โรคฝีดาษลิง (Monkeypox) ที่กำลังระบาดในหลายประเทศตอนนี้เป็นที่จับตาและเฝ้าระวังทั่วโลก ล่าสุดมีรายงานว่าพบผู้เข้าข่ายสงสัยว่าเป็นฝีดาษลิงในไทย แต่ผลการตรวจจากห้องปฏิบัติการทั้งจากกรมวิทยาศาสตร์การแพทย์และโรงพยาบาลจุฬาลงกรณ์ ยืนยันตรงกันว่าไม่ใช่ “โรคฝีดาษลิง” แต่เป็นการติดเชื้อ “โรคเริม” ทั้ง 2 โรคนี้มีอาการเหมือนหรือต่างกันอย่างไร

อาการของโรคฝีดาษลิงกับโรคเริม 

อาการฝีดาษลิง

อาการของโรคฝีดาษลิง จะแสดงหลังจากติดเชื้อไปแล้วประมาณ 12 วัน มีลักษณะอาการดังนี้

  • มีไข้ หนาวสั่น
  • ปวดศีรษะ
  • ต่อมน้ำเหลืองโต
  • ปวดกล้ามเนื้อ
  • อ่อนเพลีย
  • อาจมีอาการไอ หรือปวดหลังร่วมด้วย
  • มีผื่นขึ้นกระจายตามร่างกาย และกลายเป็นตุ่มหนอง

อาการป่วยดังกล่าวจะเป็นอยู่ประมาณ 2-4 สัปดาห์ โดยผู้ป่วยส่วนใหญ่จะหายจากโรคได้เอง แต่ถ้าหากผู้ป่วยมีภูมิต้านทานโรคต่ำหรือมีโรคประจำตัว อาจเกิดโรคแทรกซ้อนร้ายแรง เช่น ปอดบวม หรือเสียชีวิตได้

อาการโรคเริม

  • มีตุ่มพองใสเล็กๆ ที่บริเวณผิวหนัง
  • ปวดแสบปวดร้อนบริเวณตุ่มแผล
  • ตุ่มใสแตกออกและตกสะเก็ด
  • หากติดเชื้อ แผลจะลุกลามและมีขนาดใหญ่
  • มีไข้
  • อ่อนเพลีย
  • ปวดเมื่อยตามร่างกาย
  • พบบ่อยที่บริเวณริมฝีปาก ตา ลำตัว และทวารหนัก

สาเหตุของโรคฝีดาษลิงและโรคเริม

โรคฝีดาษลิง มีสาเหตุจากอะไร

โรคฝีดาษลิงเป็นโรคเกิดจากเชื้อไวรัส ซึ่งทำให้เกิดอาการในคนคล้ายกับโรคไข้ทรพิษหรือโรคฝีดาษ ซึ่งถูกกวาดล้างหมดไปจากโลกแล้ว ตั้งแต่ปี 2523 แต่โรคฝีดาษลิงยังเกิดขึ้นประปรายในบางพื้นที่ของทวีปแอฟริกา

...

อย่างไรก็ตาม วันนี้การระบาดของโรคฝีดาษลิงได้แพร่กระจายไปในหลายประเทศทั่วโลก โดยรายงานล่าสุด (30 พ.ค. 2565) จากกรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุขเผยว่าพบผู้ป่วยฝีดาษลิงทั่วโลก จำนวน 494 ราย อาการที่พบคือ

  1. ผื่น ตุ่ม หนอง 99% (อวัยวะเพศ 38% ปาก 18% ทวารหนัก 1%)
  2. ไข้ 28%
  3. ต่อมน้ำเหลืองที่ขาหนีบโต ปวดกล้ามเนื้อ 1%
  4. อื่นๆ

สาเหตุของโรคเริม

โรคเริม เป็นโรคผิวหนังชนิดหนึ่งที่เกิดจากการติดเชื้อไวรัสชื่อ Herpes Sinplex Virus (HSV) ซึ่งจะมีอยู่ 2 ชนิดด้วยกัน คือ HSV type 1 และ HSV type 2 โดยเชื้อ HSV นั้นทำให้เกิดเริมได้ที่บริเวณผิวหนัง และในส่วนชั้นเยื่อเมือกของร่างกาย โดยสามารถเกิดได้กับทุกเพศ ทุกวัย ความแตกต่างระหว่าง 2 ชนิดนี้คือ

