ทุกวันที่ 29 กันยายน เป็นวันหัวใจโลก (World Heart Day) เพื่อให้ทุกคนตระหนักถึงความสำคัญของหัวใจ จากสถิติปี 2564 พบว่า คนไทยเสียชีวิตด้วยโรคหัวใจขาดเลือดสูงถึง 18,000-20,000 คน หรือชั่วโมงละ 2 คน แม้ว่าจะยังไม่มีอาการหรือสัญญาณใดๆ ที่จะบอกว่ามีความเสี่ยงที่จะเป็นโรคหัวใจก็ตาม แต่แพทย์จะแนะนำให้มีการตรวจสุขภาพหัวใจ เพื่อป้องกันการเกิดภาวะฉุกเฉินด้านหัวใจในอนาคต
สาเหตุของการเกิดโรคเส้นเลือดหัวใจตีบ
พญ.ณหทัย ฉัตรสิงห์ อายุรแพทย์โรคหัวใจ กล่าวว่า จากไลฟ์สไตล์ที่เปลี่ยนไปในปัจจุบัน ทำให้พบผู้ป่วยเส้นเลือดหัวใจตีบมากขึ้น อีกทั้งยังมีแนวโน้มพบในผู้ป่วยอายุน้อยลงจากเดิม โดยเฉพาะในผู้ป่วยที่มีโรคประจำตัว เช่น ไขมันในเลือดสูง ความดันโลหิตสูง หรือเบาหวาน นับว่าเป็นกลุ่มเสี่ยงที่จะมีโอกาสเป็นโรคหัวใจ คนไข้บางรายอาจจะมีอาการเด่นชัด เช่น เหนื่อยง่าย ใจสั่น อาการวูบ เป็นลม เจ็บหน้าอกแบบเป็นๆ หายๆ หรือแน่นหน้าอก ขณะที่คนไข้บางรายอาจจะไม่แสดงอาการใดๆ จึงควรหมั่นสังเกตตนเองเป็นประจำ และควรเข้ารับการตรวจสุขภาพหัวใจ เพราะหากพบรอยโรคจากการตรวจสุขภาพหัวใจ ทีมแพทย์จะวางแผนการรักษาเพื่อป้องกันความเสี่ยงจากภาวะฉุกเฉินโรคหัวใจได้
โรคหัวใจที่พบ
พญ.วริษฐา เล่าสกุล อายุรแพทย์โรคหัวใจ กล่าวว่า โรคหัวใจที่พบบ่อยในปัจจุบันคือเส้นเลือดหัวใจตีบ พบทั้งผู้ที่มีอาการแบบเรื้อรังและแบบเฉียบพลัน ในคนไข้ที่มีอาการเรื้อรัง ทีมแพทย์สามารถปรับเปลี่ยนวิธีการรักษาได้ทันทีหากตรวจพบอาการผิดปกติ
แต่สำหรับคนไข้ที่มีอาการแบบเฉียบพลัน จะมาโรงพยาบาลด้วยเคสฉุกเฉิน ไม่ว่าจะด้วยอาการหมดสติกะทันหัน หรือหัวใจหยุดเต้นกะทันหัน การรักษาโรคเส้นเลือดหัวใจขาดเลือดนี้จะต้องรีบดำเนินการภายใน 24 ชั่วโมง ด้วยการสวนเส้นเลือดหัวใจหรือการผ่าตัด ซึ่งจะขึ้นอยู่กับปัจจัยและความเสี่ยงของคนไข้แต่ละคน
เครื่องมือแพทย์เสริมการวินิจฉัย
พญ.วริษฐา เล่าสกุล กล่าวเสริมว่า นอกจากเครื่องตรวจคัดกรองตามมาตรฐาน เช่น เครื่องตรวจคลื่นไฟฟ้าหัวใจ เครื่องเดินสายพาน ฯลฯ แล้ว ในทางการแพทย์ยังมีเครื่องมือทางการแพทย์อื่นๆ อาทิเช่น เครื่องตรวจหัวใจด้วยคลื่นสะท้อนแม่เหล็กไฟฟ้า (Cardiovascular MRI : CMR) ที่สามารถเห็นรายละเอียดของภาพได้ชัดเจน สามารถช่วยในการวินิจฉัยความผิดปกติของโครงสร้างการทำงานของหัวใจ สามารถตรวจเนื้อเยื่อที่มีความซับซ้อน หรืออวัยวะที่มีขนาดเล็กของหัวใจ ได้อย่างมีประสิทธิภาพ หรือเครื่องเอกซเรย์คอมพิวเตอร์ CT Scan (Computer Tomography Scan) เครื่องตรวจหลอดเลือดหัวใจว่ามีความตีบ-ตัน มากน้อยเพียงใด สามารถเห็นระบบเส้นเลือดของหัวใจทั้งหมด ทำให้ทีมแพทย์สามารถตรวจวิเคราะห์โรคหัวใจได้แม่นยำขึ้น เพื่อวางแผนการรักษาขั้นต่อไปได้อย่างมีประสิทธิภาพ
การสวนเส้นเลือดหัวใจ
นพ.ศรัณยู สุทธิพงศ์เกียรติ์ อายุรแพทย์โรคหัวใจ อนุสาขาหัตถการปฏิบัติรักษาโรคหัวใจและหลอดเลือด กล่าวว่า ในอดีตคนไข้ที่มีอาการฉุกเฉินด้วยเส้นเลือดหัวใจตีบ มักพบในกลุ่มคนที่อายุ 40-50 ปีขึ้นไป แต่ปัจจุบันเริ่มพบในกลุ่มคนอายุน้อยลงมามากขึ้น เพราะพฤติกรรมและการใช้ชีวิตที่เปลี่ยนไป
ในกรณีที่มีคนไข้ถูกส่งตัวมาในภาวะฉุกเฉิน และทีมแพทย์มีมติรักษาด้วยวิธีการสวนเส้นเลือดหัวใจ (บอลลูน) เครื่องเอกซเรย์ตรวจสวนหัวใจและหลอดเลือดชนิดสองระนาบ (BI-plane) จะช่วยให้แพทย์ตรวจดูเส้นหลอดเลือดหัวใจได้ง่ายขึ้น ด้วยภาพที่คมชัด ทำให้สามารถช่วยย่นระยะเวลาการทำหัตถการให้เสร็จลงได้ภายในเวลา 30 นาที – 1 ชั่วโมง หลังทำบอลลูนโดยทั่วไปคนไข้สามารถกล้บบ้านได้ภายใน 1-2 วัน และกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติภายใน 2-4 สัปดาห์
การทำบายพาส
นพ.บุลวัชร์ หอมวิเศษ ศัลยแพทย์หัวใจ กล่าวว่า แม้ว่าจะมีคนไข้จำนวนมากที่มีความกังวลและมักจะปฏิเสธการรักษาหากต้องรักษาด้วยวิธีการผ่าตัด แต่ข้อดีของการรักษาด้วยการผ่าตัด คือสามารถทำเส้นเลือดได้ทุกเส้นในการผ่าตัดเพียงครั้งเดียว และในระยะยาวยังให้ผลดีกับผู้ป่วย เพราะโอกาสกลับมาเป็นซ้ำมีน้อย จากสถิติในปี 2564 พบว่า ประเทศไทยมีการรักษาคนไข้อาการเส้นเลือดหัวใจตีบด้วยวิธีการผ่าตัดประมาณ 5,800 ราย ที่ จากสถิติที่ผ่านมา พบว่าการเสียชีวิตจากการผ่าตัดโรคหัวใจมีน้อยกว่า 5% คนไข้ที่เข้ารับการผ่าตัดจะสามารถออกจากโรงพยาบาลได้ภายใน 5-7 วัน และกลับมาใช้ชีวิตได้ตามปกติภายใน 1-3 เดือน
โอกาสเป็นซ้ำมีได้หากไม่ปรับเปลี่ยนพฤติกรรม
แม้ว่าการรักษาด้วยวิธีการผ่าตัดจะให้ผลดี แต่คนไข้ก็มีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำได้ในเวลาไม่นาน หากไม่มีการปรับเปลี่ยนพฤติกรรม เช่น ไม่ควบคุมอาหาร ไม่ควบคุมน้ำหนัก หรือการกลับไปสูบบุหรี่ ซึ่งคนไข้ที่กลับมาเป็นซ้ำ ทีมแพทย์จะต้องพิจารณาแนวทางการรักษาใหม่ เพราะการผ่าตัดซ้ำจะมีความเสี่ยงสูงเป็น 2 เท่า
ข้อมูลจากโรงพยาบาลนวเวช มุ่งมั่นให้บริการทางการแพทย์ที่ดีมีคุณภาพ และเข้าถึงง่าย Accessible Quality Healthcare พร้อมดูแลสุขภาพของทุกคนอย่างเข้าอกเข้าใจ หากมีข้อสงสัย สามารถสอบถามรายละเอียดและขอรับคำปรึกษาได้ที่ ศูนย์โรคหัวใจและทรวงอก โทร. 02 483 9999 I www.navavej.com หรือ https://www.facebook.com/NavavejInternationalHospital