“วันเอดส์โลก (World AIDS Day)” ซึ่งตรงกับ “วันที่ 1 ธันวาคม” ของทุกปี โดยมีวัตถุประสงค์เพื่อให้ทุกคนตระหนักถึงอันตรายจากการติดต่อของโรคเอดส์ และการเจ็บป่วยจากโรคเอดส์ เพื่อสร้างเสริมและสนับสนุนให้มีมาตรการการป้องกันโรคเอดส์ให้มากยิ่งขึ้นในสังคมทุกระดับ และเพื่อเผยแพร่ความรู้เกี่ยวกับโรคเอดส์ให้กว้างขวางยิ่งขึ้น
รู้จัก HIV
“เอชไอวี (HIV)” คือ เชื้อไวรัสชนิดหนึ่ง ซึ่งทำให้เกิดการทำลายภูมิคุ้มกันของร่างกาย คำว่า เอชไอวี เป็นตัวย่อจากอักษรตัวแรกของไวรัส Human Immunodeficiecy Virus
ส่วน “โรคเอดส์” เป็นระยะสุดท้ายของการติดเชื้อเอชไอวี ซึ่งผู้ป่วยมักมีภูมิคุ้มกันต่ำ ระดับ CDC ในเลือดน้อยกว่า 200 เซลล์ต่อลูกบาศก์มิลลิลิตร ในระยะนี้ผู้ติดเชื้อมักมีโรคฉวยโอกาสแทรกซ้อน
“เอชไอวี” ค้นพบครั้งแรกในช่วงปี พ.ศ.2525 ที่แคลิฟอร์เนีย สหรัฐอเมริกา โดยมีกลุ่มชายรักชายติดเชื้อปอดอักเสบและมีต่อมน้ำเหลืองโต จึงมีการหาเชื้อจนพบเชื้อไวรัสชนิดใหม่ซึ่งคล้ายคลึงกับไวรัสเอสไอวีในลิงแถบนั้น จึงสันนิษฐานว่าอาจมาจากลิงได้
เอชไอวี สามารถติดต่อกันได้ 3 ทางหลัก คือ ทางเพศสัมพันธ์ การใช้เข็มฉีดยาร่วมกัน หรือรับเลือด/อวัยวะที่ติดเชื้อมา และการติดต่อจากแม่สู่ลูก
ระยะของการติดเชื้อแบ่งเป็น 4 ระยะ ได้แก่ ระยะเฉียบพลัน ระยะที่ไม่ปรากฏอาการ ระยะที่มีอาการ และระยะเอดส์
อาการและอาการแสดง
• ระยะเฉียบพลัน มักมีอาการคล้ายไข้หวัดใหญ่ คือ ไข้ ไอ เจ็บคอ อ่อนเพลีย ปวดเมื่อยตัว หลายรายยังพบต่อมน้ำเหลืองโดยเฉพาะบริเวณคอโตอีกด้วย บางรายอาจมีผื่น ปวดข้อได้
...
• ระยะที่ไม่ปรากฏอาการ มักไม่มีอาการใดๆ
• ระยะที่มีอาการ อาจสังเกตเห็นผื่นที่ลิ้น มีงูสวัด ติดเชื้อในปอดบ่อยๆ อ่อนเพลีย กินได้น้อย น้ำหนักลด หรือระบบความคิดไม่ฉับไวเท่าเดิม เป็นต้น ส่วนใหญ่ร้อยละ 90 จะอยู่ในช่วง 1-8 ปี บางรายอาจสั้นหรือยาวกว่านั้น
• ระยะเอดส์ มักมีอาการของโรคแทรกซ้อนต่างๆ เช่น อาการเหนื่อยหอบ ไข้เรื้อรัง ถ่ายเหลวเรื้อรัง มีจุดหรือผื่นตามตัว กลืนลำบาก ปวดศีรษะ สับสน ซึมหมดสติ เป็นต้น
การวินิจฉัย
แพทย์สามารถวินิจฉัยได้จากการตรวจเลือดเป็นหลัก การตรวจน้ำลาย และการตรวจเองที่บ้านสามารถคัดกรองเบื้องต้นได้ แต่ยังคงต้องมายืนยันผลในสถานพยาบาลอีกครั้ง
การรักษา
การรักษาการติดเชื้อเอชไอวีทุกระยะ รวมทั้งระยะเอดส์ สามารถทำได้โดยการกินยาต้านไวรัสเอชไอวีร่วมกับการรักษาโรคแทรกซ้อน และโรคฉวยโอกาสอื่นๆ โดยที่ต้องกินยาสม่ำเสมอ มาตรวจติดตามผลเป็นประจำ และป้องกันไม่ให้รับเชื้อใหม่ๆ เข้ามา หากกินยาแล้วมีอาการผิดปกติควรรีบปรึกษาแพทย์ ไม่ควรหยุดยา หรือขาดการรักษา บางคนอาจมีปัญหาทางด้านจิตใจและสังคม ก็สามารถปรึกษาผู้เชี่ยวชาญ และหาแหล่งเงิน หรือการสนับสนุนด้านสังคมต่างๆ เพื่อให้เกิดการดูแลผู้ป่วยอย่างเป็นองค์รวมได้อีกด้วย
การป้องกัน มีดังนี้
1. การสวมถุงยางอนามัยที่ได้มาตรฐาน หากมีเพศสัมพันธ์กับผู้ที่มีความเสี่ยง หรือไม่ทราบสถานะ
2. การป้องกันการติดต่อจากแม่สู่ลูก โดยการให้หญิงตั้งครรภ์และคู่สมรสตรวจหาเชื้อเอชไอวี หรือมีการติดเชื้อเดิม ให้กินยาสม่ำเสมอ คลอดตามมาตรฐาน และให้แพทย์ประเมินว่าเด็กมีการติดเชื้อหรือไม่ และงดให้นมแม่ เปลี่ยนให้นมผสม เพราะอาจมีเชื้อเข้ามาในน้ำนม
3. การป้องกันอุบัติเหตุจากการทำงาน โดยการใช้เทคนิควิธีการทำงานที่เหมาะสม เช่น ไม่สวมเข็มกลับลงในปลอก ให้ทิ้งในกล่องขยะติดเชื้อ รวมถึงใส่อุปกรณ์ป้องกันตัวเองที่เหมาะสม
4. การป้องกันด้วยการใช้ยา
ก. หากสัมผัสเลือด หรือสารคัดหลั่งที่มีความเสี่ยงที่จะมีเชื้อเอชไอวี ให้กินยาป้องกันการสัมผัส หรือเรียกว่า PEP (post exposure prophylaxis)
ข. หากมีความเสี่ยงที่จะรับเชื้อเอชไอวี เช่น มีคู่ที่ผลเลือดต่าง หรือมีเพศสัมพันธ์กับผู้ที่รู้สถานะ อาจกินยาป้องกันก่อนสัมผัสที่เรียกว่า PrEP (post exposure prophylaxis)
...
การกินยา PrEP เพื่อป้องกันการติดเชื้อก่อนที่สัมผัสเชื้อเอชไอวี มี 2 แบบ คือ กินต่อเนื่อง และกินแบบที่ไม่ต้องกินต่อเนื่องทุกวัน หรือที่เรียกกันว่า ออนดีมานด์ คือ เมื่อมีความเสี่ยงจึงจะกิน
ก่อนกิน PrEP
ควรมีการตรวจหาเชื้อเอชไอวีว่าไม่ติดเชื้ออยู่แล้ว ตรวจค่าไต ตรวจหาซิฟิลิส และไวรัสตับอักเสบบี
การกินยา PrEP แบบที่ไม่ต้องกินทุกวัน
มีการศึกษาหลายตัวที่สนับสนุน แบบตาราง 2-1-1 ว่ามีประสิทธิภาพดีกับผู้ป่วยชายที่มีเพศสัมพันธ์กับชาย หรือทั้งสองเพศ หากมีการมีเพศสัมพันธ์ทางทวารหนัก
หมายถึงกินยา 2 เม็ด ก่อนมีเพศสัมพันธ์ 2-24 ชั่วโมง
แล้วจึงกิน 1 เม็ด 24 ชั่วโมงหลังโดสแรก
แล้วกิน 1 เม็ด 24 ชั่วโมงหลังโดสที่ 2
อย่างไรก็ดี ข้อมูลการกินยาแบบที่ไม่ต้องกินทุกวันนี้ ยังมีข้อมูลไม่เพียงพอในการใช้กับผู้หญิง หรือชายที่มีเพศสัมพันธ์กับผู้หญิง ผู้ที่ข้ามเพศ และผู้ที่ใช้สารเสพติด ดังนั้นในกลุ่มนี้ยังแนะนำให้ยาแบบกินต่อเนื่องทุกวันไปก่อน
แหล่งข้อมูล
อ. พญ.รพีพรรณ รัตนวงศ์นรา มอร์ด สาขาวิชาโรคติดเชื้อ ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล