สัญญาณอันตราย เมื่อมีอาการไอเรื้อรัง และไม่สามารถทุเลา ไขปมลึก สาเหตุที่ซ่อนอยู่ และแนวทางจัดการ

เคยไหมกับอาการไอที่ไม่ยอมจบสักที ไม่ว่าจะจิบน้ำผึ้งมะนาว หรือซื้อยาแก้ไอมาทาน อาการก็ยังคงวนเวียนอยู่ สร้างความรำคาญกายใจ แถมยังบั่นทอนความมั่นใจในสถานการณ์ที่ต้องระวังเรื่องสุขภาพเป็นพิเศษ 

พาเจาะลึกถึงสาเหตุเบื้องหลังอาการไอเรื้อรังที่ยาวนานกว่า 8 สัปดาห์ พร้อมเปิดเผยแนวทางการจัดการจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญ เพื่อให้คุณเข้าใจร่างกายตัวเองมากขึ้น และกลับมาใช้ชีวิตได้อย่างเต็มที่
ชวนรู้จักอาการไอ อย่างลึกซึ้ง จากสัญญาณเตือน สู่เพื่อนที่ไม่ได้รับเชิญ

โดยปกติแล้ว อาการไอคือกลไกธรรมชาติของร่างกายในการขับไล่สิ่งแปลกปลอมหรือเสมหะออกจากทางเดินหายใจ 

ซึ่งมักจะมาพร้อมกับการเจ็บป่วยเล็กน้อย เช่น ไข้หวัด และหายได้เองภายใน 3 สัปดาห์ (Acute Cough) หรือนานขึ้นอีกหน่อยในช่วง 3-8 สัปดาห์ (Subacute Cough)

แต่เมื่อไหร่ที่อาการไอเกินกว่า 8 สัปดาห์ (Chronic Cough) นั่นหมายความว่าร่างกายกำลังส่งสัญญาณบางอย่างที่ต้องใส่ใจเป็นพิเศษ เพราะอาการไอเรื้อรังใน 90% ของเคส ไม่ได้มีสาเหตุมาจากการติดเชื้อเพียงอย่างเดียว

ทำไมไอเรื้อรังถึงไม่ยอมหาย?

ลองสำรวจดูว่าอาการไอเข้าข่ายสาเหตุเหล่านี้หรือไม่ เช่น "หอบ" ที่มาในคราบไอ (Cough-variant Asthma) โดยจะมีอาการไอแห้งๆ ที่กำเริบเมื่อเจอสารก่อภูมิแพ้ อากาศเย็น หรือแม้แต่ความเครียด อาจเป็นสัญญาณของโรคหอบหืดชนิดหนึ่งที่แสดงอาการหลักเป็นการไอได้

ดังนั้นการซื้อยาแก้ไอเองอาจไม่ช่วย เพราะต้นเหตุอยู่ที่การอักเสบของทางเดินหายใจ การปรึกษาแพทย์โรคปอดหรือภูมิแพ้เพื่อตรวจวินิจฉัยจึงสำคัญ

รวมถึงการมีน้ำมูกไหล ก็ยังเป็นอีกหนึ่งภัยเงียบที่คอยกวนใจ (Postnasal Drip) ดร.เอิร์ล แพทย์หู คอ จมูก  ชี้ว่านี่คือ "สาเหตุที่พบบ่อยที่สุด" ของอาการไอเรื้อรัง สารคัดหลั่งที่ไหลลงมาจากโพรงจมูกด้านหลัง ไปยังกล่องเสียง จะกระตุ้นให้เกิดอาการไอ ซึ่งอาจมีสาเหตุจากการแพ้ ไวรัส การติดเชื้อไซนัส หรือโรคจมูกอักเสบที่ไม่ใช่ภูมิแพ้ การใช้ยาแก้แพ้ หรือยาที่ช่วยลดน้ำมูก อาจเป็นทางออกที่ดีกว่ายาแก้ไอ

...

