จากข่าวเด็กนักเรียนทำร้ายร่างกายคุณครูจนได้รับบาดเจ็บรุนแรง รวมถึงข่าวเด็กนักเรียนจำนวนไม่น้อยตัดสินใจจบชีวิตตนเองในช่วงที่ผ่านมา เป็นภาพสะท้อนให้เห็นว่าปัญหาสุขภาพจิตเกิดขึ้นได้ตั้งแต่วัยเรียน การมีผู้เชี่ยวชาญให้คำปรึกษาแก่นักเรียนและบุคลากรในสถานศึกษา จึงเป็นสิ่งจำเป็นที่ช่วยลดความเสี่ยงจากเหตุการณ์ต่าง ๆ เหล่านี้ได้

พญ. เพ็ญชาญา อติวรรณาพัฒน์ หรือหมอเจ จิตแพทย์ แพทย์ผู้ชำนาญการด้านจิตเวช ศูนย์สุขภาพใจ รพ. วิมุต และผู้ก่อตั้ง Peace Mental Health Clinic ได้ให้ความเห็นถึงกรณีข่าวเด็กนักเรียนทำร้ายร่างกายคุณครูเมื่อวันที่ 11 สิงหาคม ที่ผ่านมาว่าระบบการดูแลสุขภาพจิตในวัยเรียนเป็นสิ่งจำเป็นมากไม่แพ้ในวัยผู้ใหญ่

“เราจะเห็นโมเดลนี้ในโรงเรียนนานาชาติที่เขามีที่ปรึกษาด้านสุขภาพจิตที่จบจิตวิทยาจริง ๆ ประจำโรงเรียนเลย แล้วเขาก็จะมีการคัดกรองก่อนไม่ต้องรอให้มีเหตุรุนแรงก่อนแล้วค่อยมีบุคลากรทางสุขภาพจิตเข้าไป โดยดูแลทั้งนักเรียน คุณครู และบุคลากรในโรงเรียน เป็นภาพสะท้อนว่าปัญหาสุขภาพจิตใกล้ตัวมาเรื่อย ๆ ทั้งกรณีนี้หรือกรณีที่เด็ก ๆ ทำร้ายตัวเองหรือแม้แต่เด็กบางคนสูญสิ้นชีวิตไปด้วยเรื่องของจิตใจ บางทีอาจจะถึงเวลาแล้วที่การศึกษาไทยน่าจะต้องบรรจุสุขภาพจิตพื้นฐานใส่เข้าไปด้วย แล้วก็ไม่ใช่แค่เรียนเพื่อท่องหนังสือสอบ แต่ว่าให้เขาได้ใช้ในชีวิตประจำวันจริง ๆ ว่าเวลาเขาเครียด เขาทำยังไง เวลาโกรธควรจัดการหรือจะแสดงออกถึงความไม่พอใจอย่างไร”

พญ. เพ็ญชาญา อติวรรณาพัฒน์ หรือหมอเจ
พญ. เพ็ญชาญา อติวรรณาพัฒน์ หรือหมอเจ

...

เมื่อถามถึงกรณีข่าวนักเรียนทำร้ายร่างกายคุณครูที่เกิดขึ้นนี้ หมอเจ ได้วิเคราะห์จากคลิปเหตุการณ์ที่เผยแพร่ในสื่อต่าง ๆ ว่าสำหรับกรณีนี้คาดว่าน่าจะมีปัญหาด้านการควบคุมอารมณ์หรือความยับยั้งชั่งใจ เพราะเท่าที่เห็นจากในคลิปจะเห็นถึงความรุนแรง ที่แม้จะมีคนห้ามแล้วก็ยังไม่สามารถหยุดตนเองได้ ซึ่งควรต้องได้รับการตรวจประเมินจากจิตแพทย์เด็กและวัยรุ่นว่านอกจากพฤติกรรมรุนแรงแล้วยังมีอาการเจ็บป่วยอื่น ๆ ร่วมด้วยหรือไม่

ภาพจาก iStock
ภาพจาก iStock


อย่างไรก็ตาม หมอเจ ยอมรับว่าคงไม่สามารถออกความเห็นเกี่ยวกับกรณีนี้ได้ลึกมากนัก เนื่องจากข้อมูลเท่าที่ทราบยังไม่รอบด้านมากพอว่าก่อนหน้านี้มีข้อเท็จจริงหรือเหตุการณ์อื่น ๆ ร่วมด้วยหรือไม่ จึงไม่สามารถตัดสินได้ทั้งหมด นอกจากแค่การวิเคราะห์ตามภาพและข้อมูลที่เผยแพร่จากสื่อมวลชนเท่านั้น

“ตอนเราอ่านข่าวก็รู้สึกว่าไม่ใช่เรื่องใหญ่ทำไมเขาถึงระเบิดอารมณ์รุนแรงขนาดนั้น แต่บางทีมันอาจจะเป็นฟางเส้นสุดท้ายของเขาก็ได้ คือเราไม่มีทางรู้เลยว่าเขาเจออะไรมาบ้าง แต่มันสะท้อนแล้วว่าเขาไม่สามารถจัดการกับสิ่งที่เจอมาได้ ในภาพอาจจะมองว่าเป็นผู้กระทำ ซึ่งก็ต้องว่ากันไปตามเรื่องกฎหมาย แต่ถ้าในมุมมองของทางใจ เด็กคนนี้ก็เป็นคนหนึ่งที่ต้องได้รับการช่วยเหลือทางใจไม่ต่างกับคุณครูที่โดนทำร้าย นอกจากนี้ยังรวมถึงเด็กนักเรียน ผู้ปกครอง และคุณครูคนอื่น ๆ ก็คงรู้สึกไม่สบายใจเป็นคลื่นกระทบต่อกันไปหมด และควรได้รับการเยียวยาทางใจจากเหตุการณ์นี้ด้วยเช่นกัน” หมอเจ ทิ้งท้าย