จากข้อมูลสถิติเมื่อปี 2565 พบว่า มีผู้ป่วยมะเร็งเกิดใหม่ในประเทศไทยรวม 183,541 ราย มะเร็งตับเป็นสาเหตุให้คนไทยเสียชีวิตเป็นอันดับ 1 จากโรคมะเร็งทั้งหมด โดยมีผู้ป่วยรายใหม่จำนวน 27,963 รายต่อปี คิดเป็นร้อยละ 15.2 และในทุกๆ 1 ชั่วโมงจะมีผู้ป่วยมะเร็งตับเสียชีวิต 3 ราย และทุกๆ วัน จะมีผู้เสียชีวิตจากมะเร็งตับ จำนวน 74 ราย

โรคมะเร็งตับเป็นมะเร็งที่เป็นสาเหตุของการเสียชีวิตมากที่สุดในประเทศไทย และยังติดอันดับ 4 ของโลกที่มีอัตราการเสียชีวิตจากมะเร็งตับสูงสุด รองจากจีน อินเดีย และสหรัฐอเมริกา โดยจะพบมากในผู้ที่เกิดก่อนปี พ.ศ. 2535 เนื่องจากในขณะนั้นยังไม่มีวัคซีนป้องกันไวรัสตับอักเสบบี

รศ.นพ. ธีรภัทร อึ้งตระกูล รักษาการคณบดีคณะแพทยศาสตร์ศรีสวางควัฒน ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ เผยว่ามะเร็งตับมี 2 ชนิด คือ มะเร็งเซลล์ตับ ที่มีสาเหตุหลักๆ มาจากการได้รับเชื้อไวรัสตับอักเสบบีหรือซีเรื้อรัง การดื่มแอลกอฮอล์ ไขมันพอกตับจากโรคเบาหวานและโรคอ้วนเกิดการอักเสบเรื้อรัง ซึ่งคิดเป็นร้อยละ 60 ของโรคมะเร็งตับ

ภาพจาก iStock
ภาพจาก iStock

...

และอีกร้อยละ 40 คือมะเร็งท่อน้ำดี มีสาเหตุจากการติดเชื้อพยาธิใบไม้ในตับ โดยจะมีอุบัติการณ์การเกิดมากโดยเฉพาะในพื้นที่ในภาคเหนือและตะวันออกเฉียงเหนือ ที่มีพฤติกรรมการบริโภคที่เสี่ยงต่อการติดพยาธิใบไม้ในตับ เช่น การบริโภคปลาน้ำจืด และอาหารสุกๆ ดิบๆ

มะเร็งตับมักแสดงอาการเมื่อสาย พบเจอในระยะลุกลาม

แพทย์หญิงจอมธนา ศิริไพบูลย์ ผู้อำนวยการศูนย์มะเร็งวิทยา โรงพยาบาลจุฬาภรณ์ ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ เผยว่าสิ่งที่น่ากังวลเกี่ยวกับโรคมะเร็งตับก็คือมักจะไม่ค่อยแสดงอาการในระยะแรก ซึ่งเป็นระยะที่มีโอกาสรักษาให้หายขาดได้ด้วยการผ่าตัดหรือการให้เคมีบำบัด ที่ช่วยยืดอายุผู้ป่วยได้ราว 3-5 ปี แต่ความจริงแล้วผู้ป่วยมักจะรู้ตัวและมาตรวจวินิจฉัยพบในระยะลุกลามหรือระยะสุดท้ายที่ไม่สามารถทำการรักษาให้หายขาดได้ มีเพียงแค่การให้ยารักษาร่วมกับการรักษาแบบประคับประคองเพื่อให้ผู้ป่วยสามารถใช้ชีวิตได้นานขึ้นอย่างน้อย 3-6 เดือนเท่านั้น

“แต่ปัจจุบันการรักษาผู้ป่วยมะเร็งมีความก้าวหน้ามากขึ้น สามารถรักษาได้ด้วยยานวัตกรรมในผู้ป่วยมะเร็งตับระยะลุกลาม จะให้ผลในการรักษาที่ดีกว่า ช่วยชะลอการลุกลามของโรค และช่วยให้ผู้ป่วยมีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นในระหว่างการรักษา โดยการให้ยากลุ่มภูมิคุ้มกันบำบัดร่วมกับยาต้านการสร้างหลอดเลือด ที่ช่วยยืดอายุผู้ป่วยให้ยาวนานขึ้นราว 1 ปีครึ่งถึง 2 ปี”

รศ.นพ. ธีรภัทร อึ้งตระกูล และแพทย์หญิงจอมธนา ศิริไพบูลย์
รศ.นพ. ธีรภัทร อึ้งตระกูล และแพทย์หญิงจอมธนา ศิริไพบูลย์

อย่างไรก็ตามก็ยังมีข้อจำกัดในด้านการรักษา เนื่องจากการรักษาด้วยยาดังกล่าวมีมูลค่าค่อนข้างสูง ซึ่งการที่จะทำให้ผู้ป่วยมีโอกาสเข้าถึงการรักษาที่มีประสิทธิภาพ หรือยานวัตกรรมมากขึ้น จะต้องบรรจุรายการยานวัตกรรมให้อยู่ในบัญชียาหลักแห่งชาติ เพื่อยกระดับคุณภาพของระบบสาธารณสุขไทย ทุกคนควรมีสิทธิเข้าถึงการรักษาที่ทันสมัย และมีประสิทธิภาพโดยไม่ถูกจำกัดด้วยสถานะทางเศรษฐกิจ เป็นการจะช่วยลดความเหลื่อมล้ำด้านสาธารณสุข

กองทุนยามะเร็ง สร้างความเท่าเทียม ลดความเหลื่อมล้ำ

“ยามุ่งเป้าเพื่อรักษาโรคมะเร็ง ได้รับการขึ้นทะเบียนมาตั้งแต่ปี 2551 ส่วนยาภูมิคุ้มกันบำบัด ได้รับการขึ้นบัญชียาหลักเมื่อปี 2563 แต่การเข้าถึงสิทธิในการรักษาด้วยยามุ่งเป้า ยังเข้าถึงผู้ป่วยในบางกลุ่มเท่านั้น ส่วนยาภูมิคุ้มกันบำบัด ยังไม่ได้รับการบรรจุในสิทธิขั้นพื้นฐาน ผู้ป่วยไม่ว่ากลุ่มใดยังไม่สามารถเข้าถึงได้ การเข้าถึงยานวัตกรรมไม่เพียงแต่ช่วยผู้ป่วย แต่ยังช่วยลดภาระของระบบสุขภาพและเศรษฐกิจของประเทศในระยะยาว การรักษาที่มีประสิทธิภาพช่วยให้ผู้ป่วยสามารถกลับมาเป็นกำลังสำคัญของครอบครัวและสังคมในการพัฒนาเศรษฐกิจได้” แพทย์หญิงจอมธนา กล่าว

ที่ผ่านมา มีความพยายามจากหลายภาคส่วนในการบูรณาการความร่วมมือระหว่างภาครัฐ เอกชน ผู้เชี่ยวชาญทางการแพทย์ และองค์กรภาคประชาชน เพื่อจะช่วยผลักดันการเข้าถึงยานวัตกรรมได้เร็วขึ้น โดยมีแนวคิดในการจัดตั้งกองทุนยามะเร็ง โดยทางราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ ได้ทำการศึกษาร่วมกับคณะเภสัชศาสตร์ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย ภาครัฐ และภาคเอกชน เพื่อหาแนวทางสร้างความเป็นไปได้ในการจัดตั้งกองทุนยามะเร็ง เพื่อให้ผู้ป่วยมีโอกาสเข้าถึงยานวัตกรรมได้มากขึ้น

ภาพจาก iStock
ภาพจาก iStock

...

การจัดตั้งกองทุนยามะเร็ง เป็นแนวคิดหนึ่งที่จะช่วยเพิ่มโอกาสในการเข้าถึงยานวัตกรรมโดยเรียนรู้จากโมเดลของหลายๆ ประเทศ เช่น อังกฤษ อิตาลี และไต้หวัน ซึ่งมีการจัดตั้งกองทุนยามะเร็ง ทำให้ผู้ป่วยมะเร็งเข้าถึงยาที่มีประสิทธิภาพมากขึ้น

สำหรับประเทศไทยกำลังศึกษาการนำแนวคิด วิธีการมาปรับใช้ตามบริบทของพื้นที่ แต่ก็ยังมีข้อจำกัดหลายประการ โดยเฉพาะในเรื่องของโครงสร้างการบริหารจัดการ หน่วยงานที่จะเป็นเจ้าภาพในการบริหารจัดการดูแลทั้งระบบ รวมทั้งเงินทุนในการดำเนินงาน ซึ่งจะต้องศึกษาในรายละเอียดอีก แม้ว่าจะยังไม่สามารถจัดตั้งได้เป็นรูปธรรม แต่ก็แสดงให้เห็นถึงความพยายามในการหาทางเลือกใหม่ในการช่วยแก้ไขปัญหา เพื่อนำไปสู่การรักษาอย่างเต็มที่และเท่าเทียม

คัดกรองมะเร็งตับ ลดความเสี่ยงก่อนสู่ระยะลุกลาม

การป้องกันมะเร็งตับก่อนที่จะเข้าสู่ระยะลุกลามนั้นสามารถทำได้ด้วยการตรวจคัดกรองมะเร็งตับในกลุ่มเสี่ยง เช่น ผู้ที่มีคนในครอบครัวป่วยโรคมะเร็งตับ ผู้ป่วยไวรัสตับอักเสบบีหรือซี ผู้ป่วยโรคไขมันพอกตับ ผู้ป่วยโรคตับแข็ง ซึ่งจะช่วยลดความเสี่ยงได้มากขึ้น

“การตรวจคัดกรองเป็นสิ่งจำเป็น และเป็นกุญแจสำคัญในการช่วยวินิจฉัยผู้ป่วย ผู้ป่วยมะเร็งตับร้อยละ 70-80 เข้าสู่กระบวนการรักษาเมื่อมีอาการหนัก หรือเข้าสู่ระยะลุกลาม ทำให้การรักษายากขึ้น เพื่อให้ตรวจพบผู้ป่วยได้ในระยะเริ่มต้น การตรวจคัดกรองมะเร็งตับในกลุ่มเสี่ยงสูง เช่น ผู้ป่วยไวรัสตับอักเสบ บี หรือ ซี อย่างสม่ำเสมออย่างน้อยทุก 6 – 12 เดือนโดยใช้อัลตราซาวน์ จะช่วยเพิ่มอัตราการรอดชีวิตของผู้ป่วย” รศ.นพ. ธีรภัทร กล่าว

อย่างไรก็ตาม การตรวจคัดกรองดังกล่าวยังมีข้อจำกัดด้านบุคลากรที่ต้องใช้แพทย์ผู้เชี่ยวชาญด้านรังสีเป็นคนตรวจ และอ่านผล ราชวิทยาลัยจุฬาภรณ์ จึงได้พัฒนานวัตกรรมรักษาโรคมะเร็ง โดยใช้นวัตกรรมเทคโนโลยีทางการแพทย์มาช่วยเพิ่มประสิทธิภาพการรักษาด้วยการนำปัญญาประดิษฐ์หรือ AI มาช่วยยกระดับการตรวจคัดกรองมะเร็งตับ ด้วยการเรียนรู้เชิงลึกระยะไกล หรือ “AICEDA LIVER” เพื่อให้สุขภาพคนไทยในพื้นที่ห่างไกลได้มีโอกาสตรวจคัดกรองที่จะช่วยลดความเสี่ยง โดยเฉพาะโรคมะเร็งท่อน้ำดี ซึ่งเป็นโรคเฉพาะถิ่นเกิดมากในภาคเหนือและภาคตะวันออกเฉียงเหนือ

...

ภาพจาก iStock
ภาพจาก iStock

โดยนำเอไอมาใช้ในการอ่านผลการตรวจคัดกรองมะเร็งตับและท่อน้ำดี ซึ่งเป็นการตรวจจับรอยโรค ด้วยภาพอัลตราซาวด์สองมิติโดยอัตโนมัติ โดยได้ทำโครงการนำร่องที่ อ. บ้านหลวง จ.น่าน ซึ่งมีปัญหาการเกิดโรคพยาธิใบไม้ในตับ ปัจจุบันมีชาวบ้านที่ได้รับการตรวจคัดกรองประมาณ 2,000 คน โดยจะต้องมีการตรวจคัดกรองทุก 6 – 12 เดือน

“การตรวจแบบนี้มีจุดเด่น คือ ใช้ได้ทั้งมะเร็งตับและมะเร็งท่อน้ำดี และสามารถแปลผลด้วยเอไอภายใน 1.30 นาที และมีความแม่นยำสูงถึงร้อยละ 90 ช่วยย่นระยะเวลาการรอผลตรวจการคัดกรองมะเร็งตับในพื้นที่ห่างไกลได้มีประสิทธิภาพยิ่งขึ้น ทำให้ผู้ป่วยเข้าถึงการรักษาได้อย่างรวดเร็ว แต่ปัจจุบันยังมีข้อจำกัดเรื่องแพทย์ผู้ตรวจ ซึ่งจะต้องมีความสามารถในการอ่าน และประเมินผลอัลตราซาวน์ ดังนั้น จึงต้องพัฒนาบุคลากรเข้ามาเสริมด้านนี้เพิ่มขึ้น รวมทั้งพัฒนา เอไอ ให้มีความสามารถ และมีความแม่นยำมากขึ้น”

อย่างไรก็ตาม การคัดกรองวิธีนี้ยังไม่ได้อยู่ในการตรวจสุขภาพปกติ ยังไม่ครอบคลุมสิทธิการรักษา ซึ่งยังเป็นข้อจำกัดในการเข้าถึง ดังนั้น การตรวจคัดกรองเพื่อประเมินความเสี่ยง จึงเป็นอีกแนวทางหนึ่งที่จะช่วยลดอัตราการเกิดโรค และเพิ่มโอกาสการรอดชีวิตได้อีกด้วย

...