อาการแสบร้อนกลางอก ลามมาถึงคอ(Gastroesophageal Reflux Disease: GERD) หรือที่เรียกว่ากรดไหลย้อน โดยโรคนี้ไม่ได้มีแค่อาการแสบร้อน แต่บางครั้งก็มาในรูปแบบของเสียงแหบ คอแห้ง และไอแห้งๆ ไม่มีเสมหะ การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการกิน หรือการใช้ยาลดกรด อาจช่วยบรรเทาอาการได้

การไอเรื้อรังอื่นๆ อาจเป็นสัญญาณเตือนจากโรคที่ซับซ้อน โดยในอีก 10% ที่เหลือ อาการไอเรื้อรังอาจเป็นสัญญาณของโรคที่ซับซ้อนขึ้น เช่น หลอดลมอักเสบเรื้อรัง มะเร็งปอด หรือผลข้างเคียงจากยาบางชนิด ซึ่งจำเป็นต้องได้รับการวินิจฉัยและการรักษาจากแพทย์โดยเฉพาะ

เมื่อไอเรื้อรังไม่ใช่เรื่องเล่นๆ ควรมีแนวทางการจัดการอย่างไร

  • หายใจถี่ หอบเหนื่อย
  • เจ็บหน้าอก
  • น้ำหนักลดโดยไม่ได้ตั้งใจ
  • ไอเป็นเลือด

สำหรับผู้ที่มีอาการไม่รุนแรงนัก ลองเริ่มต้นด้วยการดูแลตัวเองเบื้องต้น เช่น จิบชาร้อนผสมน้ำผึ้ง หรือใช้ยาแก้ไอที่ซื้อได้เอง แต่อย่าปล่อยให้อาการไอเรื้อรังบั่นทอนคุณภาพชีวิต ถ้าหากพบว่ามีอาการเหล่านี้ร่วมด้วย และอาการไม่ดีขึ้น หรือแย่ลง ควรรีบปรึกษาแพทย์เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง

คำแนะนำจากผู้เชี่ยวชาญเกี่ยวกับปัญหาไอเรื้อรัง

ดร. ซู จอง โช แพทย์โรคปอดจาก Weill Cornell Medicine และ NewYork-Presbyterian Hospital กล่าวว่า "หากหยุดไอไม่ได้ คุณอาจเป็นโรคหอบหืดชนิดหนึ่ง ในฐานะแพทย์โรคปอดหรือแพทย์โรคภูมิแพ้สามารถประเมินอาการหอบหืดนี้ที่อาจเกิดขึ้นได้ และจะทำการเอกซเรย์หรือซีทีสแกนของทรวงอกเพื่อค้นหาโรคปอดที่ซ่อนอยู่"

สำหรับผู้มีโรคประจำตัว ดร.โช ยังแนะนำอีกว่า "หากมีอาการป่วยทางปอดอยู่แล้ว ให้พิจารณาปรึกษาแพทย์ให้เร็วกว่า 8 สัปดาห์ หากคุณไอมากกว่าปกติ

ดร. นาตาลี เอิร์ล แพทย์หู คอ จมูก จากศูนย์ดูแลหู คอ จมูก ขั้นสูง เฟลด์แมน แนะนำว่า "หากสงสัยว่าอาการไอเกิดจากเสมหะลงคอให้ลองใช้ยาที่ซื้อเองได้ แต่หากหลังจากที่ได้ลองยาที่ซื้อเองโดยไม่ต้องมีใบสั่งแพทย์แล้ว หากอาการของคุณยังคงอยู่หรือแย่ลง ก็ถึงเวลาที่ต้องพูดคุยกับแพทย์ เพื่อวินิจฉัยในลำดับต่อไป"

อาการไอเรื้อรังไม่ใช่เรื่องเล็กน้อย การสังเกตอาการของตนเองอย่างใกล้ชิด และการเข้ารับการปรึกษาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเมื่ออาการไม่ทุเลา คือ ก้าวสำคัญในการค้นหาสาเหตุที่แท้จริง และได้รับการรักษาที่เหมาะสม เพื่อให้ตัวเองนั้นกลับมามีสุขภาพที่ดี และใช้ชีวิตได้อย่างสดใสอีกครั้ง