“ความดันโลหิตสูง” คือ ภาวะที่ตรวจพบว่ามีระดับความดันโลหิตมากกว่าหรือเท่ากับ 140/90 มิลลิเมตรปรอท ซึ่งส่วนใหญ่เกิดจากหลายปัจจัยประกอบกัน เช่น การแข็งตัวของหลอดเลือด อายุที่เพิ่มขึ้น การมีน้ำหนักตัวมาก หรืออาจเกิดจากการมีโรคหรือภาวะอื่นๆ ที่ส่งเสริมการเกิดหรือทำให้การควบคุมโรคความดันโลหิตสูงทำได้ยากขึ้น เช่น ไตอักเสบ โรคไทรอยด์ โรคของต่อมหมวกไต โรคนอนกรน การใช้ยาบางชนิด การใช้สารเสพติด เป็นต้น
นอกจากนี้ การสูบบุหรี่ การดื่มแอลกอฮอล์ คนที่มีประวัติครอบครัวเป็นโรคความดันโลหิตสูง คนที่เป็นความดันโลหิตสูงระหว่างตั้งครรภ์ กลุ่มคนเหล่านี้ก็มีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคความดันโลหิตสูงด้วยเช่นกัน
โรคความดันโลหิตสูงโดยทั่วไปมักไม่มีอาการ แต่มักจะตรวจพบจากการตรวจสุขภาพประจำปีหรือการตรวจติดตามโรคอื่นๆ ซึ่งหากวัดความดันโลหิตครั้งแรกแล้วได้ค่าสูงกว่าเกณฑ์ แต่มีค่าความดันโลหิตตัวบนไม่เกิน 180 มิลลิเมตรปรอท ก็จะนัดมาทำการตรวจวัดความดันโลหิตซ้ำด้วยวิธีที่ถูกต้อง ก่อนยืนยันคำวินิจฉัยว่าเป็นโรคความดันโลหิตสูง
...
สำหรับผู้ป่วยบางรายที่มีความดันโลหิตสูงมาก ก็อาจแสดงอาการได้ เช่น ปวดศีรษะ มึนศีรษะ บางกรณีอาจมีอาการแทรกซ้อนของอวัยวะปลายทาง เช่น ภาวะหัวใจล้มเหลว ไตวายเฉียบพลัน มีเลือดออกในจอประสาทตา ผู้ป่วยที่มีความดันโลหิตที่สูงมากจนเกิดภาวะแทรกซ้อนที่อวัยวะปลายทาง อาจมีอาการของน้ำท่วมปวด ปัสสาวะลดลง หรือมองภาพไม่ชัด ซึม หมดสติ
การเป็นโรคความดันโลหิตสูงแล้วไม่สามารถควบคุมให้ดี จะส่งผลให้เกิดภาวะแทรกซ้อนของระบบต่างๆ ในระยะยาว เช่น โรคหลอดเลือดสมอง โรคหลอดเลือดหัวใจ โรคไต ซึ่งในบทความนี้จะกล่าวถึงเฉพาะโรคความดันโลหิตสูงกับโรคไตเท่านั้น
ผู้ที่เป็นโรคความดันโลหิตสูงและไม่สามารถควบคุมความดันให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม จะเพิ่มปริมาณเลือดที่ต้องกรองผ่านหน่วยไต ส่งผลให้ไตทำงานหนักมากขึ้น มีความหนาตัวและการบาดเจ็บของเส้นเลือดและเนื้อเยื่อในไต ทำให้การทำงานของไตลดลด เกิดภาวะที่ไตไม่สามารถกำจัดน้ำและเกลือส่วนเกินให้อยู่ในสมดุล ส่งผลให้ปริมาณเลือดในร่างกายเพิ่มขึ้น ควบคุมความดันโลหิตได้ยากมากขึ้น และเกิดการบาดเจ็บของไตเพิ่มขึ้น ในคนไข้ที่ความดันโลหิตสูงเฉียบพลัน เช่น มากกว่า 180 ก็อาจทำให้เกิดภาวะไตวายเฉียบพลัน ปัสสาวะไม่ออก น้ำท่วมปอด ขาบวมได้
ดังนั้น ผู้ที่เป็นโรคความดันโลหิตสูง จึงควรพยายามควบคุมความดันโลหิตและปัจจัยเสี่ยงอื่นๆ ที่กล่าวมาข้างต้นให้ได้ตามเกณฑ์ เพื่อป้องกันการบาดเจ็บของอวัยวะปลายทาง ชะลอการเสื่อมของไต หากตรวจพบว่าเป็นโรคความดันโลหิตสูง ก็ควรเข้ารับการรักษาอย่างต่อเนื่อง ทั้งแบบไม่ใช้ยาและใช้ยา ซึ่งการใช้ยา แพทย์จะเลือกใช้ยาลดความดันโลหิตให้เหมาะสมกับผู้ป่วยแต่ละราย ขึ้นกับโรคร่วมและความรุนแรงของโรคในผู้ป่วยแต่ละราย
การรักษาแบบไม่ใช้ยา ได้แก่ การควบคุมการรับประทานโซเดียมไม่เกิน 2000 มิลลิกรัมต่อวัน การออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ รักษาน้ำหนักตัวให้อยู่ในเกณฑ์ที่เหมาะสม งดการสูบบุหรี่และการดื่มแอลกอฮอล์ หลีกเลี่ยงการใช้ยาที่ทำให้การควบคุมความดันโลหิตสูงทำได้ยากขึ้น หลีกเลี่ยงการใช้สมุนไพร และการกินยาแก้ปวดบางชนิด
วัดความดันโลหิตสูงด้วยตนเอง โดยควรนำความดันโลหิตสูงที่บันทึกไว้ไปให้แพทย์ในวันนัด เพื่อที่แพทย์จะได้ปรับยาได้อย่างเหมาะสม เพื่อให้ได้ผลการรักษาที่ดี
การรักษาโรคร่วมที่อาจเป็นสาเหตุของโรคความดันโลหิตสูง เช่น การใช้เครื่องช่วยหายใจในคนไข้โรคนอนกรน อาจช่วยทำให้ลดการใช้ยาความดันโลหิตสูง หรือทำให้การควบคุมความดันโลหิตทำได้ง่ายมากขึ้น
...
การควบคุมน้ำหนักตัวให้ได้มาตรฐานในคนที่เป็นโรคอ้วน ก็สามารถช่วยลดการใช้ยาความดันโลหิตสูงได้เช่นกัน
การรับประทานอาหารให้หลากหลายครบ 5 หมู่ โดยเน้นการกินผักและผลไม้ หลีกเลี่ยงอาหารหมักดอง และอาหารแปรรูปทุกชนิด
หากสามารถปฏิบัติตามคำแนะนำที่กล่าวมาข้างต้น ก็จะช่วยเพิ่มโอกาสในการรักษาระดับความดันโลหิตสูงให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ลดโอกาสในการเกิดภาวะแทรกซ้อนและชะลอการเสื่อมของไตให้ช้าที่สุด
@@@@@
แหล่งข้อมูล
อาจารย์แพทย์หญิงศรินยา บุญเกิด สาขาวิชาโรคไต ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล