“ไข้เลือดออก” หรือภาษาอังกฤษ คือ “Dengue” เกิดจากไวรัสเดงกี ซึ่งเป็นไวรัสขนาดเล็ก ที่ติดต่อมายังคนจากการโดนกัดของยุงลายที่มีเชื้อไข้เลือดออกอยู่นั่นเอง

ไข้เลือดออกจะไม่ติดจากคนสู่คนโดยการสัมผัสหรือการหายใจ ต้องผ่านยุงที่กัดคนที่ติดเชื้อแล้วมากัดอีกคน นอกจากนี้ บางรายยังติดได้จากการรับเลือดที่มีเชื้อไข้เลือดออก แม้มีโอกาสน้อย แต่ยังเป็นไปได้ในบางรายที่ติดจากแม่ที่มีเชื้อสู่ทารกในครรภ์

ปัจจัยเสี่ยงของโรคไข้เลือดออก

ไข้เลือดออกมักพบในประเทศเขตร้อน เช่น ในประเทศไทย เพราะเป็นแหล่งเพาะพันธุ์ยุงที่ดี ความเสี่ยงของการติดเชื้อหลักๆ คือ มียุงที่มีเชื้อไข้เลือดออกกัด โดยคนที่ติดเชื้อแล้วมีปัจจัยเสี่ยงที่ทำให้เกิดอาการที่รุนแรง ได้แก่ คนที่มีน้ำหนักเกิน มีภูมิคุ้มกันที่บกพร่อง คนที่มีโรคประจำตัวต่างๆ เช่น โรคหัวใจ โรคเลือดออกง่าย หรือคนที่กินยาบางชนิด เช่น ยาแก้ปวดชนิด NSAIDS ที่นิยมใช้เวลาปวดกล้ามเนื้อ หรือปวดท้องประจำเดือน

อาการไข้เลือดออก

...

ไข้เลือดออกมีระยะฟักตัว หมายถึง หลังจากโดนยุงลายกัดแล้ว จึงเริ่มมีอาการ โดยประมาณ 4-10 วัน

ไข้เลือดออกนี้ ไม่จำเป็นต้องมีเลือดออกเสมอไป ความจริงแล้ว อาการแบ่งออกเป็น 3 ช่วง ดังนี้

ช่วงแรก คือ ช่วงไข้ หรือเรียกภาษาอังกฤษ ว่า Febrile phase มีจะมีอาการปวดหัวโดยเฉพาะรอบกระบอกตา มีไข้ตัวร้อนสูงมาก อาจถึง 39-40 องศาเซลเซียส ปวดเมื่อยตามกล้ามเนื้อและข้อ บางรายมีปวดท้อง คลื่นไส้อาเจียน เนื่องจากช่วงนี้ บางครั้งทำให้ไม่สามารถแยกจากโรคอื่นๆ ได้ ทำให้การวินิจฉัยอาจล่าช้า

ช่วงที่ 2 คือ ช่วงที่รุนแรง เรียกภาษาอังกฤษว่า Critical phase มักจะเป็นประมาณวันที่ 3-7 หลังจากมีไข้ โดยช่วงนี้อาจจะมีสารน้ำรั่วออกมาจากเส้นเลือดไปยังอวัยวะ เช่น บริเวณตับ ซึ่งอยู่ที่ท้องด้านขวาบน ทำให้ตับบวม และมีอาการปวด อึดอัดแน่นท้องได้ เป็นต้น บางรายอาจเริ่มมีเลือดออกที่อวัยวะต่างๆ เช่น ตามไรฟัน ถ่ายเป็นเลือด หรือมีจ้ำเลือดตามตัว บางครั้งในผู้หญิงที่มีประจำเดือน จะสังเกตว่า ประจำเดือนจะมามากและนานกว่าปกติ ช่วงนี้ควรได้รับการติดตามจากบุคลากรทางการแพทย์อย่างใกล้ชิด อาจต้องมีการตรวจร่างกาย และเจาะเลือดสม่ำเสมอ

ช่วงสุดท้าย คือ ช่วงที่มีอาการดีขึ้น เรียกว่า Recovery phase มักจะมีอาการค่อยๆ ดีขึ้น เส้นเลือดกลับมาทำงานปกติ อาจจะมีผื่นสากๆ เริ่มออกมา แสดงกว่าใกล้จะหายแล้ว

โดยที่ผู้ป่วยหลายราย อาจจะไม่มีอาการช่วงที่ 2 นี้ คือเป็นช่วงแรกและช่วงสุดท้ายเลย

การวินิจฉัยไข้เลือดออก

การวินิจฉัยไข้เลือดออก มักดูจาก

ประวัติการสัมผัสยุงที่ติดเชื้อ เช่น อยู่ในถิ่นระบาดหรือไม่

ประวัติการรับเลือดหรือทารกที่คลอดใหม่ ที่อาจมีเชื้อ

อาการและอาการแสดง ดังกล่าวข้างต้น

การตรวจอาการเลือดออกง่าย เช่น การรัดต้นแขนด้วยสายรัด หรือเครื่องวัดความดัน แล้วสังเกตว่ามีจุดเลือดออกกี่จุดในระยะเวลาและบริเวณของผิวที่กำหนด หรือเรียกว่า การตรวจทูนิเก้ (Tourniquet test)

การตรวจเลือดพื้นฐาน มักพบความเข้มข้นของเลือดแดงสูง และเกล็ดเลือดต่ำ

การตรวจเลือดจำเพาะต่อเชื้อไข้เลือดออก ได้แก่ การหาแอนติบอดี แอนติเจน หรือการทำพีซีอาร์ (การตรวจหาสารพันธุกรรมระดับโมเลกุล) เป็นต้น

การรักษาไข้เลือดออก

การรักษาหลักของไข้เลือดออกขณะนี้ คือ การให้สารน้ำหรือน้ำเกลือที่เหมาะสม เพราะเชื้อไข้เลือดออกทำให้เส้นเลือดทำงานผิดปกติ ทำให้สารน้ำรั่วออกไปที่อวัยวะต่างๆ ที่ไปเลี้ยง ดังนั้น จึงต้องมีการเติมน้ำเข้าไป ไม่ว่าจะเป็นการกินผงเกลือแร่โออาร์เอส หรือการให้น้ำเกลือผ่านทางเส้นเลือดดำ เป็นต้น

การให้ยาบรรเทาอาการ เช่น ไข้ ปวดเมื่อยตามตัวและข้อ เป็นต้น

นอกจากนี้ ระหว่างการรักษา จะมีคำแนะนำให้งดอาหารดำหรือแดง เพราะทำให้สังเกตยาก เวลาเลือดออกทางอุจจาระว่าเป็นจากอาหาร หรือเป็นจากเลือดที่ออกจริงๆ

...

การป้องกันไข้เลือดออก

การป้องกันหลัก มีดังนี้

1. อย่าให้ยุงกัด โดยป้องกันตัวเองด้วยการทายากันยุง ใส่เสื้อผ้าที่มิดชิด เช่น ใส่แขนยาว ขายาว ถุงเท้า หากมียุงมาก มีนวัตกรรมการเอาสารกันยุงมาเคลือบเสื้อผ้าที่ใส่ในพื้นที่ที่มีการระบาดมาก นอนในมุ้ง มุ้งลวด หรือในที่ปิดหน้าต่าง ไม่ให้ยุงเข้า

2. กำจัดแหล่งเพาะพันธุ์ยุง โดยเฉพาะบริเวณน้ำนิ่งและน้ำขัง เช่น โอ่ง ไห ชาม ที่ไม่มีฝาปิด อีกส่วนคือ การที่มีการดูแลระบบขยะที่ไม่ดีพอ อาจทำให้มีน้ำขัง เช่น ในถุงพลาสติก กะลามะพร้าวต่างๆ เป็นต้น

3. การฉีดวัคซีนป้องกันไข้เลือดออก ซึ่งตอนนี้มีวัคซีนหลายชนิดมากขึ้น สามารถป้องกันให้ไม่ติดเชื้อ หรือหากติดก็จะลดความรุนแรง

สุดท้ายหากมีอาการ หรืออาการแสดง ที่สงสัยว่าอาจจะเป็นไข้เลือดออก ให้ติดต่อบุคลากรทางการแพทย์ เพื่อทำการตรวจวินิจฉัยทันที อย่าลืมว่าไข้เลือดออก อาจเป็นอันตรายถึงชีวิต แต่สามารถป้องกันและรักษาได้หากดูแลใกล้ชิดอย่างถูกวิธี

@@@@@@

แหล่งข้อมูล

อ.พญ.รพีพรรณ รัตนวงศ์นรา มอร์ด สาขาวิชาโรคติดเชื้อ ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล