กรดไหลย้อน เป็นอาการที่พบได้ทุกเพศทุกวัย ส่วนใหญ่มักบรรเทาด้วยการกินยาเพื่อรักษาตามอาการ แม้จะดูไม่ร้ายแรง แต่ถ้าหากปล่อยไว้นานไม่รีบรักษา อาจก่อให้เกิดอันตรายได้มากกว่าที่คิด
สาเหตุโรคกรดไหลย้อน
โรคกรดไหลย้อน (Gastroesophageal Reflux Disease: GERD) เกิดจากการไหลย้อนกลับของกรด หรือน้ำย่อยในกระเพาะอาหารขึ้นไปในหลอดอาหารส่วนบนอย่างผิดปกติ ทำให้เกิดอาการจากการระคายเคืองของกรด เช่น อาจทำให้เกิดหลอดอาหารอักเสบและมีแผล หรือหลอดอาหารอักเสบโดยไม่เกิดแผล หรือถ้ากรดไหลย้อนขึ้นมาเหนือกล้ามเนื้อหูรูดของหลอดอาหารส่วนบน อาจทำให้เกิดอาการนอกหลอดอาหาร โดยมีสาเหตุมาจาก
- หูรูดส่วนล่างของหลอดอาหารเสื่อม
- กระเพาะอาหารบีบตัวลดลง
- โรคอ้วน ในความอ้วนมีความดันในช่องท้องที่สูงกว่าคนปกติทั่วไป
- การตั้งครรภ์ เนื่องจากในภาวะครรภ์ที่ใหญ่ขึ้น จึงทำให้เกิดความดันในกระเพาะเพิ่มขึ้นไปด้วย
- รับประทานยาบางชนิด ยาบางประเภทสามารถออกฤทธิ์ให้กระเพาะอาหารมีการหลั่งกรดเพิ่มขึ้น
- การสูบบุหรี่ จะทำให้เกิดกรดมาก
- ความเครียด
อาการกรดไหลย้อน
อาการกรดไหลย้อนที่พบได้โดยทั่วไป คือมีอาการแสบร้อนบริเวณลิ้นปี่ จากนั้นลามมาบริเวณหน้าอกหรือลำคอ ซึ่งอาการจะชัดเจนมากขึ้นหลังจากการทานอาหารมื้อหนัก หรืออาการเรอมีกลิ่นเปรี้ยว เนื่องจากกรดซึ่งเป็นน้ำที่มีรสเปรี้ยวหรือรสขมไหลย้อนขึ้นมายังปาก ถ้าอาการไม่รุนแรงมากสามารถรักษาตัวที่บ้านโดยซื้อยามารักษาตามอาการได้ แต่ถ้าหากมีอาการดังต่อไปนี้ควรพบแพทย์ เพราะอาจมีโรคแทรกซ้อนที่อาจไม่ใช่โรคกรดไหลย้อนได้
...
- มีอาการบ่อยและเป็นหลายวัน
- มีอาการรุนแรงจนรบกวนการใช้ชีวิต
- อาเจียนเป็นเลือด
- น้ำหนักลดลงโดยไม่ได้ตั้งใจ
- เบื่ออาหาร
- กลืนเจ็บ, กลืนติด, กลืนลำบาก
- ถ่ายเป็นเลือด
ใครเป็นกลุ่มเสี่ยงโรคกรดไหลย้อน
โรคกรดไหลย้อน สามารถเกิดขึ้นได้กับคนทุกเพศทุกวัย โดยปัจจัยเสี่ยงมาจากพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่ไม่เหมาะสมเป็นตัวกระตุ้นที่ทำให้เกิดโรคกรดไหลย้อน ได้แก่
- น้ำหนักที่เกินเกณฑ์มาตรฐาน
- รับประทานอาหารและนอนทันที
- ความเครียด
- การรับประทานอาหารรสจัดมากเกินไป
- ดื่มเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์
- สูบบุหรี่จัด
- สตรีที่ตั้งครรภ์ เนื่องจากมีความดันในช่องท้องที่สูงขึ้น ทำให้เกิดมีภาวะของกรดไหลย้อนได้
- ผู้ป่วยโรคเบาหวาน
- ผู้ป่วยโรคหนังแข็ง จะมีการเคลื่อนไหวของหลอดอาหาร มีภาวะหูรูดของหลอดอาหารผิดปกติ
วิธีการรักษาเบื้องต้นเมื่อเป็นกรดไหลย้อน
- ปรับพฤติกรรมการรับประทานอาหาร เช่น งดอาหารมันหรือทอด หลีกเลี่ยงอาหารที่มีรสจัด
- งดน้ำอัดลม เครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์ ช็อกโกแลต ชา หรือกาแฟ
- รับประทานอาหารให้อิ่มพอดี
- รักษาด้วยยา ได้แก่ ยาที่ยับยั้งการหลั่งกรดในกระเพาะอาหาร ซึ่งใช้เวลาอย่างน้อย 2-3 เดือน
วิธีป้องกันกรดไหลย้อน
- ไม่รับประทานอาหารมาก หรืออิ่มจนเกินไปในแต่ละมื้อ
- หลีกเลี่ยงอาหารที่เพิ่มความเป็นกรด เช่น น้ำมะนาว
- ไม่สวมเสื้อผ้าที่รัดแน่นจนเกินไป
- พักผ่อนให้เพียงพอ
- ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ และควบคุมน้ำหนักให้อยู่ในเกณฑ์มาตรฐาน
ข้อมูลอ้างอิง : คณะแพทยศาสตร์ศิริราชพยาบาล มหาวิทยาลัยมหิดล, คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล, คณะแพทยศาสตร์ มหาวิทยาลัยเชียงใหม่