“โรคเบาหวาน” เกิดจากการที่ตับอ่อนมีความผิดปกติในการสร้างอินซูลิน หรือไม่สามารถสร้างอินซูลินได้ หรือร่างกายไม่สามารถตอบสนองกับอินซูลินได้ดี ส่งผลให้ไม่สามารถนำน้ำตาลไปเปลี่ยนเป็นพลังงานให้ร่างกายได้ ระดับน้ำตาลในเลือดจึงสูงกว่าปกติ
โรคเบาหวานสามารถแบ่งออกเป็น 4 ชนิด ดังนี้
1. เบาหวานชนิดที่ 1 พบได้น้อยประมาณ 5-10% ของคนที่เป็นเบาหวาน ส่วนใหญ่จะพบในเด็กและวัยรุ่นที่อายุมากกว่า 6 เดือนขึ้นไป เกิดจากการที่ตับอ่อนผิดปกติตั้งแต่เด็ก ไม่สามารถผลิตอินซูลินได้ หรือผลิตได้แต่น้อย เนื่องจากเซลล์ที่มีหน้าที่ผลิตอินซูลินหรือตับอ่อนถูกทำลาย
การรักษา โดยการฉีดอินซูลิน ควบคุมอาหาร และออกกำลังกาย
2. เบาหวานชนิดที่ 2 มักจะพบในผู้ใหญ่ที่อายุมาก แต่ขณะนี้ก็เริ่มพบในเด็กลงเรื่อย ๆ โดยช่วงวัยรุ่นก็เริ่มเป็นกันแล้ว เบาหวานชนิดที่ 2 นี้พบมากที่สุด ประมาณ 90-95% ของคนที่เป็นเบาหวาน
สาเหตุของเบาหวานชนิดที่ 2 ร่างกายสามารถผลิตอินซูลินได้ แต่ร่างกายไม่สามารถตอบสนองต่ออินซูลินนั้น กล่าวคือ อินซูลินมีประสิทธิภาพลดลง ทั้งนี้พบเบาหวานชนิดนี้ในเด็กมากขึ้น เนื่องจากพบเด็กเป็นโรคอ้วนมากขึ้น เมื่อร่างกายมีปริมาณไขมันมากเกินไป ก็จะส่งผลให้อินซูลินที่มีคุณภาพน้อยลงไปด้วย
...
การรักษา โดยการกินยา ฉีดอินซูลิน หรือทั้งกินยาและฉีดร่วมกัน โดยพิจารณาจากขึ้นอยู่กับอาการและความรุนแรงของโรค ณ ขณะนั้น รวมถึงต้องควบคุมอาหารและออกกำลังกาย
3. เบาหวานขณะตั้งครรภ์ เนื่องจากขณะที่ตั้งครรภ์ฮอร์โมนในร่างกายจะมีการเปลี่ยนแปลงมาก ซึ่งจะมีฮอร์โมนจากรกต่อต้านอินซูลิน ทำให้ร่างกายตอบสนองต่ออินซูลินน้อยลง อินซูลินประสิทธิภาพแย่ลง ไม่สามารถผลิตอินซูลินให้เพียงพอได้ ส่งผลให้คุณแม้เป็นเบาหวานขณะตั้งครรภ์
โดยปกติหลังจากที่คลอดลูกแล้วก็จะหาย แต่ก็จะทำให้มีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคเบาหวานในอนาคตได้มากขึ้น
การรักษา ควบคุมอาหาร ให้ระดับน้ำตาลอยู่ในเกณฑ์ปกติ ถ้าควบคุมอาหารแล้ว ทารกในครรภ์ไม่เจริญเติบโต น้ำหนักไม่ขึ้นตามเกณฑ์ ก็ต้องฉีดอินซูลิน เพื่อให้แม่รับประทานอาหารให้เพียงพอ เพื่อส่งไปถึงทารกในครรภ์เจริญเติบโต
4. เบาหวานชนิดอื่น ๆ เช่น มีความผิดปกติทางพันธุกรรม มีการผ่าตัดตับอ่อนออกไป เป็นมะเร็งตับอ่อน ตับอ่อนผลิตอินซูลินได้น้อยลง
ความผิดปกติของฮอร์โมน หรือการกินยาบางชนิดที่ทำให้น้ำตาลสูงขึ้น เช่น คนไข้มะเร็ง ระหว่างที่ได้รับเคมีบำบัด น้ำตาลก็อาจจะสูงขึ้นผิดปกติได้
