Mismatch) ประกอบกับช่วงฤดูหนาวและรอยต่อฤดูกาลเป็นช่วงที่ไวรัสแพร่กระจายได้ดี อย่างไรก็ตาม หมอยงยืนยันว่า “ความรุนแรงของโรคไม่ได้เพิ่มขึ้น” และยาต้านไวรัสในปัจจุบันยังคงใช้ได้ผลดี เพียงแต่จะมีจำนวนผู้ติดเชื้อเพิ่มขึ้นมากกว่าปกติ

ทั่วโลกจับตา “Subclade K” สายพันธุ์ย่อยที่ทำให้ไข้หวัดใหญ่ A H3N2 ระบาดรวดเร็ว

นอกจากข้อมูลจากหมอยงแล้ว รายงานล่าสุดจาก องค์การอนามัยโลก (WHO) และ ศูนย์ควบคุมและป้องกันโรคแห่งชาติสหรัฐฯ (Centers for Disease Control and Prevention: CDC) (ข้อมูล ณ มกราคม 2569) ระบุตรงกันว่า ไวรัสไข้หวัดใหญ่ A H3N2 ที่ระบาดหนักทั่วโลกขณะนี้ คือสายพันธุ์ย่อยที่เรียกว่า “Subclade K” (หรือ J.2.4.1) ซึ่งถูกขนานนามในบางประเทศว่าเป็น “Super Flu” เนื่องจาก

ภาพจาก iStock
ภาพจาก iStock

  • การแพร่ระบาดที่ผิดปกติ: CDC ระบุว่าสายพันธุ์ Subclade K นี้ทำให้เกิดการระบาดที่ “ยาวนานกว่าปกติ” ในซีกโลกใต้ และ “เริ่มต้นเร็วกว่าปกติ” ในหลายประเทศของซีกโลกเหนือ เช่น อังกฤษ แคนาดา และญี่ปุ่น โดยพบสัดส่วนของสายพันธุ์นี้สูงถึง 90% ของผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่ทั้งหมด
  • นิยาม “Antigenic Drift”: ต่างประเทศระบุว่านี่คือการ “เบี่ยงเบนทางพันธุกรรม” (Drift) ครั้งสำคัญ ซึ่งไม่ใช่แค่การกลายพันธุ์เล็กน้อยตามปกติ แต่เป็นการเปลี่ยนแปลงในตำแหน่งสำคัญบนโปรตีนฮีแมกกลูตินิน (Hemagglutinin) ทำให้ร่างกายจดจำไวรัสได้ยากขึ้นมาก

วัคซีนไข้หวัดใหญ่ยังจำเป็นไหม ป้องกันได้แค่ไหน

แม้จะมีข่าวว่าไวรัสกลายพันธุ์จนวัคซีนได้ผลน้อยลง แต่คุณหมอยงยังคงแนะนำให้ “ฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่” อย่างต่อเนื่องด้วยเหตุผลหลัก 2 ประการ คือ

  • ลดความรุนแรง: แม้ป้องกันการติดเชื้อไม่ได้ 100% แต่ช่วยลดโอกาสเกิดอาการรุนแรง ลดการนอนโรงพยาบาล และลดอัตราการเสียชีวิตได้ชัดเจน
  • ความปลอดภัยสูง: วัคซีนที่ใช้เป็นชนิดเชื้อตาย มีผลข้างเคียงน้อย และมีความปลอดภัยสูง
  • คำแนะนำสำหรับคนไทย วัคซีนสูตรใหม่ของซีกโลกใต้ (Southern Hemisphere) จะเข้ามาในช่วง เดือนมีนาคม 2569 ซึ่งเป็นช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุดในการฉีดเพื่อสร้างภูมิคุ้มกันก่อนเข้าสู่ฤดูฝนที่เป็นช่วงระบาดใหญ่ของไทย

วัคซีนในมุมมองสากล ประสิทธิภาพที่แตกต่างตามช่วงอายุ

ในขณะที่เน้นย้ำเรื่องการฉีดวัคซีน แหล่งข้อมูลจาก UK Health Security Agency (UKHSA) และงานวิจัยในยุโรปได้เผยแพร่ตัวเลขประสิทธิภาพของวัคซีนปี 2568/2569 ต่อสายพันธุ์ Subclade K ไว้ดังนี้

...

  • ในเด็กและเยาวชน: วัคซีนยังคงมีประสิทธิภาพสูงถึง 70-75% ในการป้องกันการเข้าโรงพยาบาล
  • ในผู้ใหญ่: ประสิทธิภาพอาจลดลงเหลือประมาณ 30-40% เนื่องจากการหลบหลีกภูมิคุ้มกันของสายพันธุ์ใหม่
  • ข้อแนะนำระดับสากล แม้ตัวเลขในผู้ใหญ่จะดูน้อยลง แต่ WHO ยังคงยืนยันให้กลุ่มเสี่ยง คือ ผู้สูงอายุ 65 ปีขึ้นไป และผู้มีโรคประจำตัว ฉีดวัคซีน เพราะเป็นเครื่องมือเดียวที่ช่วยสร้าง “ภูมิคุ้มกันข้ามสายพันธุ์” (Cross-protection) ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงปอดอักเสบรุนแรงได้ดีที่สุด

วิธีป้องกันตนเองจากไข้หวัดใหญ่ A H3N2

นอกจากการฉีดวัคซีนแล้ว การดูแลสุขอนามัยส่วนบุคคลยังเป็นหัวใจสำคัญในการตัดวงจรการระบาด ไม่ว่าจะเป็น

  • สวมหน้ากากอนามัย เมื่อต้องอยู่ในที่สาธารณะ หรือพื้นที่แออัด
  • ล้างมือบ่อยๆ ด้วยน้ำและสบู่ หรือเจลแอลกอฮอล์ เพราะเชื้อไวรัสติดมากับมือได้ง่าย
  • เลี่ยงการใกล้ชิดผู้ป่วย หากมีคนในบ้านป่วย ควรแยกห้องนอนและของใช้ส่วนตัว
  • ดูแลร่างกายให้แข็งแรง พักผ่อนให้เพียงพอ ทานอาหารที่มีประโยชน์ และออกกำลังกายสม่ำเสมอ