“โรคลำไส้แปรปรวน” เป็นโรคในทางเดินอาหารชนิดหนึ่งที่มีอาการปวดท้องร่วมกับการถ่ายที่ผิดปกติ ที่เกิดจากการทำงานของลำไส้ที่เปลี่ยนแปลงไป โดยที่ไม่มีสาเหตุ หรือรอยโรคที่ชัดเจน เมื่อไปตรวจวินิจฉัยเพิ่มเติม เช่น การส่องกล้อง การเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ ก็จะไม่พบความผิดปกติใดๆ เพราะเป็นความผิดปกติของตัวลำไส้นั่นเอง เช่น ถ้าลำไส้มีการบีบตัวเร็วขึ้น ก็จะทำให้มีอาการถ่ายเหลว หรือลำไส้บีบตัวน้อยลง ก็จะมีปัญหาเรื่องท้องผูก เปลี่ยนไปจากการถ่ายแบบเดิมของผู้ป่วยนั่นเอง โดยอุบัติการณ์ของโรคลำไส้แปรปรวนเป็นโรคที่พบได้บ่อยในทุกวัย ตั้งแต่วัยรุ่น วัยทำงาน และวัยชรา
สาเหตุ โรคลำไส้แปรปรวน
ไม่มีสาเหตุที่ชัดเจน แต่ปัจจัยเสี่ยง คือ อาหารแสลง อาหารรสจัดก็ทำให้ลำไส้แปรปรวน การติดเชื้อ การเป็นโรควิตกกังวล ก็กระตุ้นให้ร่างกายทำงานผิดปกติ ส่งผลให้ลำไส้แปรปรวน
อาการ โรคลำไส้แปรปรวน
อาการทั่วไปมักจะมีอาการปวดท้องร่วมกับมีอาการถ่ายอุจจาระที่ผิดปกติ หรือเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม ลักษณะการดำเนินโรคโดยมากมักมีอาการเป็นๆ หายๆ ขึ้นอยู่กับความรุนแรงของผู้ป่วยในแต่ละราย หรือปัจจัยที่กระตุ้นให้โรคกำเริบ เช่น ผู้ป่วยบางรายอาจจะมีอาการปวดท้องร่วมกับท้องผูก เป็นๆ หายๆ ก็มักจะมีโรคลำไส้แปรปรวนแบบท้องผูกเด่น เป็นต้น โดยอาการท้องผูกเด่นมักจะพบในผู้ป่วยเพศหญิงมากกว่า ส่วนลำไส้แปรปรวนที่มีอาการท้องเสียเด่น ก็จะมีอาการถ่ายเหลวบ่อย และมักจะพบในเพศชายมากกว่า แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็มีโอกาสเป็นได้ทั้ง 2 เพศ และผู้ป่วยบางกลุ่มที่มีอาการทั้งท้องผูกและท้องเสีย ซึ่งเป็นลำไส้แปรปรวนแบบผสมได้เช่นกัน
สิ่งที่ต้องระวังคือ โรคลำไส้แปรปรวน จะต้องไม่ได้มีสาเหตุอื่นๆ ที่เป็นอันตราย เช่น การที่มีโรคติดเชื้อ การที่มีเนื้องอกในทางเดินอาหาร ผู้ป่วยที่มีรอยโรคที่ชัดเจนก็จะมีอาการ เช่น มีไข้ร่วมด้วยกับอาการถ่ายที่ผิดปกติตลอดเวลา โดยที่ไม่มีช่วงที่อาการดีขึ้นเลย หรือมีอาการถ่ายเวลากลางคืน เช่น หลับไปแล้วลุกขึ้นมาถ่ายกลางดึก เป็นต้น
...
การวินิจฉัย
การวินิจฉัยโรคลำไส้แปรปรวนต้องอาศัยประวัติของผู้ป่วยที่มีอาการปวดท้องร่วมกับอาการถ่ายที่เปลี่ยนแปลงไป ร่วมกับการตรวจทางห้องปฏิบัติการต่างๆ เพิ่มเติม เช่น การส่องกล้องทางเดินอาหาร การตรวจเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ เพื่อดูว่าไม่ได้มีรอยโรคที่ชัดเจน ที่ทำให้ผู้ป่วยมีอาการดังกล่าว จึงจะสามารถวินิจฉัยได้ว่าเป็นโรคลำไส้แปรปรวน ถ้าในผู้ป่วยบางรายอายุน้อยๆ ไม่มีสัญญาณอันตราย เช่น น้ำหนักลดผิดปกติ ถ่ายดำ หรือถ่ายเป็นเลือด ภาวะอาเจียนที่รุนแรง หรือคลำก้อนได้ในท้อง อาจจะสามารถให้การรักษาแบบลำไส้แปรปรวนไปก่อนได้
ในผู้ป่วยบางรายที่สูงอายุ (มากกว่า 50 ปีขึ้นไป) หากมีอาการปวดท้องร่วมกับถ่ายที่ผิดปกติไปจากเดิม อาจจะต้องตรวจเพิ่มเติมก่อน เพราะอาการดังกล่าวอาจจะเป็นสัญญาณของโรคมะเร็งลำไส้ใหญ่ได้ เช่น การตรวจด้วยการส่องกล้องลำไส้ใหญ่ เพื่อให้มั่นใจว่าไม่ได้มีโรคอันตรายที่ซ่อนอยู่
อันตรายและภาวะแทรกซ้อน โรคลำไส้แปรปรวน
โรคลำไส้แปรปรวน เป็นโรคที่ไม่มีอันตรายถึงชีวิต แต่จะเป็นๆ หายๆ และไม่ได้มีความเสี่ยงในการเป็นโรคมะเร็งมากขึ้น แต่จะรบกวนชีวิตประจำวัน ทำให้คนไข้ใช้ชีวิตได้ยากขึ้น เสียบุคลิกภาพ เช่น มีอาการถ่ายบ่อย โดยเฉพาะในคนที่มีอาการปวดท้องรุนแรง ก็จะรบกวนชีวิตประจำวันมากกว่าคนอื่น
การรักษา โรคลำไส้แปรปรวน
การรักษาโรคลำไส้แปรปรวน จะเป็นการรักษาตามสาเหตุ เช่น อาหารเป็นสิ่งกระตุ้นทำให้ลำไส้แปรปรวน ก็หลีกเลี่ยงการกินอาหารเหล่านั้น
หากมีอาการลำไส้แปรปรวนมาจากความเครียด ความกังวล ก็ทำจิตใจให้แจ่มใส ออกกำลังกาย หากิจกรรมที่คลายความเครียด ในกรณีที่มีอาการมาก แพทย์ก็อาจจะให้ยาต้านเศร้า ยาคลายกังวลให้ เพื่อทำให้อาการดีขึ้น
ในกรณีที่เกิดจากการท้องผูก ก็ให้ยาระบายลดอาการท้องผูก ในทางกลับกัน คนไข้ที่มีอาการท้องเสียบ่อย ก็ให้ยาชะลอลำไส้ เพื่อลดการบีบตัวของลำไส้ และคนไข้ที่มีปวดท้องบ่อย ก็ให้ยาแก้ปวดท้อง
นอกจากนี้ก็อาจแนะนำให้คนไข้กินอาหารประเภท Low FODMAP Diet คือกลุ่มอาหารที่ขาดคาร์โบไฮเดรตกลุ่มนี้ หรือมีอยู่ในปริมาณน้อย โดยค่อยๆ ลดอาหารประเภท FODMAPs สูง ได้แก่ น้ำผึ้ง น้ำเชื่อมข้าวโพด หรือคอร์นไซรัป ข้าวสาลี หัวหอม กระเทียม อาร์ติโชค (Artichoke) หน่อไม้ฝรั่ง ถั่วเลนทิล ถั่วเหลือง แอปเปิ้ล เชอร์รี่ พีช พลัม อะโวคาโด มะเดื่อฝรั่ง และนม นอกจากนี้ผลิตภัณฑ์ที่มีส่วนประกอบจากอาหารเหล่านี้ เช่น ขนมปัง ซีเรียล โยเกิร์ต ไอศกรีม หรือผลิตภัณฑ์อื่น ก็อาจจัดอยู่ในกลุ่มอาหาร FODMAP สูงเช่นเดียวกัน ทั้งนี้ไม่ได้แนะนำให้งดอาหารดังกล่าวทั้งหมดในครั้งเดียว อาจจะทดลองงดเป็นบางอย่างแล้วดูการตอบสนองของผู้ป่วยแต่ละรายด้วย
...
การป้องกัน โรคลำไส้แปรปรวน
หลีกเลี่ยงสิ่งกระตุ้นที่ทำให้ลำไส้แปรปรวน ออกกำลังกายสม่ำเสมอ กินอาหารที่มีประโยชน์ ไม่สูบบุหรี่ และพยายามลดความเครียด
คนไข้ที่เป็นโรคลำไส้แปรปรวน จะต้องเข้าใจก่อนว่าโรคนี้เป็นโรคที่เป็นๆ หายๆ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะเป็นตลอดไป ยกเว้นว่ามีอาการเปลี่ยนแปลงไปจากเดิม เช่น น้ำหนักตัวลดผิดปกติ การถ่ายที่เปลี่ยนแปลงไปจากเดิม เช่น อุจจาระมีเลือดปน ก็ต้องรีบไปพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุและรีบรักษาต่อไป
@@@@@@@@@@
แหล่งข้อมูล
อาจารย์ นายแพทย์อัครวิทย์ พูลสมบัติ สาขาวิชาโรคทางเดินอาหารและตับ ภาควิชาอายุรศาสตร์
คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล