หนึ่งในโรคภัยที่มักเกิดขึ้นกับเด็กๆ อยู่บ่อยครั้งคือ “โรคผิวหนัง” ซึ่งมีหลายชนิดที่มีสาเหตุและอาการแตกต่างกันไป ผู้ปกครองควรสังเกตอาการเพื่อหาทางรักษา และมีวิธีป้องกันอย่างไรบ้าง
1. โรคผื่นผิวแห้ง
ในช่วงที่อากาศหนาวและแห้ง จะทำให้ผิวของเด็กมีอาการคัน และมีลักษณะเป็นขุยขาว ๆ บริเวณแขนขา โดยเฉพาะบริเวณขา ผิวจะแห้งมากกว่าบริเวณอื่นในร่างกาย เนื่องจากเป็นบริเวณผิวที่ไม่ค่อยมีไขมัน ร่วมกับปัจจัยกระตุ้นอื่น ๆ คือ การอาบน้ำอุ่น ทำให้รู้สึกผ่อนคลาย ก็จะใช้เวลาอาบน้ำนานกว่าปกติ ซึ่งจะยิ่งทำให้ผิวแห้งมากขึ้นไปอีก
นอกจากนี้ ในรายที่ผิวแห้งมาก ๆ ก็จะทำให้เป็นผื่นแดง อักเสบ และเมื่อเกามาก ๆ อาจทำให้เกิดแผล ซึ่งเป็นทางเข้าของเชื้อโรคทำให้เกิดการติดเชื้อที่ผิวหนังตามมาได้
การรักษา
- ไม่ควรอาบน้ำอุ่นเป็นเวลานาน ๆ
- หลังอาบน้ำ ทาครีมเพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิว โดยเลือกครีมที่มีส่วนผสมของมอยเจอร์ไรเซอร์ปริมาณมาก ทาวันละ 2 ครั้ง เช้า-เย็นหลังอาบน้ำ
...
2. โรคหูดข้าวสุก
โรคหูดข้าวสุก มีลักษณะเป็นตุ่ม ข้างในเป็นเม็ดข้าวสุกเละ ๆ จึงเป็นที่มาของคำว่า “หูดข้าวสุก” นั่นเอง โรคหูดข้าวสุก เป็นโรคติดเชื้อไวรัส ซึ่งโรคนี้สามารถพบได้ทุกเพศทุกวัย แต่จะพบในเด็กบ่อยกว่าผู้ใหญ่ เนื่องจากเด็กมีภูมิคุ้มกันต่อเชื้อหูดข้าวสุกต่ำกว่าผู้ใหญ่ ทำให้ติดเชื้อได้ง่ายกว่า
ส่วนใหญ่โรคหูดข้าวสุกมักไม่มีอาการ แต่คนไข้จะมาด้วยอาการขึ้นตุ่มนูน ๆ สีเดียวกับผิวหนังหรือสีแดง และสามารถเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว โดยเฉพาะในคนที่มีภูมิคุ้มกันไม่แข็งแรง เช่น คนไข้ที่กินยากดภูมิ คนไข้ที่เป็นโรคผิวหนังบางชนิด เช่น โรคผื่นภูมิแพ้ผิวหนัง พบบ่อยในเด็กช่วงวัยอนุบาล
การรักษา
ในคนไข้ที่แข็งแรง โรคนี้สามารถหายได้เอง แต่จะใช้เวลาค่อนข้างนาน ตั้งแต่ 1 เดือนไปจนถึง 2-3 ปี ส่วนในคนที่มีอาการก็มีการรักษาหลายวิธี ดังนี้
- การขูดหูดออก โดยใช้ยาชาแปะที่หูดข้าวสุก แล้วใช้เครื่องมือทางการแพทย์ขูดออก
- การใช้ยาทา เพื่อให้ตัวหูดค่อย ๆ ยุบลงไปเอง แต่ก็จะใช้เวลานานกว่าการขูด เช่น กรดซาลิซิลิก, ยาทากลุ่มเรตินอยด์
- การกินยา ใช้ในกรณีที่คนไข้ไม่อยากทนเจ็บกับการขูดหูดหรือใช้ร่วมกับยาทา เช่น ยา cimetidine
3. โรคหูด
โรคหูดเกิดจากเชื้อไวรัส Human Papilloma Virus (HPV) ทำให้เกิดหูดที่ผิวหนัง เป็นตุ่มแข็ง ๆ พบบ่อยที่ฝ่ามือและฝ่าเท้า ซึ่งอาจจะทำให้มีอาการเจ็บได้เวลาเดิน
การรักษา
โรคหูดสามารถหายเองได้ แต่จะใช้เวลาค่อนข้างนาน จึงควรรักษาด้วยวิธีการต่าง ๆ ดังนี้
- การใช้ยาทา เพื่อให้หูดค่อย ๆ ยุบลง เช่น กรดซาลิซิลิก
- การจี้ด้วยความเย็น (cryotherapy) ประมาณ 10-30 วินาที ทำซ้ำประมาณ 2-3 ครั้ง เพื่อให้หูดตาย
- การจี้ด้วยไฟฟ้าหรือเลเซอร์
- การใช้ภูมิคุ้มกันบำบัด (Immunotherapy) หลักการคือใช้ประโยชน์จากระบบภูมิคุ้มกันของร่างกายให้ทำงานได้ดีขึ้นเพื่อต่อสู้กับโรค เช่น การใช้วัคซีนหัดเยอรมันหรือคางทูม ฉีดที่ตุ่มหูด เพื่อไปกระตุ้นเม็ดเลือดขาวที่รู้จักวัคซีน ช่วยดันให้หูดหลุดออกไป
4. เหา
“เหา” สัตว์ตัวเล็กที่อยู่บนหนังศีรษะเรา ติดต่อโดยคนสู่คน พบบ่อยในสถานที่ที่มีคนอยู่ด้วยกันจำนวนมาก เช่น โรงเรียน สถานสงเคราะห์
มักเริ่มจากไม่มีอาการ แต่จะเห็นไข่เหาเป็นจุดสีขาว ๆ อยู่ตามเส้นผม บางรายก็มีอาการคัน บางรายคันมาก เกาจนหนังศีรษะถลอก อาจมีต่อมน้ำเหลืองที่คอโตร่วมด้วย
การรักษา
- สระผมให้สะอาด เป่าให้แห้ง แล้วหมักด้วยยา permethrin 1% ทิ้งไว้ 15 นาที และทำซ้ำอีก 1 สัปดาห์
- ใช้หวีเสนียด สางผมหลังสระผมเสร็จทุกครั้ง จะช่วยให้ไข่เหาออกจากศีรษะได้
- กินยา ivermectin จะช่วยให้หายเร็วมากขึ้น แต่เด็กต้องมีอายุมากกว่า 5 ขวบ และน้ำหนักมากกว่า 15 กิโลกรัม
- ควรรักษาคนในบ้านที่เป็นเหาไปพร้อม ๆ กัน เพื่อไม่ให้หลงเหลือเชื้อของเหา
- ทำความสะอาดผ้าปูที่นอน ปลอกหมอน และหวีด้วยน้ำร้อน
5. โรคผื่นแพ้น้ำลาย
...
โรคผื่นแพ้น้ำลาย เกิดจากการที่เด็กเล่นน้ำลาย ทำให้น้ำลายมาโดนผิวบริเวณหน้า แขน ขา และเมื่อโดนน้ำลายต่อเนื่องกันนาน ๆ จึงเกิดการอักเสบ กรณีที่อักเสบมากจะกลายเป็นผื่นหนา ๆ จนกระทั่งมีน้ำเหลืองไหลออกมาจากผื่น เด็กมักมีอาการเจ็บ คันหน้า เกา และทำให้ผิวหนังอักเสบ สามารถพบได้ตั้งแต่เด็กอายุ 2 เดือน จนถึง 3 ขวบ
การรักษา
- ใช้ผ้าแห้งซับน้ำลายบ่อย ๆ แต่ถ้าน้ำลายเยอะมาก ก็ควรล้างออกด้วยน้ำสะอาดและซับให้แห้ง ไม่ควรถูไปมา เพราะจะยิ่งทำให้ผื่นขยายมากขึ้น
- เพิ่มความชุ่มชื้นให้ผิวด้วยการทาครีมหลังจากที่ซับน้ำลายแล้ว หลังล้างหน้า รวมถึงหลังอาบน้ำเป็นประจำ
- ในเด็กที่มีอาการมาก เกาจนมีน้ำเหลืองไหลออกมา ให้ใช้ผ้าก๊อซชุบน้ำเกลือแปะผื่นไว้ 2-3 นาที จะช่วยดูดน้ำเหลือง จากนั้นซับให้แห้ง ทายาและทาโลชั่น เพื่อเพิ่มความชุ่มชื้น
- ทายาบริเวณที่เป็นผื่น ปัจจุบันก็มียาที่ช่วยลดการอักเสบ 2 กลุ่มใหญ่ ๆ คือ สเตียรอยด์ จะทำให้ผื่นหายเร็วขึ้น ส่วนอีกกลุ่ม คือ ยาที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ จะใช้กรณีที่คนไข้เป็นบ่อยมาก และไม่สามารถหยุดสเตียรอยด์ได้ภายใน 7 วัน หรือหยุดไป 2-3 วัน น้ำลายกลับมาเป็นซ้ำ
ข้อมูลโดย อ. พญ.สัญชวัล วิทยากรฤกษ์ สาขาวิชาเวชศาสตร์ผู้ป่วยนอกเด็กและวัยรุ่น ภาควิชากุมารเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล