ทำความรู้จักภาวะน้ำตาลในเลือดสูง ภาวะของร่างกายที่มีระดับน้ำตาลเกินกว่า 100 มิลลิกรัม ซึ่งส่งผลกระทบต่อร่างกายทำให้เกิดโรค และเป็นแหล่งที่มาสำคัญของโรคร้ายแรง
ภาวะน้ำตาลในเลือดสูง คือ ภาวะที่ร่างกายมีระดับน้ำตาลในเลือดเกินกว่า 100 มิลลิกรัม/เดซิลิตร ซึ่งโดยปกติร่างกายคนเรามีน้ำตาลในเลือดอยู่แล้ว เนื่องจากร่างกายต้องใช้น้ำตาล เพื่อช่วยให้ระบบการทำงานของอวัยวะภายในร่างกายและเนื้อเยื่อต่างๆ สามารถทำงานได้เป็นปกติยิ่งขึ้น
สาเหตุที่ทำให้เกิดภาวะน้ำตาลในเลือดสูง
ภาวะน้ำตาลในเลือดสูง ส่วนใหญ่จะมีสาเหตุ และต้นตออยู่หลากหลายปัจจัย ทั้งที่ควบคุมได้ และควบคุมไม่ได้ การทำความเข้าใจสาเหตุเหล่านี้ จะช่วยให้คุณป้องกันและรับมือกับภาวะนี้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ
- กรรมพันธุ์
การที่มีพ่อแม่ที่เคยเป็นโรคเบาหวานจะเพิ่มความเสี่ยงน้ำตาลในเลือดมากขึ้นได้เหมือนกัน เนื่องจากการรับส่งต่อยีนบางชนิด ที่สามารถเพิ่มแนวโน้มที่ร่างกายจะดื้อต่ออินซูลิน (Insulin Resistance) รวมถึงการผลิตที่ไม่เพียงพอ
- ความอ้วน
สาเหตุสำคัญที่พบได้บ่อยที่สุดในปัจจุบัน ความอ้วนเป็นปัจจัย และตัวเร่งให้เกิดภาวะน้ำตาลในเลือดสูง ผู้ที่มีดัชนีมวลกายเกิน 25 ถือว่าเป็นโรคอ้วนที่มีความเสี่ยงต่อโรคหลายๆ โรค
โรคอ้วน มีผลมาจากเมื่อร่างกายมีไขมันสะสมมากเกินไป โดยเฉพาะไขมันที่หน้าท้อง เซลล์ไขมันเหล่านี้จะผลิตสารบางอย่างที่ขัดขวางการทำงานของอินซูลิน ทำให้ร่างกายไม่สามารถนำน้ำตาลไปใช้ได้อย่างมีประสิทธิภาพ แม้จะมีอินซูลินอยู่ก็ตาม
รวมถึงการเพิ่มภาระต่อตับอ่อน เพราะอวัยวะนี้จะทำงานหนักขึ้นเพื่อผลิตอินซูลินให้มากขึ้น เป็นการชดเชยภาวะดื้ออินซูลิน หากตับอ่อนทำงานหนักต่อเนื่องเป็นเวลานาน อาจทำให้เซลล์ที่ผลิตอินซูลินเสื่อมสภาพในที่สุด
...
- พฤติกรรมการใช้ชีวิต
พฤติกรรมการใช้ชีวิตเป็นอีกส่วนที่สำคัญ เพราะนอกจากยีนแล้ว การเติบโตในสภาพแวดล้อมที่ส่งเสริมพฤติกรรมการกินและใช้ชีวิตที่ไม่ดีต่อสุขภาพ ก็อาจเป็นอีกหนึ่งปัจจัยเสริมที่สามารถเกิดขึ้นได้ในหลายๆ ครอบครัว
รวมถึงการกินอาหารประเภทแป้ง ไขมัน หรือเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูง และการไม่ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ก็เป็นอีกพฤติกรรมเพิ่มความเสี่ยงโรคเบาหวาน เป็นผลมาจากภาวะน้ำตาลในเลือดสูงได้เช่นกัน
ภาวะน้ำตาลในเลือดสูง ส่งผลอะไรต่อร่างกาย
สำหรับคนที่มีน้ำตาลในเลือดสูงขึ้นมาก ๆ จะเริ่มส่งผลกระทบต่ออวัยวะในร่างกาย และถ้ายังคงสูงอย่างต่อเนื่องเป็นเวลานาน อาจร้ายแรงถึงขั้นที่ทำให้อวัยวะเสื่อมได้ เช่น ไต หรือที่เรียกว่า เบาหวานลงไต คนไข้จำเป็นต้องล้างไต หรือหากเบาหวานขึ้นตา คนไข้จะมีอาการตาพร่ามัว มองไม่เห็น อาจถึงขั้นตาบอดได้
นอกจากนี้ คนไข้เบาหวานยังเป็นโรคหัวใจ และโรคเส้นเลือดในสมองได้ง่ายขึ้น มีอาการชาตามปลายมือปลายเท้า รู้สึกเหมือนมีเข็มจิ้ม เส้นเลือดไปเลี้ยงส่วนต่าง ๆ ของร่างกายได้ไม่ดี โดยเฉพาะขาและเท้า เมื่อเกิดแผลจึงหายช้า เป็นสาเหตุให้คนไข้โรคเบาหวานที่มีแผลที่เท้ามักถูกตัดขา
ระดับน้ำตาลในเลือดสูงแค่ไหนเข้าเกณฑ์
คนไข้ ที่มีระดับน้ำตาลในเลือดเกิน 126 มิลลิกรัม/เดซิลิตร คือผู้ป่วยโรคเบาหวาน
ส่วนคนไข้ มีระดับน้ำตาลในเลือดอยู่ที่ 100-126 มิลลิกรัม/เดซิลิตร คนกลุ่มนี้จะอยู่ในภาวะเสี่ยงเบาหวาน หรือภาวะก่อนเบาหวาน และคนปกติควรมีระดับน้ำตาลในเลือดไม่เกิน 100 มิลลิกรัม/เดซิลิตร
ปัจจุบันยังมีการตรวจอีกประเภทที่เรียกว่า HbA1c เป็นการวัดระดับน้ำตาลสะสมในเลือดในช่วง 3 เดือน โดยคนปกติไม่ควรเกิน 5.7 mg% และถ้าอยู่ระหว่าง 5.7-6.5 mg% จะถือว่ามีภาวะเสี่ยงเบาหวาน และเมื่อไรที่เกิน 6.5 mg% จะถือว่าเป็น โรคเบาหวาน การตรวจแบบนี้เป็นการตรวจเพื่อหาแนวทางลดค่าน้ำตาลในเลือด และปรับเปลี่ยนพฤติกรรมให้ถูกต้อง
น้ำตาลในเลือดสูง มีอาการอย่างไร
- อาการคอแห้ง หิวน้ำบ่อย: เมื่อน้ำตาลในเลือดสูง ร่างกายจะพยายามขับน้ำตาลส่วนเกินออกทางปัสสาวะ ทำให้คุณปัสสาวะบ่อยและร่างกายขาดน้ำ จึงรู้สึกคอแห้งและหิวน้ำมากกว่าปกติ
- ปัสสาวะบ่อย: อีกหนึ่งสัญญาณสำคัญ ที่มีผลมาจากน้ำตาลในเลือดที่สูงจะถูกขับออกทางไต ทำให้ปัสสาวะมากผิดปกติ โดยเฉพาะในตอนกลางคืน หากคุณต้องลุกเข้าห้องน้ำ 2-4 ครั้งต่อคืน อาจเป็นสัญญาณของโรคเบาหวานได้ ซึ่งปกติคนทั่วไปจะลุกไม่เกิน 1-2 ครั้ง
ส่วนอาการ ขี้โมโห หงุดหงิดง่าย และอาการง่วงนอน นั้นไม่เกี่ยวกับภาวะน้ำตาลในเลือดสูงเพราะ และไม่ส่งผลกระทบต่ออารมณ์ได้โดยตรง แต่อาจทำให้รู้สึกไม่สบายตัว อ่อนเพลีย ที่เป็นต้นตอของสาเหตุการหงุดหงิด และง่วงนอนได้
หากสังเกตพบอาการเหล่านี้บ่อยครั้ง หรือมีอาการหลายอย่างพร้อมกัน โดยเฉพาะการปัสสาวะบ่อยผิดปกติ และหิวน้ำบ่อย ควรปรึกษาแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อตรวจระดับน้ำตาลในเลือดและรับการวินิจฉัยที่ถูกต้องอย่างทันท่วงที
วิธีดูแลตัวเองเพื่อป้องกันภาวะน้ำตาลในเลือดสูง
การป้องกันภาวะน้ำตาลในเลือดสูง สามารถทำได้ไม่ยาก เพียงแค่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกิน และการใช้ชีวิตให้มีคุณภาพมากยิ่งขึ้นได้ทั้งหมดดังนี้
- หลีกเลี่ยงน้ำตาล: งดเครื่องดื่มรสหวาน น้ำผลไม้ และขนมหวานในปริมาณที่มากจนเกินไป
- ควบคุมปริมาณคาร์โบไฮเดรต: สามารถทำได้ด้วยการจำกัดปริมาณข้าว แป้ง และอาหารกลุ่มคาร์โบไฮเดรตอื่น ๆ
- ออกกำลังกายสม่ำเสมอ: ห้ามปล่อยให้ตัวเองมีน้ำหนักเกินเกณฑ์ ให้หมั่นออกกำลังกาย เพื่อคงระดับมวลกาย และน้ำหนักให้อยู่ในมาตรฐาน
...
ทั้งหมดนี้จะช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคเบาหวานได้ หากมีภาวะน้ำตาลในเลือดสูงจนได้รับการวินิจฉัยว่าเป็นโรคเบาหวาน และแพทย์ได้ให้ยาแล้ว สิ่งสำคัญคือต้อง กินยาอย่างสม่ำเสมอ และ ไปพบแพทย์เพื่อตรวจติดตามอาการทุก 3-4 เดือน เพื่อให้แน่ใจว่าระดับน้ำตาลในเลือดอยู่ในเกณฑ์ปกติ
การดูแลตัวเองอย่างสม่ำเสมอจะช่วยให้คุณควบคุมโรคและมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นได้อย่างแน่นอน ดังนั้นผู้ที่มีความเสี่ยง หรือผู้ป่วยหากมีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมและดูแลสุขภาพอย่างดีก็มีโอกาสที่จะสามารถควบคุมโรคนี้ได้เช่นกัน