การรักษา ควบคุมอาหาร กินยาหรือฉีดอินซูลิน และออกกำลังกาย
อาการ
ปัสสาวะบ่อย โดยเฉพาะเวลากลางคืน น้ำหนักลดลงอย่างรวดเร็วฮวบใน 1 เดือน หิวน้ำบ่อย ตาพร่ามัว แสดงว่าน้ำตาลไปที่ตาแล้ว ชาปลายมือปลายเท้า แสดงว่าน้ำตาลไปที่มือแล้ว เป็นแผลแล้วหายช้า เนื่องจากอาการชาปลายมือปลายเท้า ทำให้ไม่รู้สึกเจ็บเมื่อเกิดบาดแผล
อันตรายและภาวะแทรกซ้อน
หากภาวะน้ำตาลต่ำ ต่ำกว่า 70 มิลลิกรัม/เดซิลิตร จะมีอาการเหงื่อออกมาก ตัวสั่น ตัวเย็น ใจสั่น หิวมาก ปวดหัว หน้ามืด ถ้ามีอาการรุนแรงอาจจะช็อกได้
หากภาวะน้ำตาลในเลือดสูงเกิน 200 มิลลิกรัม/เดซิลิตรถ้าหากสูงมากเกินไป เช่น เกิน 400 มิลลิกรัม/เดซิลิตร อาการก็จะคล้าย ๆ กับภาวะน้ำตาลต่ำ และมีอาการหิวน้ำ ปัสสาวะบ่อยตอนกลางคืน อ่อนเพลีย เหนื่อยง่าย น้ำหนักลด ซึม ถ้าระดับน้ำตาลสูงมาก ๆ ก็จะถึงขั้นหมดสติ และรีบนำส่งโรงพยาบาลเช่นกัน
คนที่เป็นเบาหวานควรมีเครื่องเจาะน้ำตาล เพื่อเช็กปริมาณน้ำตาลในเลือด เพราะหากเป็นเวลานานแล้ว ก็มักจะมีภาวะแทรกซ้อนทั้งหมด 5 ต. ดังนี้
ตีบ คือ การที่หลอดเลือดสมองหรือหัวใจตีบ แตกได้
...
แตก คือ การที่หลอดเลือดสมอง หลอดเลือดตาแตกได้ เนื่องจากระดับน้ำตาลในเลือดสูงมากจากการเป็นเบาหวาน ส่งผลให้หลอดเลือดในร่างกายเกิดการอักเสบ แข็งตัวมากขึ้น รวมถึงการมีไขมันในหลอดเลือด ก็จะยิ่งทำให้หลอดเลือดเล็กลง ตีบ และแตกได้ง่ายขึ้น
ตา เบาหวานขึ้นตา เมื่อมีระดับน้ำตาลสูงขึ้นเรื่อย ๆ ก็จะเข้าไปที่ตา ทำให้เลนส์ตาเต็มไปด้วยน้ำตาล เกิดต้อหิน ต้อกระจก จอประสาทตาเสื่อม และถ้าระดับน้ำตาลในเลือดสูงมาก ก็จะทำให้ตาพร่า
ไต เบาหวานลงไต ไต ทำหน้าที่กรองสารอาหารต่าง ๆ ในเลือด หากระดับน้ำตาลในเลือดสูงมาก ๆ ก็จะส่งผลให้ไตทำหน้าที่กรองของเสียได้ลดลง ไตก็จะมีโอกาสเสื่อมเร็วขึ้น ถ้าควบคุมเบาหวานได้ไม่ดี
เท้า คนที่เป็นเบาหวานที่มีแผลที่เท้า ก็อาจจะสูญเสียอวัยวะได้ เนื่องจากการชาปลายมือปลายเท้า เมื่อมีแผล ก็จะไม่รู้สึกเจ็บ ไม่รู้ว่ามีแผล ก็ทำให้เกิดแผลเรื้อรังและรักษายาก ส่งผลให้ผลเกิดการติดเชื้อ และหากปล่อยทิ้งไว้นาน ๆ ก็อาจจะต้องโดนตัดขาได้
...
สัปดาห์หน้ายังมีเรื่องราวของโภชนาการสำหรับคนเป็นเบาหวาน และการป้องกันโรคเบาหวาน รอติดตามกันนะคะ
@@@@@@
แหล่งข้อมูล
คุณกนกนันทน์ วิทยาเกษมสันต์ นักวิชาการโภชนาการ ฝ่ายโภชนาการ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล