หากเอ่ยถึง HIV ภาพจำที่สังคมมองเชื้อไวรัสตัวนี้มักมาพร้อมทัศนคติที่ไม่สู้ดีนัก อย่างไรก็ตาม มุมมองดังกล่าวมักเป็นความเชื่อที่ตกทอดกันมายาวนานมากกว่าเป็นการตัดสินด้วยข้อเท็จจริง อาทิ ความเชื่อที่ว่าผู้ติดเชื้อจะต้องเป็นคนที่มีพฤติกรรมทางเพศที่ไม่ดี เปลี่ยนคู่นอนบ่อย หรือความกังวลที่ว่า HIV ติดต่อได้ง่ายเพียงสัมผัสหรือหายใจร่วมกัน นอกจากนั้นยังรวมถึงทัศนคติว่าผู้ติดเชื้อ HIV เท่ากับเป็นโรคเอดส์ และต้องมีร่างกายอ่อนแอ เป็นโรคง่าย อายุขัยสั้นกว่าคนทั่วไปมาก ซึ่งความเชื่อทั้งหมดล้วนส่งผลกระทบต่อวิถีชีวิตของผู้อยู่ร่วมกับเชื้อ และอาจรวมไปถึงผู้ที่มีความเสี่ยงจนไม่กล้าจะมองหาแนวทางป้องกันอย่างถูกวิธี
แม้ HIV จะเคยเป็นไวรัสที่สร้างความหวาดหวั่นให้สังคมไทยอย่างหนักในยุคสมัยหนึ่ง แต่ปัจจุบันมันยังน่ากลัวเท่ากับวันวานอยู่หรือไม่? ในโอกาสวันเอดส์โลก 1 ธันวาคม ไทยรัฐออนไลน์ได้มีโอกาสพูดคุยกับ นพ.เกริก อัศวเมธา อายุรแพทย์โรคติดเชื้อจาก Glove Clinic คลินิกด้าน Sexual Health ที่จะมาบอกเล่าเรื่องราวของ HIV ในหลากหลายมิติ ทั้งแง่มุมสังคม รวมถึงข้อเท็จจริงเกี่ยวกับตัวโรคและการรักษา ที่ปัจจุบันรุดหน้าไปไกลจนเชื้อ HIV แทบจะทำอะไรเราไม่ได้อีกแล้วหากปฏิบัติตัวอย่างถูกวิธี
“PrEP” ยาต้าน HIV ที่เหมาะกับทุกคนที่มีความเสี่ยง
สำหรับผู้อ่านที่เติบโตมาในยุค 1990-2000 อาจจดจำกันได้ดีถึงช่วงเวลาที่ไทยเริ่มมีความตระหนักถึง HIV และโรคเอดส์เป็นครั้งแรกๆ ในช่วงเวลาดังกล่าว ภาพของผู้ติดเชื้อถูกนำเสนอในเชิงสร้างความหวาดหวั่นเพื่อให้ผู้คนในสังคมมีความระมัดระวังตัวและป้องกันตนเองจากโรคร้ายแรงที่กำลังคุกคามคนไทย อย่างไรก็ตาม สิ่งที่เกิดขึ้นในเวลาเดียวกันกันคือ “การตีตรา” ผู้อยู่ร่วมกับเชื้อว่ามีพฤติกรรมทางเพศที่ไม่ดี มีร่างกายอ่อนแอ และสามารถแพร่เชื้อได้ง่าย ซึ่งความเชื่อเหล่านี้ก็ยังคงตกทอดมาถึงปัจจุบันแม้ว่าเวลาจะผ่านมากว่าทศวรรษ ซึ่งผลกระทบต่อเนื่องก็คือ แม้ว่าปัจจุบันการวิทยาการดูแลรักษา HIV จะรุดหน้าไปมาก แต่ผู้อยู่ร่วมกับเชื้อและผู้ที่มีความเสี่ยงจำนวนมากก็ยังมีความยากลำบากในการมองหาสถานพยาบาลที่จะเข้ารับบริการ
เหตุนี้เอง นพ.เกริก อัศวเมธา อายุรแพทย์โรคติดเชื้อจึงได้รวมทีมกับรุ่นพี่ Counselor (ผู้ให้คำปรึกษา) ที่มีแนวทางเดียวกัน ได้ร่วมกันก่อตั้งสถานพยาบาลรูปแบบ Sexual Health Clinic ที่ยังมีไม่มากในกรุงเทพฯ โดยหวังจะให้เป็นพื้นที่สบายใจของผู้ป่วย โดยต้องการให้เข้าถึงง่าย พร้อมให้คำปรึกษาโดยไม่จำเป็นต้องไปถึงโรงพยาบาล
นพ.เกริก เผยกับเราว่าที่จริงแล้วสถานการณ์ของผู้ป่วยติดเชื้อ HIV ในไทยนั้นเริ่มที่จะมีตัวเลขลดน้อยลงอย่างต่อเนื่องและอนาคตก็มีแนวโน้มจะลดลงได้อีกจากการพัฒนาของวงการแพทย์และระบบการตรวจโรคที่ปัจจุบันเราสามารถค้นพบผู้อยู่ร่วมกับเชื้อได้ไว ซึ่งยิ่งเราตรวจพบไวแล้วเข้าสู่กระบวนการรักษาได้ไวก็ยิ่งช่วยลดโอกาสที่เชื้อจะแพร่กระจายไปจนไม่สามารถแพร่ได้เลย
“เท่าที่หมอดูข้อมูลล่าสุดของกรมควบคุมโรค อัพเดทเมื่อ 2565 ตัวเลขล่าสุดจะมีประมาณ 5-6 แสนคน หรือถ้ารวมกลุ่มที่ไม่ได้เข้าระบบด้วยก็อาจจะถึงหนึ่งล้าน แต่หมอคิดว่าโดยรวมแล้วเทรนด์ของผู้ติดเชื้อใหม่จะเริ่มลดลงบ้างแล้ว จริงๆ ก็น่าจะล้อไปกับหลายๆ ประเทศที่คนไข้เข้าถึงการรักษาได้ดีขึ้น เพราะฉะนั้น สมมติว่าเราตรวจพบได้เร็ว เรารีเทนคนไข้ให้อยู่ในระบบการรักษาได้จนเข้าสู่ภาวะ Undetectable หรือที่แปลว่าตรวจไม่พบเชื้อ มันก็แพร่สู่คนอื่นไม่ได้ตามหลักการ U=U (Undetectable = Untransmittable) เพราะงั้นการที่เราจะส่งต่อมันก็น้อยลง อย่างในอดีตเราอาจจะเคยได้ยินข้อมูลสักประมาณ 10 ปีที่แล้ว ประมาณว่ากลุ่มชายรักชายในกรุงเทพโอกาสติดเชื้อ HIV มีอยู่ประมาณ 1 ใน 3 หรือ 30% แต่ว่าเท่าที่เราเห็นอยู่ในปัจจุบัน ผมคิดว่าเราเห็นเต็มที่แค่ 3% นอกจากนี้ปัจจุบันมันก็มีวิธีการใหม่ในการลดการติดเชื้อก็คือตัวยาที่ชื่อ PrEP”
“PrEP” (Pre-Exposure Prophylaxis) คือยาต้าน HIV ที่ปัจจุบันคือกุญแจสำคัญในการต่อสู้กับเชื้อไวรัส โดยตัวยา PrEP เป็นยาที่ถูกพัฒนาต่อยอดมาจากยาประเภท PEP (Post-Exposure Prophylaxis) หรือยาต้านฉุกเฉิน ซึ่งแต่เดิมต้องกินหลังมีความเสี่ยงภายใน 72 ชม. เช่น หลังมีเพศสัมพันธ์ไม่ได้ป้องกัน หรือในกรณีของแพทย์พยาบาลเกิดเหตุเข็มตำ ต่อมายาก็ถูกพัฒนาเพื่อรองรับพฤติกรรมมนุษย์ที่เปลี่ยนไป โดยสามารถใช้ทานล่วงหน้าก่อนมีความเสี่ยงได้ และยังปรับปรุงคุณภาพต่อเนื่องจนปัจจุบันแทบไม่มีผลข้างเคียงแล้ว ผู้อยู่ร่วมกับเชื้อ HIV ที่ทานยาอย่างถูกต้องและต่อเนื่องจะสามารถใช้ชีวิตประจำวันได้อย่างปกติ หรือแม้กระทั่งมีเพศสัมพันธ์ได้โดยไม่แพร่เชื้อ เหตุนี้ PrEP จึงกลายเป็นอาวุธประสิทธิภาพสูงสำหรับการป้องกันไวรัส ซึ่ง นพ. เกริก ยังบอกอีกว่า ตัวยานี้ยังเหมาะกับทุกๆ คนที่มีความเสี่ยงจากเซ็กส์โดยไม่ได้ป้องกัน ไม่ว่าจะหญิงหรือชาย หรือเพศวิถีแบบใดก็ตาม ไม่ได้จำกัดแค่กลุ่ม LGBTQ+ เพราะเชื้อไวรัสมันไม่ได้เลือกเพศ
สำหรับวิธีการกิน PrEP ก็ค่อนข้างสะดวก ไม่ต่างกับยาโรคประจำตัวทั่วไป โดยจะมีวิธีกิน 2 รูปแบบ คือ
Conventional หรือแบบดั้งเดิม ทานทุกวัน วันละ 1 เม็ด ซึ่งผู้ที่กินอย่างมีวินัยประสิทธิภาพในการป้องกันการติดเชื้อแทบจะเข้าใกล้ 100%
On Demand หรือการกินแบบไม่ต่อเนื่องทุกวัน โดยจะกินคร่อมช่วงที่มีความเสี่ยง แบ่งเป็น 2 เม็ด อย่างน้อย 2 ชม. ก่อนมีความเสี่ยง หลังจากนั้นต่อเนื่องอีกวันละ 1 เม็ดไปอีก 2 วัน ซึ่งวิธีนี้จะมีประสิทธิภาพอยู่ที่ประมาณ 90%
ตรวจพบไว เริ่มยาไว ใช้ชีวิตได้ไม่ต่างคนทั่วไป
ด้วยการพัฒนาของวงการแพทย์และตัวยาต้านไวรัสดังที่กล่าวไปข้างต้น ทำให้ปัจจุบันสถานการณ์ของผู้ตรวจพบเชื้อ HIV ไม่ว่าจะมีเชื้อติดตัวตั้งแต่กำเนิดหรือตรวจพบภายหลังนั้นมีความแตกต่างจากยุคก่อนค่อนข้างมาก กล่าวคือ หากตรวจพบไวแล้วเริ่มยาทันที วิถีชีวิตหลังจากนั้นก็แทบจะไม่ต่างอะไรกับคนทั่วไป โอกาสที่ร่างกายจะโดนเชื้อ HIV เล่นงานจนภูมิตก มีโรคแทรกซ้อน และเข้าสู่สภาวะเอดส์ก็น้อยจนใกล้เคียงศูนย์ ดังนั้นกุญแจสำคัญจึงเป็นเรื่องของการเข้าสู่ระบบการรักษา ซึ่ง นพ.เกริก เล่าให้เราฟังเพิ่มเติมว่า
“ปัจจุบันถ้าเราตรวจพบเชื้อก็สามารถเริ่มการรักษาได้เลย เพราะหลักฐานทางงานวิจัยบอกชัดเจนว่าถ้ารักษาเร็วตั้งแต่ภูมิยังไม่ตกก็แทบจะมีอายุยืนยาวเท่าคนปกติเลย โดยธรรมชาติเมื่อเชื้อเข้ามาในร่างกายจะใช้เวลาอย่างน้อย 3-5 ปี กว่าที่ภูมิจะเริ่มตกจริงๆ เพราะงั้นในช่วงปีสองปีแรกคนไข้อาจไม่รู้สึกป่วยเลยด้วยซ้ำ ถ้าเราหยุดการกระจายตัวของไวรัสในร่างกาย ก็ทำให้โอกาสที่เขาจะเป็นโรคร่วม หรือการติดเชื้อฉวยโอกาสจากภูมิตกน้อยลง ถ้าเราเริ่มกินยาตั้งแต่ภูมิยังไม่ตกมันก็จะไม่มีทางแย่ลงเหมือนเราบล็อคความเสียหายไว้เลย”
“นอกจากนี้ปัจจุบันเราศึกษาพบว่าตัวไวรัสเองมันสามารถเชื่อมโยงกับโรคหัวใจและโรคมะเร็งได้ด้วย คนที่เริ่มยาช้าก็จะพบว่ามีโอกาสเป็นโรคหัวใจและโรคมะเร็งได้มากกว่าคนที่เริ่มยาเร็ว อันนี้ก็เป็นประโยชน์อันที่สอง นอกจากจะลดการติดเชื้อ โอกาสทำให้ภูมิตก ร่างกายอ่อนแอ ก็ยังช่วยลดโอกาสที่จะเสี่ยงเป็นโรคหัวใจและมะเร็งได้ หรือในเรื่องของการควบคุมการติดเชื้อ หรือ Public Health ก็เช่นกัน ถ้าเราเริ่มยาให้ผู้ป่วยเร็ว เชื้อเขาจะต่ำเร็ว พอเชื้อเขาต่ำจนตรวจไม่เจอคือ Undetectable เนี่ยก็แปลว่าแพร่เชื้อไม่ได้ เหมือนเป็นคนปกติ สามารถมีเซ็กส์โดยไม่ใส่ถุงยางอนามัยโดยที่ไม่แพร่ให้คนอื่น อันนี้เป็นเรื่องของวิทยาศาสตร์ที่มีหลักฐานงานวิจัยรับรองมาหลายปีแล้ว”
“การตีตรา” อคติที่สังคมต้องร่วมกันก้าวข้าม
จากเรื่องราวเกี่ยวกับยาต้านเชื้อไวรัสและการดูแลรักษาผู้ติดเชื้อดังที่ นพ.เกริก เผย เห็นได้ชัดว่าในแง่ของวงการแพทย์นั้นพัฒนาไปไกลจนปัจจุบัน HIV แทบไม่ต่างอะไรกับโรคประจำตัวโรคหนึ่ง ซึ่งหากพบแพทย์เป็นประจำและทานยาที่จำเป็นอย่างต่อเนื่องก็สามารถใช้ชีวิตได้ตามปกติ อย่างไรก็ตามใน “แง่มุมสังคม” ยังนับว่าเป็นโจทย์ยากไม่น้อยที่จะพาทุกคนก้าวข้ามการตีตราที่ถูกปลูกฝังมายาวนาน แม้ว่าปัจจุบันแนวโน้มการเปิดรับจะมากขึ้นแต่นั่นยังเป็นเรื่องในกลุ่มแคบๆ เช่นกลุ่ม LGBTQ+ หรือผู้ที่อยู่ในแวดวงกลุ่มเสี่ยงเท่านั้น แต่ในภาพที่ใหญ่กว่านั้น นพ.เกริก มองว่าเรายังจำเป็นต้องมีการสื่อสาร ส่งต่อความรู้ และข้อมูลที่ถูกต้องไปในวงกว้าง เพื่อให้เกิดการยอมรับและเข้าอกเข้าใจมากขึ้น เพื่อให้ผู้ที่อยู่ร่วมกับเชื้อ HIV มีสิทธิใช้ชีวิตดังเช่นคนทั่วไป
“ในปัจจุบันการสื่อสารหรือการให้ความรู้เกี่ยวกับยา PrEP ค่อนข้างจะจำกัดอยู่ในวงของ LGBTQ ซึ่งมันถูกต้องแล้วที่จะสื่อสารตรงนั้นเพราะกลุ่มนี้เป็นกลุ่มเสี่ยงจริงๆ แต่ว่าอีกประชาชนกลุ่มอื่นๆ อย่างเช่น วัยรุ่น หรือ Straight หรือว่ากลุ่มคนที่อายุเยอะหน่อยอาจจะ 40-50 ปี พวกนี้เขาจะเป็นคนที่ไม่เคยรู้จักเรื่อง PrEP มาก่อน เพราะเขาเป็นกลุ่มที่ไม่ได้เป็นเป้าหมายของการสื่อสาร เขาอาจไม่เคยรู้เลยว่ายา PrEP คืออะไร ควรจะใช้ไหม แล้วถ้าจะใช้จะต้องติดต่อไปเอาจากที่ไหน”
“นอกจากนี้การเข้ารับ PrEP มันดูเป็นการตีตรา สังคมยังมองว่าคนเข้ารับเป็นคนมีพฤติกรรมทางเพศไม่ดี หรือเป็นกลุ่ม LGBTQ+ หรือเปล่า ทั้งที่จริงๆ แล้วเขาคือกลุ่มคนที่รักที่จะดูแลตัวเอง ทีนี้พอกระแสของ HIV มันเริ่มนิ่งๆ ก็เลยไม่มีการสร้างความตระหนักเท่าไหร่ ทั้งที่จริงมันยังมีปัญหาที่เราจะเจอในอนาคตอีกมาก หมอคิดว่าหน่วยงานต่างๆ ควรเริ่มที่จะให้การยอมรับมากขึ้น ต้องทำไปพร้อมๆ กัน หรือทำเป็นองคาพยพใหญ่ ต้องมีหลายๆ เรื่องที่ NGO และทางหน่วยงานภาครัฐสามารถสนับสนุนเพิ่มขึ้น เช่น เรื่องตรวจเลือดก่อนสมัครงาน หรือการเจาะเลือดก่อนผ่าตัด สำหรับการสมัครงานโดยทั่วไป ไม่มีความจำเป็นต้องตรวจเลือด HIV การผ่าตัดก็เช่นกัน หมอส่วนใหญ่ยังมักตรวจ HIV ก่อนผ่าตัด ซึ่งจริงๆ แล้วส่วนใหญ่ไม่จำเป็นต้องทราบผลเลือดของคนไข้เลย รวมถึงเรื่องสมัครประกันสุขภาพ อย่างหมอมีคนไข้เยอะมากที่อยากซื้อประกันสุขภาพ แต่เข้าไม่ได้เพราะประกันไม่รับ คือเราต้องอย่าลืมว่าผู้อยู่ร่วมกับเชื้อที่เราเจอเขาตั้งแต่อายุ 20 ต้นๆ จนตอนนี้เขาอายุ 30-40 กันแล้ว เขาก็เริ่มมองหาอะไรที่จะช่วยรองรับชีวิตในอนาคต ดังนั้นหมอคิดว่าถ้าเราปรับกฎระเบียบหลายอย่างได้มันจะช่วยพวกเขาได้มาก ซึ่งไม่ว่าสังคมจะว่าอย่างไร จะยังตีตราอยู่หรื่อไม่ แต่ถ้ามีกฎหมายช่วยซัพพอร์ทเขาก็จะอุ่นใจ เพราะว่าปัจจุบันข้อมูลทางวิทยาศาสตร์มันบอกชัดเจนแล้วว่า HIV มันไม่ต่างกับโรคอื่นๆ ในแง่ของอายุขัย ตอนนี้ตัวโรคมันรักษาง่ายกว่าเบาหวานหรือความดันเสียด้วยซ้ำ คือแทบจะไม่ต่างกันเลย ดังนั้นเราก็จะต้องเอาข้อมูลพวกนี้ไปยืนยัน เพราะว่าบางทีเราไปดูในแง่ของภาคสังคมอย่างเดียวว่าอันนี้คือพฤติกรรมทางเพศที่ไม่ดี อันนี้คือคนที่แย่ ซึ่งจริงๆ มันไม่ควรจะเป็นแบบนั้น”
รับยา PrEP ได้ที่ไหน?
สำหรับผู้ที่ต้องการเข้ารับ PrEP ปัจจุบันสามารถรับได้ฟรี ณ โรงพยาบาลของรัฐ หรือหน่วยงานของ NGO หลายๆ แห่ง รวมถึงศูนย์บริการทางการแพทย์เฉพาะทางต่างๆ ก็เป็นอีกทางเลือกในการเข้ารับยาซึ่งจะช่วยลดเวลารอคอย รวมถึงเพิ่มความเป็นส่วนตัวให้คนไข้ ให้ผู้ป่วยได้เชื่อมต่อกับระบบการรักษา ทั้งยังช่วยประคับประคอง และส่งต่อให้ถึงที่หมาย ในกรณีที่มีความจำเป็นต้องโยกย้ายไปยังโรงพยาบาลรัฐ
ทั้งนี้ หนึ่งในสิ่งสำคัญที่สุดในปัจจุบัน คืออาจเป็นการส่งต่อ “ค่านิยมที่ควรจะเป็น” ให้กระจายสู่สังคมวงกว้าง ซึ่งการขับเคลื่อนนี้ไม่เพียงช่วยให้ผู้อยู่ร่วมกับเชื้อ HIV สามารถใช้ชีวิตได้อย่างปกติ แต่ยังช่วยให้การแพร่กระจายของไวรัสลดน้อยลงอีกหลายเท่าหากการเข้าถึง PrEP เป็นสิ่งที่ไม่โดนตัดสินหรือถูกตีตรา
“มันอาจต้องใช้เวลา ต้องรอการยอมรับจากทุกๆ ฝ่ายมากขึ้น แต่เมื่อคุณเข้าใจว่ามันเป็นโรคที่ติดต่อจากเพศสัมพันธ์โรคหนึ่ง ซึ่งเซ็กส์มันก็คือเรื่องธรรมชาติ สิ่งนี้มันก็อาจเกิดขึ้นได้ ทุกคนก็เหมือนกัน จริงๆ ปัจจุบันคนไข้ก็เป็นคนปกติคนหนึ่งเท่านั้น แค่เราต้องรู้ว่าเราต้องอยู่ร่วมกับมันอย่างไร” นพ.เกริก อัศวเมธา กล่าวทิ้งท้าย