  • HSV type 1 มักเกิดบริเวณปากและผิวหนังเหนือสะดือขึ้นไป พบได้ในเด็กและผู้ใหญ่ เชื้อตัวนี้ไม่ติดต่อทางเพศสัมพันธ์ แต่ติดต่อกันโดยการสัมผัส
  • HSV type 2 เชื้อมักเกิดบริเวณอวัยวะเพศ และติดต่อกันทางเพศสัมพันธ์

การป้องกันโรคฝีดาษลิงและโรคเริม

วิธีป้องกันการติดโรคฝีดาษลิง

  • หลีกเลี่ยงการสัมผัสกับสัตว์ป่วย สัตว์ที่เป็นพาหะโดยเฉพาะลิง และสัตว์ฟันแทะ
  • หมั่นล้างมือด้วยสบู่ หรือเจลแอลกอฮอล์บ่อยๆ โดยเฉพาะหลังสัมผัสสัตว์ หรือสิ่งของสาธารณะ
  • หลีกเลี่ยงการสัมผัสสารคัดหลั่ง บาดแผล เลือด น้ำเหลืองของสัตว์
  • ใส่หน้ากากอนามัย เมื่อต้องเดินทางไปยังสถานที่เสี่ยงมีการแพร่ระบาด
  • หลีกเลี่ยงการสัมผัสสารคัดหลั่ง แผล ตุ่มหนอง หรือตุ่มน้ำใส จากผู้มีประวัติเสี่ยง หรือสงสัยว่าติดเชื้อ กรณีที่สัมผัสเชื้อไปแล้ว ควรฉีดวัคซีนป้องกันในกรณีที่ยังไม่เกิน 14 วัน

ทั้งนี้วัคซีนป้องกันไข้ทรพิษ สามารถช่วยลดความเสี่ยงในการติดเชื้อได้ แต่จะต้องฉีดในกลุ่มคนที่มีความเสี่ยงติดเชื้อเท่านั้น และยังสามารถรับวัคซีนได้ภายหลังจากการได้รับเชื้อไม่เกิน 14 วัน

วิธีป้องกันโรคเริม

  • เลี่ยงการสัมผัสกับสารคัดหลั่งของผู้ป่วย เช่น ไม่จูบ ไม่มีเพศสัมพันธ์ แยกของใช้ส่วนตัว อย่างผ้าเช็ดหน้า ผ้าเช็ดตัว ช้อน ส้อม แก้วน้ำ
  • ถ้าเป็นเริมบริเวณใกล้ตาหรือคิ้วควรรีบปรึกษาจักษุแพทย์ เพราะอาจลุกลามเข้ากระจกตา และทำให้ตาบอดได้
  • หลีกเลี่ยงสาเหตุที่กระตุ้นให้เป็นซ้ำ ได้แก่ ความเครียด การเป็นไข้ อ่อนเพลีย รอยถลอกที่ผิวหนัง
  • รักษาร่างกายให้แข็งแรงอยู่เสมอ พักผ่อนให้เพียงพอ ออกกำลังกายเป็นประจำ
  • หากเป็นที่บริเวณอวัยวะเพศ ควรงดการมีเพศสัมพันธ์จนกว่าจะหายสนิท
  • ผู้หญิงที่ตั้งครรภ์ควรปรึกษาแพทย์ เพราะอาจส่งผลกระทบถึงลูกในครรภ์ได้

สิ่งที่มีความคล้ายกันของโรคฝีดาษลิงและโรคเริม แล้วทำให้เกิดความสับสนก็คือ โรคเริมส่วนมากจะกระจุกอยู่เฉพาะที่ เช่น บริเวณริมฝีปาก อยู่ภายในปากบริเวณกระพุ้งแก้ม รวมถึงบริเวณอวัยวะเพศลงไปถึงก้น ขณะที่ผู้ป่วยโรคฝีดาษลิงบางรายที่ยังไม่พบตุ่มหนองบริเวณใบหน้า ลำตัว แขนขา แต่เกิดที่บริเวณอวัยวะเพศ แล้วไม่รู้ตัวและมีเพศสัมพันธ์กันจนเป็นสาเหตุหนึ่งที่เกิดการติดเชื้อและแพร่กระจายได้

ด้วยเหตุนี้จึงทำให้ตุ่มของโรคเริมที่เกิดบริเวณอวัยวะเพศกลายเป็นที่กังวลว่าจะเป็นโรคฝีดาษลิงหรือไม่ ดังนั้นจึงควรป้องกันและตรวจหาสาเหตุ พร้อมทำการรักษา จึงเป็นทางออกที่ดีที่สุด

อ้างอิงข้อมูล: กรมควบคุมโรค กระทรวงสาธารณสุข, สถาบันโรคผิวหนัง