• โนโรไวรัส (Norovirus) เป็นเชื้อไวรัสก่อให้เกิดการอักเสบของกระเพาะอาหาร สามารถทนทานต่อความร้อน น้ำยาฆ่าเชื้อต่างๆ รวมทั้งแอลกอฮอล์ไม่สามารถที่จะฆ่าเชื้อได้ ระบาดได้ง่ายในเวลาอันรวดเร็ว มักติดต่อจากการปนเปื้อนในอาหาร และน้ำดื่ม สามารถเกิดการระบาดในเด็กได้ตลอดทั้งปี โดยเฉพาะช่วงฤดูหนาว
  • การฉีดวัคซีนป้องกันโรค ตั้งแต่แรกเกิดตามหลักราชวิทยาลัยกุมาร รวมถึงวัคซีนเสริม จะช่วยให้เด็กๆ มีภูมิคุ้มกัน ไม่ติดโรคต่างๆ หรือหากติดเชื้อ อาการก็จะไม่รุนแรง ไม่ต้องนอนโรงพยาบาลและเสียค่าใช้จ่ายสูง
  • วัคซีนป้องกันโรคไข้เลือดออก ชนิดล่าสุด มีประสิทธิภาพในการป้องกันไข้เลือดออกจากทุกสายพันธุ์ ได้สูงถึง 80.2% และป้องกันอาการรุนแรงได้ 90.4% โดยฉีด 2 เข็ม ห่างกัน 3 เดือน สามารถฉีดได้ทั้งผู้ที่เคยและไม่เคยเป็นไข้เลือดออกมาก่อน 
    โรคฝีดาษลิง (Monkeypox)

หลังสถานการณ์โควิดและการล็อกดาวน์ที่ยาวนาน เมื่อทุกอย่างกลับมาเป็นปกติ เด็กๆ กลับไปเรียนที่โรงเรียน การเปิดเทอมครั้งใหม่จึงทำให้โรคติดต่อในเด็กต่างๆ กลับมาระบาดเหมือนเดิม เมื่อมีกิจกรรมการรวมกลุ่ม ไม่ว่าจะเป็นการไปโรงเรียน สวนสนุก หรือคาเฟ่ ทำให้เกิดการติดต่อของเชื้อโรคทางเดินหายใจ ไม่เว้นแม้กระทั่งโรคทางเดินอาหาร ไม่ว่าจะเป็น 

...

โรคติดต่อในเด็กที่พบบ่อย ได้แก่ โรคติดเชื้อทางเดินหายใจและโรคติดเชื้อทางเดินอาหาร

  • โรคติดเชื้อทางเดินหายใจ ส่วนใหญ่เกิดจากเชื้อไวรัส สามารถแพร่กระจายจากคนสู่คน ผ่านของเหลวที่ออกมาจากร่างกาย เช่น น้ำลายหรือเสมหะ จากการไอจามและทางลมหายใจ เชื้อโรคจะยิ่งเติบโตและแพร่กระจายได้ดีในช่วงที่มีสภาพอากาศเปลี่ยนแปลง โดยเฉพาะช่วงหน้าฝนและช่วงหน้าหนาว
  • โรคติดเชื้อทางเดินอาหาร เกิดขึ้นได้จากหลายสาเหตุ ที่พบบ่อยที่สุดเกิดจากการติดเชื้อแบคทีเรียหรือไวรัส ส่วนใหญ่เกิดจากการสัมผัสโดยตรงหรือทางอ้อมจากการปนเปื้อนของเชื้อโรคในอาหารและน้ำ และมักจะเกิดการติดต่อกันในช่วงเปิดเรียน เพราะเด็กๆ มักจะกินข้าว ดื่มน้ำ ด้วยกัน มีปฏิสัมพันธ์กันโดยไม่ได้ระมัดระวัง

โรคไข้เลือดออกในเด็ก (dengue fever)

ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมาจนถึงตอนนี้ ก็ยังได้ยินข่าวว่าไข้เลือดออกได้คร่าชีวิตเด็กและผู้ใหญ่จำนวนไม่น้อย ไข้เลือดออกเป็นโรคที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสเดงกี (dengue virus) ซึ่งมียุงลายเป็นพาหะนำโรค มักพบในประเทศเขตร้อนและระบาดในช่วงฤดูฝนของทุกปี อาการแสดงของโรคมีตั้งแต่ ไม่มีอาการผิดปกติไปจนถึงมีไข้สูง ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ คลื่นไส้ อาเจียน และรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิต หากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที นอกจากนี้ไข้เลือดออกยังเป็นโรคที่คาดเดาได้ยากว่าจะอาการรุนแรงหรือไม่

สาเหตุการติดเชื้อไวรัสไข้เลือดออก

โรคไข้เลือดออก มีสาเหตุจากการติดเชื้อไวรัสเดงกี 1 ใน 4 สายพันธุ์ ได้แก่ DENV-1, DENV-2, DENV-3 DENV-4 ผ่านการกัดของยุงลายบ้าน หรือยุงไข้เหลืองเพศเมีย (aedes aegypti) เมื่อยุงลายกัดและดูดเลือดผู้ที่มีเชื้อไวรัสเดงกีช่วงที่ไวรัสแพร่กระจายในกระแสเลือด และยุงตัวนั้นไปกัดผู้อื่น เชื้อไวรัสเดงกีจะแพร่กระจายเข้าสู่กระแสเลือดของผู้ที่ถูกกัดจนทำให้เกิดการติดเชื้อไวรัส  

อาการของโรคไข้เลือดออกในเด็ก

เนื่องจากเชื้อไวรัสเดงกีทั้ง 4 สายพันธุ์ มีการแพร่ระบาดสลับหมุนเวียนกัน ทำให้ในแต่ละปีมีสายพันธุ์ที่แพร่ระบาดแตกต่างกันออกไป ส่งผลให้เกิดการติดเชื้อไวรัสเดงกีได้มากกว่า 1 ครั้ง กรณีติดเชื้อครั้งที่ 2 เกิดจากสายพันธุ์ที่แตกต่างจากครั้งแรก อาจมีอาการรุนแรงเพิ่มมากขึ้น โดยอาการของโรคไข้เลือดออกแบ่งออกได้เป็น 3 ระยะ ดังนี้

1. ระยะไข้สูง (febrile phase) เป็นระยะไข้สูงลอยแบบเฉียบพลัน มีไข้ 39-40 องศาเซลเซียส นานติดต่อกัน 2-7 วัน ระยะนี้มักไม่ตอบสนองต่อยาลดไข้ และมักมีอาการอื่นร่วมด้วย ได้แก่

  • ปวดศีรษะ 
  • ปวดเบ้าตา  
  • คลื่นไส้ อาเจียน
  • ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ
  • เบื่ออาหาร
  • ปวดข้อ ปวดกระดูก
  • มีจ้ำเลือดบริเวณผิวหนัง 

2. ระยะวิกฤติ (critical phase) หลังระยะไข้สูงประมาณ 3-7 วัน ผู้ป่วยอาจเกิดภาวะช็อก หมดสติ หัวใจหยุดเต้น และเสียชีวิต โดยมีอาการ ดังนี้

  • ปวดท้องอย่างรุนแรง (บริเวณชายโครงขวา)  
  • คลื่นไส้ อาเจียนอย่างต่อเนื่อง 
  • ไม่สามารถรับประทานอาหาร
  • เลือดออกตามไรฟัน เลือดกำเดาไหล
  • ปัสสาวะหรืออุจจาระปนเลือด หรืออาเจียนเป็นเลือด
  • มีจุดเลือดออกเล็กๆ ตามผิวหนัง
  • หายใจลำบาก  
  • เหนื่อยล้า ซึมลง 
  • ความดันโลหิตไม่สม่ำเสมอ 
  • ระบบไหลเวียนโลหิตล้มเหลว หรือช็อก อาจเสียชีวิตได้

...

3. ระยะฟื้นตัว (recovery phase) หากผ่านระยะไข้สูงโดยไม่ได้เข้าสู่ระยะวิกฤติ หรือพ้นจากระยะวิกฤติ 1-2 วัน จะเป็นช่วงระยะฟื้นตัว โดยอาการต่างๆ จะเริ่มดีขึ้น ร่างกายกลับมาทำงานตามปกติ เป็นระยะที่ปลอดภัย มีสัญญาณ ดังนี้

  • ไข้ลดลง  
  • ชีพจรเต้นปกติ
  • สามารถปัสสาวะเองได้
  • มีความอยากอาหารมากขึ้น
  • มีผื่นเป็นวงสีขาวสากๆ ขึ้นตามร่างกาย

การรักษาโรคไข้เลือดออก
เมื่อแพทย์ยืนยันผลการตรวจพบโรคไข้เลือดออก จะเริ่มทำการรักษาด้วยการช่วยให้ร่างกายของผู้ที่ติดเชื้อกลับเข้าสู่สภาวะปกติเร็วที่สุด และป้องกันภาวะช็อก  ดังนี้

  • ให้สารน้ำทางหลอดเลือด หรือให้น้ำเกลือผ่านทางเส้นเลือดดำ  
  • รับประทานยาแก้ปวด ลดไข้  
  • ดื่มผงเกลือแร่ เพื่อชดเชยการสูญเสียน้ำ 
  • ให้เลือด กรณีมีเลือดออกมาก 
  • การรักษา จำเป็นต้องมีการเจาะเลือดเป็นระยะเพื่อตรวจค่าเลือด เพื่อเฝ้าระวังภาวะเกล็ดเลือดต่ำ
  • เม็ดเลือดขาวลดต่ำ เม็ดเลือดแดงเข้มข้น หรือความดันโลหิตต่ำ

การป้องกันโรคไข้เลือดออก

  • ป้องกันไม่ให้ยุงกัด เช่น ทายากันยุง สวมเสื้อแขนยาว 
  • กำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุงลาย โดยเฉพาะบริเวณน้ำนิ่งและน้ำขัง  
  • ปัจจุบันมีการรณรงค์ให้ฉีดวัคซีนป้องกันโรคไข้เลือดออก ชนิดล่าสุด อย่างแพร่หลาย ซึ่งมีประสิทธิภาพในการป้องกันไข้เลือดออกจากทุกสายพันธุ์ ได้ศูงถึง 80.2% และป้องกันอาการรุนแรงได้ 90.4% โดยฉีด 2 เข็ม ห่างกัน 3 เดือน สามารถฉีดได้ทั้งผู้ที่เคยและไม่เคยเป็นไข้เลือดออกมาก่อน 

...

ไข้หวัดใหญ่ในเด็ก (Influenza)

ไข้หวัดใหญ่ เป็นโรคที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสในระบบทางเดินหายใจ มีทั้งอาการที่ไม่หนักมาก หรืออาการหนักจนไวรัสลงปอดได้ ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับภูมิต้านทานของร่างกายและการได้รับวัคซีนป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ โดยโรคไข้หวัดใหญ่แบ่งออกได้หลายสายพันธุ์ ในประเทศไทยที่ระบาดมากที่สุด 3 อันดับ ดังนี้

1. ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A

  • ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A H1N1 ระบาดมากในช่วงปลายฝนต้นหนาว ติดต่อผ่านการไอจาม ลมหายใจ น้ำลาย น้ำมูก เสมหะ หรือของเหลวใดก็ตามออกมาจากตัวผู้ป่วย โดยจะแสดงอาการภายใน 1-3 วัน อาการที่พบทั่วไป เช่น ปวดศีรษะ ปวดเมื่อยตามตัว ไข้สูงมากกว่า 38 องศาเซลเซียส ไอ อาเจียน และอาจมีท้องเสียร่วมด้วย ผู้มีความเสี่ยง เช่น ผู้สูงอายุ ผู้ป่วยโรคประจำตัว และเด็ก อาจมีอาการรุนแรงจนทำให้ปอดติดเชื้อได้ วิธีป้องกันเบื้องต้นคือ หลีกเลี่ยงสถานที่แออัด ล้างมือและใช้เจลฆ่าเชื้อบ่อยๆ ไม่เอามือเข้าปาก จมูก หรือขยี้ตา รวมถึงการฉีดวัคซีน
  • ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A (H3N2) เป็นเชื้อไวรัสที่รุนแรงมาก สามารถเข้าสู่ร่างกายได้ง่าย โดยเฉพาะเด็กและผู้สูงอายุที่ภูมิต้านทานไม่แข็งแรง อาจป่วยหนักถึงขั้นเสียชีวิตได้ อาการจะแสดงออกหลังติดเชื้อ 1-3 วัน คือ อ่อนเพลีย ไม่มีแรง เจ็บคอ ไอ ปวดศีรษะ ปวดตัว มีน้ำมูกและไข้ขึ้นสูง

2. ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ B

  • ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ B (Victoria) อาการรุนแรงน้อยกว่าไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ A ไวรัสจะเติบโตได้ดีในสภาพอากาศชื้นในฤดูฝนและอากาศเย็นในฤดูหนาว ผู้ป่วยจะมีอาการปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ ปวดหัว ตัวร้อน มีไข้ มีเสมหะ เจ็บคอ และไอแห้ง
  • ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ B (Yamagata) เชื้อไวรัสเติบโตได้ดีในสภาพอากาศเย็น อาการไม่รุนแรง เช่น ปวดศีรษะ ปวดตัว มีน้ำมูก ไอ เจ็บคอ มีไข้
  • ไข้หวัดใหญ่สายพันธุ์ C เป็นเชื้อไวรัสที่แสดงอาการน้อยที่สุด หรืออาจไม่แสดงอาการเลย รวมถึงไม่สามารถแพร่จากคนสู่คน ดังนั้นผู้ป่วยไม่จำเป็นต้องฉีดวัคซีนป้องกัน

...

สาเหตุการติดเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่  

เชื้อไวรัสสายพันธุ์ A B และ C จะเติบโตและแพร่กระจายได้เร็วในสภาพอากาศเย็นและชื้น โดยแฝงมากับสารคัดหลั่ง เช่น เสมหะ น้ำมูก ละอองน้ำลาย และผิวหนัง  

อาการของโรคไข้หวัดใหญ่ 

หลังจากที่ผู้ป่วยได้รับเชื้อไวรัสไข้หวัดใหญ่ ร่างกายจะยังไม่แสดงอาการทันที ต้องใช้ระยะเวลาในการฝักตัว 1-4 วัน จากนั้นจะแสดงอาการ ดังนี้

  • ไข้ขึ้นสูงมากกว่า 38 องศาเซลเซียส
  • ไม่อยากรับประทานอาหาร
  • อ่อนเพลีย
  • ปวดเมื่อยกล้ามเนื้อ
  • คลื่นไส้
  • ปวดศีรษะ
  • เจ็บคอ
  • ไอแห้ง
  • มีน้ำมูก
  • อาเจียน 

เมื่อไรที่ควรพบแพทย์

ผู้ป่วยไข้หวัดใหญ่จะแสดงอาการรุนแรงแตกต่างกัน กรณีอาการหนักหรือมีอาการแทรกซ้อนที่เกิดจากโรคประจำตัว ควรรีบพบแพทย์เพื่อวินิจฉัยและทำการรักษา โดยเฉพาะหากมีอาการ ดังนี้

  • ไข้ขึ้นสูงมากกว่า 38 องศาเซลเซียส นานเกิน 24-48 ชั่วโมง
  • ไข้ไม่ลด หลังรับประทานยาลดไข้  
  • หายใจลำบาก เจ็บ และแน่นหน้าอก
  • ปลายนิ้วมือและปลายนิ้วเท้าเขียว
  • หน้ามืด
  • อาเจียน และไม่สามารถรับประทานอาหารได้
  • มีอาการป่วยมากกว่า 7 วัน

การรักษาโรคไข้หวัดใหญ่

การรักษาโรคไข้หวัดใหญ่เบื้องต้น สำหรับผู้ที่มีอาการเพียงเล็กน้อย หรือไม่มีอาการแทรกซ้อน ดังนี้  

  • รับประทานยาลดน้ำมูก เพื่อลดอาการคัดจมูก
  • รับประทานยาแก้ไอและลดเสมหะ
  • รับประทานยาต้านไวรัสเพื่อยับยั้งการแพร่กระจายของเชื้อภายในร่างกาย
  • รับประทานยาปฏิชีวนะ กรณีมีอาการแทรกซ้อนที่เกี่ยวกับปอด

การป้องกันโรคไข้หวัดใหญ่ 

  • หลีกเลี่ยงสถานที่แออัด
  • สวมหน้ากากอนามัยเมื่ออยู่ในบริเวณคนพลุกพล่าน
  • ล้างมือบ่อยๆ
  • ไม่นำมือเข้าปาก จมูก หรือขยี้ตา
  • ฉีดวัคซีนป้องกันไข้หวัดใหญ่   

โรคติดเชื้ออาร์เอสวี (RSV)

โรค RSV เป็นไวรัสชนิดมีเปลือกหุ้ม ชื่อเต็มว่า Respiratory Syncytial Virus มี 2 สายพันธุ์ คือ RSV-A และ RSV-B เป็นไวรัสก่อการติดเชื้อทางเดินหายใจของเด็กทั่วโลก โดยเฉพาะเด็กอายุต่ำกว่า 3 ปี และมีการระบาดช่วงฤดูฝนระหว่างเดือนกรกฎาคม-กันยายน แต่สามารถพบโรคนี้ในเด็กได้ตลอดทั้งปี

อาการเมื่อติดเชื้อไวรัส RSV 

โรคติดเชื้อไวรัส RSV ใช้เวลาในการฟื้นไข้ประมาณ 1-2 สัปดาห์ ไวรัสชนิดนี้ทำให้เกิดอาการได้ตั้งแต่ไข้หวัดธรรมดา รวมถึงอาการรุนแรงเป็นปอดบวมซึ่งเป็นอันตรายต่อชีวิต ทั้งนี้ยังมีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำได้อีกหากร่างกายอ่อนแอ ส่วนใหญ่เด็กที่ติดเชื้อไวรัส RSV มักเริ่มต้นด้วยไข้หวัดธรรมดา ไข้ต่ำ มีน้ำมูก และไอ หลังจากนั้นอาการจะรุนแรงขึ้น ดังนี้

  • ไข้สูงขึ้น 
  • ไอมาก
  • หายใจลำบาก หายใจหอบเร็ว และมีเสียงหวีด
  • มีอาการซึม 
  • ไม่รับประทานอาหาร
  • ไม่ดื่มน้ำ ไม่ดื่มนม 

เมื่อไรที่ควรมาพบแพทย์

  • เด็กเล็กต่ำกว่า 2 ปี หากมีอาการข้างต้น ควรพามาพบแพทย์ทันที
  • ไข้สูงกว่า 39 องศาเซลเซียส 
  • ซึมลง
  • มีภาวะขาดน้ำ
  • ไอมาก
  • หายใจหอบเหนื่อย 

การรักษาโรค RSV ปัจจุบันยังไม่มียารักษาโรคติดเชื้อไวรัส RSV ต้องรักษาตามอาการ ดังนี้

  • ใช้ยาลดไข้ ยาแก้ไอ ละลายเสมหะ 
  • กรณีมีเสมหะเหนียวมาก ต้องทำการพ่นยาขยายหลอดลมผ่านทางออกซิเจนละอองฝอย เคาะปอด และดูดเสมหะ   
  • หากมีอาการขาดน้ำอาจต้องให้สารน้ำทางเส้นเลือด 

การป้องกันเชื้อไวรัส RVS ปัจจุบันยังไม่มีวัคซีนป้องกันเชื้อ RSV จึงควรป้องกันตัวเอง ดังนี้

  • รับประทานอาหารครบ 5 หมู่ พักผ่อนเพียงพอ และออกกำลังกาย เพื่อให้ร่างกายแข็งแรง
  • ล้างมือบ่อยๆ 
  • หลีกเลี่ยงสถานที่แออัด

โรคมือ เท้า ปาก (Hand Foot and Mouth Disease : HFMD)

โรคมือ เท้า ปาก เกิดจากเชื้อไวรัสกลุ่มเอนเทอโรไวรัส (enterovirus) ที่พบบ่อย ได้แก่ คอกแซกกี (Coxsackie virus) และเอนเทอโรไวรัส 71 (Enterovirus 71: EV71) ระบาดในประเทศไทยระบาดช่วงฤดูฝน ส่วนใหญ่พบในเด็กเล็กอายุต่ำกว่า 5 ปี แม้อาการไม่รุนแรงและสามารถหายเองได้ภายใน 7-10 วัน แต่อาจเกิดภาวะแทรกซ้อนรุนแรงถึงขั้นเสียชีวิตได้

อาการของโรคมือเท้าปาก

  • มีไข้
  • อ่อนเพลีย
  • เบื่ออาหาร
  • มีน้ำมูก
  • เจ็บปาก เจ็บคอ
  • ไม่ยอมดื่มนม
  • รับประทานอาหารได้น้อยลง
  • มีตุ่มนูนแดงหรือมีน้ำใส ขึ้นตามเยื่อบุปาก ลิ้น เหงือก
  • มีผื่นขึ้นที่มือและเท้า ซึ่งจะกลายเป็นตุ่มน้ำสีขุ่นตามมา สามารถฝ่อแห้งไปเองโดยไม่เหลือรอย
  • ภาวะแทรกซ้อนของโรคมือเท้าปากอาจรุนแรงทำให้ถึงแก่ชีวิต ดังนั้นควรหมั่นสังเกตอาการ แล้วรีบไปพบแพทย์ อาทิ
    • รับประทานอาหารลำบาก
    • แขนขาอ่อนแรง
    • ซึมลง
    • ชัก
    • เยื่อหุ้มประสาทอักเสบ
    • เนื้อสมองอักเสบ
    • ระบบไหลเวียนเลือดผิดปกติ ซึ่งเป็นสาเหตุให้หัวใจล้มเหลวและเสียชีวิต

การรักษาโรคมือ เท้า ปาก

ปัจจุบันการรักษาโรคมือ เท้า ปาก เป็นการรักษาตามอาการของโรคที่พบ ดังนี้

  • รับประทานยาลดไข้
  • ใช้ยาทาบริเวณแผลในปากเพื่อบรรเทาอาการเจ็บ
  • รับประทานอาหารที่มีรสอ่อน
  • จิบน้ำเย็น หรือน้ำเกลือแร่เพื่อชดเชยภาวะขาดน้ำ
  • บ้วนปากด้วยน้ำเกลือเพื่อบรรเทาอาการอักเสบและความเจ็บปวด
  • งดรับประทานผลไม้รสเปรี้ยว น้ำผลไม้ หรือโซดาเนื่องจากมีกรด
  • รับประทานของเย็นๆ เช่น น้ำแข็ง ไอศกรีม และโยเกิร์ตเพื่อบรรเทาความเจ็บปวด

การป้องกันโรคมือ เท้า ปาก 

โรคมือ เท้า ปาก ติดต่อผ่านการสัมผัสเชื้อไวรัสที่ออกมาทางอุจจาระ น้ำเหลืองจากตุ่มน้ำบริเวณผิวหนัง หรือละอองน้ำมูก น้ำลายของผู้ติดเชื้อ การป้องกันโรคที่ดีที่สุด คือยึดหลักการรักษาสุขอนามัย ดังนี้  

  • กรณีพบเด็กป่วยโรคมือ เท้า ปาก ในโรงเรียน ต้องทำการปิดโรงเรียนหรือสถานเลี้ยงเด็กเพื่อทำความสะอาด 
  • หากมีการระบาดให้พ่อแม่หลีกเลี่ยงการพาเด็กเล็กไปในที่ชุมชนหรือที่มีคนจำนวนมาก   
  • ล้างมือด้วยน้ำกับสบู่ หรือแอลกอฮอล์เจลให้สะอาดทุกครั้ง ก่อน-หลังรับประทานอาหารและหลังขับถ่าย
  • ตัดเล็บให้สั้น หมั่นรักษาความสะอาดของร่างกายอยู่เสมอ
  • หลีกเลี่ยงการใช้สิ่งของร่วมกัน เช่น แก้วน้ำ ช้อนส้อม ผ้าเช็ดหน้า ผ้าเช็ดมือ แปรงสีฟัน
  • หมั่นดูแลรักษาความสะอาดสิ่งของเครื่องใช้ ของเล่นและสถานที่อยู่เสมอ
  • ปัจจุบันมีวัคซีนป้องกันโรคมือเท้าปาก การฉีดวัคซีนจะช่วยป้องกันการติดเชื้อหรือลดรุนแรงเมื่อเป็นโรค โดยวัคซีนจะช่วยป้องกันเชื้อไวรัสชนิดเอนเทอโรไวรัส 71 (EV 71) ซึ่ง เป็นสาเหตุหลักของอาการรุนแรงที่อาจทำให้เสียชีวิต สามารถฉีดได้ตั้งแต่เด็กอายุ 6 เดือน-5 ปี  โดยฉีดทั้งหมด 2 เข็ม ระยะห่างกัน 1 เดือน

โนโรไวรัส (Norovirus)

โนโรไวรัส (Norovirus) เป็นเชื้อไวรัสก่อให้เกิดการอักเสบของกระเพาะอาหาร สามารถทนทานต่อความร้อน น้ำยาฆ่าเชื้อต่างๆ รวมทั้งแอลกอฮอล์ไม่สามารถที่จะฆ่าเชื้อได้ ระบาดได้ง่ายในเวลาอันรวดเร็ว มักติดต่อจากการปนเปื้อนในอาหาร และน้ำดื่ม สามารถเกิดการระบาดในเด็กได้ตลอดทั้งปี โดยเฉพาะช่วงฤดูหนาว เด็กที่ติดเชื้อมักมีอาการท้องเสีย คลื่นไส้ และอาเจียนอย่างรุนแรง อาจถึงขั้นเสียชีวิตได้

อาการเมื่อติดเชื้อโนโรไวรัส 

เชื้อโนโรไวรัส จะไปอยู่ในลำไส้เล็กส่วนต้น ในช่วง 24-48 ชั่วโมง และแสดงอาการ ดังนี้

  • คลื่นไส้ 
  • อาเจียน 
  • ถ่ายเหลว
  • ปวดท้อง  
  • ปวดศีรษะ  
  • มีไข้  
  • ปวดเมื่อยตามตัว  

การรักษา ปัจจุบันยังไม่มียาเฉพาะในการรักษา และส่วนใหญ่อาการจะดีขึ้นได้ภายใน 3-4 วัน เป็นการดูแลตามอาการดังนี้

  • ดื่มน้ำเกลือแร่ กรณีที่มีอาเจียนและท้องเสีย 
  • รับประทานอาหารอ่อน 
  • รับประทานยาแก้อาเจียน ยาแก้ปวดท้อง  
  • กรณีมีภาวะขาดน้ำ ควรพิจารณาให้เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาล ให้น้ำเกลือทางหลอดเลือด และติดตามดูอาการอย่างใกล้ชิด

การป้องกัน เนื่องจากเป็นโรคติดต่อได้ง่ายและรวดเร็ว จึงควรป้องกันการแพร่กระจายของเชื้อ ดังนี้

  • ล้างมือให้สะอาดบ่อยๆ ด้วยสบู่และน้ำอย่างน้อย 15 วินาที หลังการเข้าห้องน้ำหรือเปลี่ยนผ้าอ้อมเด็ก และก่อนรับประทาน  
  • หลีกเลี่ยงน้ำและอาหารที่ไม่สะอาด 
  • ล้างผัก ผลไม้สด ให้สะอาด 
  • รับประทานอาหารสุกใหม่

โรคเฮอร์แปงไจนา (Herpangina)

โรคเฮอร์แปงไจนา (Herpangina) เป็นโรคติดเชื้อจากไวรัสชนิดเดียวกับโรคมือ เท้า ปาก ซึ่งเป็นกลุ่มของเอนเทอโรไวรัส (Enterovirus) แต่มีอาการแตกต่างกัน โดยจะมีแผลเฉพาะที่ปากเท่านั้น ทั้งนี้ผู้ป่วยจะมีอาการหลังได้รับเชื้อประมาณ 4-14 วัน (ระยะฟักตัวของโรค) ซึ่งผู้ป่วยที่ติดเชื้อจะแพร่เชื้อได้ตั้งแต่วันแรกที่ติดเชื้อ ไปจนกว่าจะหายจากโรค ประมาณ 1-2 สัปดาห์ นับจากติดเชื้อผ่านทางน้ำมูก ไอ จาม

อาการโรคเฮอร์แปงไจนา

  • ไข้สูงเฉียบพลันประมาณ 39.5-40 องศาเซลเซียส โดยเฉพาะในเด็กเล็ก
  • เด็กโตอาจบ่นปวดศีรษะ ปวดหลัง 
  • อาเจียน 
  • เจ็บคอ 
  • เจ็บเพดานปาก 
  • มีจุดแดงบริเวณเพดานอ่อน ลิ้นไก่ และอาจมีตุ่มแดงที่ทอนซิล หรือบริเวณในลำคอ
  • ภายใน 24 ชั่วโมง จุดแดงๆ จะกลายเป็นตุ่มแดงขนาดเริ่มต้น 1-2 มิลลิเมตร แล้วกลายเป็นตุ่ม
  • น้ำขนาด 2-4 มิลลิเมตร อาจเป็นแผลเล็กๆ ตรงกลางตุ่มน้ำนั้น หรืออาจมีการอักเสบรอบๆ แผล 
  • ไข้จะลดลงภายใน 2-4 วัน แต่แผลอาจคงอยู่ประมาณ 1 สัปดาห์ 

การรักษา เนื่องจากเป็นโรคที่หายได้เอง จึงไม่มียารักษาเฉพาะและรักษาตามอาการ ดังนี้

  • รับประทานยาลดไข้ แก้ปวด 
  • ทายาที่ลดอาการปวดในรายที่มีแผลที่ลิ้นหรือกระพุ้งแก้ม 
  • รับประทานอาหารเหลวทีละน้อยแต่บ่อยครั้ง 
  • หากรับประทานอาหารได้น้อย และมีภาวะขาดน้ำ ได้แก่ ปากแห้ง ปัสสาวะออกน้อยลงและมีสีเหลืองเข้ม ควรรีบพบแพทย์ทันที

การป้องกัน

การป้องกันโรคทำได้โดยแยกผู้ป่วย หลีกเลี่ยงการอยู่ใกล้กับผู้ที่ไม่สบาย รวมถึงดูแลสุขลักษณะ ดังนี้

  • หลีกเลี่ยงการไปในที่แออัด
  • รักษาความสะอาดส่วนบุคคล
  • ควรล้างมือให้สะอาดก่อนรับประทานอาหาร และหลังเข้าห้องน้ำทุกครั้งด้วยน้ำและสบู่

โรคฝีดาษลิง (Monkeypox)

อย่างไรก็ดี ไม่ว่าจะเปิดเทอมไปโรงเรียน หยุดอยู่บ้าน หรือออกไปเที่ยวกับคุณพ่อคุณแม่ เด็กๆ ควรได้รับการดูแลสุขภาพร่างกาย ทั้งด้านความสะอาด และเคร่งครัดด้านสุขลักษณะให้ครบถ้วนสมบูรณ์ กินร้อน ช้อนกลาง ล้างมือ
รวมถึงสร้างภูมิต้านทานให้ตัวเองแข็งแกร่ง ฉีดวัคซีนป้องกันโรคต่างๆ ให้ครบ ไม่ว่าจะเป็น

เพื่อที่จะสร้างภูมิคุ้มกันในร่างกาย พร้อมกันนี้กินอาหารที่มีประโยชน์ ครบ 5 หมู่ พักผ่อนนอนหลับเพียงพอ 8 ชั่วโมง ออกกำลังกายอย่างเหมาะสมอย่างน้อย 30 นาทีทุกวัน และเมื่อร่างกายแข็งแรงแล้ว ยังจะต่อยอดให้เด็กๆ มีพัฒนาการการเจริญเติบโต เป็นหนุ่มเป็นสาวสมวัย อีกด้วย 

ขอบคุณข้อมูล : พญ.วิริยาภรณ์ จันทร์รัชชกูล กุมารแพทย์โรคติดเชื้อ โรงพยาบาลเด็กสมิติเวช