หากคุณเป็นคนหนึ่งที่ชอบกินน้ำหวาน ของหวานเป็นประจำ และหากกินติดต่อกันทุกวันเป็นประจำ จะทำให้มีโอกาสเป็น “โรคเบาหวาน” หรือไม่ คอลัมน์ “ศุกร์สุขภาพ” สัปดาห์นี้ มีคำตอบ
“โรคเบาหวาน” เป็นภาวะที่ร่างกายมีความบกพร่องในการนำน้ำตาลเข้าสู่เซลล์ เพื่อใช้เป็นพลังงานในร่างกาย ซึ่งเกิดขึ้นจากภาวะขาดอินซูลิน หรือดื้ออินซูลิน โดยในภาวะปกติฮอร์โมนอินซูลินที่ถูกสร้างมาจากเซลล์ของตับอ่อน มีหน้าที่นำน้ำตาลเข้าสู่เซลล์ไปใช้เป็นพลังงาน เมื่อน้ำตาลเข้าสู่เซลล์ลดน้อยลง หรือไม่ได้ จึงทำให้ระดับน้ำตาลในเลือดสูงกว่าปกติ โรคเบาหวานแบ่งเป็น 4 ชนิด ดังนี้
1. เบาหวานชนิดที่ 1 (type 1 diabetes mellitus, T1DM) เกิดจากเซลล์ตับอ่อนถูกทำลายจากภูมิคุ้มกันของร่างกาย ทำให้ขาดอินซูลิน มักพบในเด็ก
2. เบาหวานชนิดที่ 2 (type 2 diabetes mellitus, T1DM) เป็นชนิดที่พบบ่อยที่สุด ร้อยละ 95 ของผู้ป่วยเบาหวานทั้งหมด เกิดจากภาวะดื้อต่ออินซูลิน และ/หรือภาวะขาดอินซูลิน มักพบในผู้ใหญ่ที่มีประวัติคนในครอบครัวเป็นเบาหวานหลายคนร่วมกับที่มีน้ำหนักเกิน หรืออ้วนร่วมด้วย ซึ่งในบทความนี้จะกล่าวถึง “โรคเบาหวานชนิดที่ 2” เท่านั้น
...
3. เบาหวานขณะตั้งครรภ์ (gestational diabetes mellitus, GDM) เป็นโรคเบาหวานที่เกิดขึ้นขณะตั้งครรภ์ มักเกิดเมื่อไตรมาส 2-3 ของการตั้งครรภ์
4. เบาหวานที่มีสาเหตุจำเพาะ (specific types of diabetes due to other causes) เกิดจากหลายสาเหตุ เช่น โรคทางพันธุกรรม โรคของตับอ่อน โรคทางต่อมไร้ท่อ ยาบางชนิด เช่น สเตียรอยด์ เป็นต้น
อุบัติการณ์ของโรค
สถานการณ์โรคเบาหวานทั่วโลกมีผู้ป่วยจำนวน 463 ล้านคน และคาดการณ์ว่าในปี 2588 จะมีผู้ป่วยเบาหวานจำนวน 629 ล้านคน ส่วนในประเทศไทยพบผู้เป็นเบาหวานมีจำนวนเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง สถิติในปี พ.ศ.2564 ในประชากรผู้ใหญ่ช่วงอายุประมาณ 20-79 ปี พบความชุกของโรคเบาหวานร้อยละ 9.7 หรือประมาณ 6,000,000 คน (ref https://diabetesatlas.org/data/en/country/196/th.html) ซึ่งเบาหวานชนิดที่ 2 เป็นชนิดที่พบมากที่สุดดังที่กล่าวไปข้างต้น
สาเหตุของโรค แบ่งออกเป็น 2 สาเหตุ คือ
1. สาเหตุที่เปลี่ยนแปลงไม่ได้ มีดังนี้
อายุ ที่เพิ่มมากขึ้น ผู้สูงอายุ ความสามารถของตับอ่อนในการสร้างอินซูลินลดลงไป
พันธุกรรม มีส่วนอยู่บ้าง แต่เป็นเรื่องที่มีความซับซ้อน ไม่สามารถระบุได้ชัดเจนว่ายีนตัวใดตัวหนึ่งเพียงตัวเดียวที่เป็นสาเหตุของโรคเบาหวานชนิดที่ 2
2. สาเหตุที่เปลี่ยนแปลงได้ มีดังนี้
ความอ้วน
การไม่ออกกำลังกาย
พฤติกรรมการกินอาหารที่ไม่มีประโยชน์ เช่น อาหารที่มีไขมันสูง อาหารประเภทน้ำตาลเชิงเดี่ยวสูง ซึ่งต้องย้ำว่าสาเหตุที่กล่าวมาในข้อที่ 2 ข้างต้น ล้วนเป็นสาเหตุที่คนสามารถปรับเปลี่ยนเพื่อลดความเสี่ยงของการเป็นเบาหวานได้
ส่วนสาเหตุของเบาหวานชนิดที่ 2 นั้น ตั้งต้นเกิดจากภาวะดื้ออินซูลิน กล่าวคือ ร่างกายไม่สามารถนำกลูโคส หรือน้ำตาล เข้าเซลล์นำไปใช้เป็นพลังงานได้ตามปกติ ตับอ่อนต้องหลั่งอินซูลินจำนวนมากขึ้น เพื่อดึงน้ำตาลเข้าสู่เซลล์ ต่อมาในระยะยาวเมื่อเป็นเบาหวานนานขึ้น ความสามารถของตับอ่อนในการหลั่งอินซูลินลดลง เกิดภาวะขาดอินซูลินร่วมด้วย ผู้ป่วยเบาหวานชนิดที่ 2 ส่วนหนึ่งจึงต้องได้รับการฉีดอินซูลิน เนื่องจากตับอ่อนไม่สามารถผลิตอินซูลินได้ตามที่ร่างกายต้องการนั่นเอง
อาการ
อาการของโรคเบาหวานมีตั้งแต่ไม่มีอาการอะไรเลย แต่ตรวจพบเมื่อไปตรวจสุขภาพประจำปี ซึ่งคนที่อายุ 35 ปีขึ้นไป จึงควรได้รับการเจาะเลือดเพื่อดูระดับน้ำตาลในเลือด
อาการจากการที่น้ำตาลสูง มีหลายอย่าง เช่น หิวน้ำบ่อย ปัสสาวะบ่อย โดยเฉพาะเวลากลางคืน จะต้องตื่นมาปัสสาวะอย่างน้อย 2-3 ครั้ง เพลีย ไม่มีพลังงาน ไม่มีแรงทำงาน น้ำหนักลด เป็นต้น
อาการจากผลแทรกซ้อนเฉียบพลัน เกิดจากการที่ร่างกายมีน้ำตาลสูงมาก แบ่งออกเป็น
1. ภาวะน้ำตาลสูงจนเลือดเป็นกรด (Diabetic Ketoacidosis) เป็นภาวะฉุกเฉินที่พบได้ในผู้ป่วยเบาหวาน ซึ่งจะมาด้วยอาการคลื่นไส้ อาเจียน หายใจลำบาก หอบ เหนื่อย เพลีย และอาจเป็นอันตรายถึงชีวิตหากได้รับการรักษาไม่ทันเวลา
...
2. ภาวะน้ำตาลสูงจนเลือดข้น (Hyperglycemic Hyperosmolar State) ผู้ป่วยมาด้วยอาการซึมร่วมกับมีระดับน้ำตาลในเลือดสูงมาก
ภาวะแทรกซ้อน 2 ข้อที่กล่าวมาข้างต้นนี้ เป็นภาวะฉุกเฉินที่จะต้องรีบไปโรงพยาบาลและได้รับการรักษาอย่างเร่งด่วน เพื่อลดอันตรายต่างๆ ที่อาจจะเกิดขึ้น
อันตรายและภาวะแทรกซ้อน
โรคเบาหวาน จัดเป็นโรคเรื้อรัง หากเกิดขึ้นแล้วก็จะต้องติดตามการรักษาอย่างต่อเนื่อง เพื่อป้องกันภาวะแทรกซ้อนระยะเรื้อรังที่อาจจะเกิดขึ้นในอนาคตได้
ภาวะแทรกซ้อนของโรคเบาหวานมีด้วยกันหลากหลาย เพราะการที่มีระดับน้ำตาลในเลือดสูง จะส่งผลกระทบต่อหลอดเลือดทุกเส้นในร่างกาย จึงแบ่งภาวะแทรกซ้อนของเบาหวานระยะยาวได้เป็นภาวะแทรกซ้อนที่เกิดกับหลอดเลือดขนาดเล็กและขนาดใหญ่
ภาวะแทรกซ้อนจากหลอดเลือดขนาดเล็ก
- ผลแทรกซ้อนของเบาหวานที่ตา ผู้ป่วยจะมีอาการตามัว มองไม่เห็น มองไม่ชัด ดังนั้นผู้เป็นเบาหวานจะต้องได้รับการตรวจสุขภาพตาอย่างน้อยปีละครั้ง
- ผลแทรกซ้อนของเบาหวานที่ไต ผู้ป่วยจะมีอาการปัสสาวะเป็นฟอง บวม หรือมาด้วยอาการไตวาย
- เบาหวานที่ส่งผลต่อเส้นประสาท ผู้ป่วยจะมีอาการชามือ ชาเท้า บางครั้งผู้ป่วยมีแผลที่เท้าโดยที่ไม่รู้ตัว ไม่ได้รับการรักษา แผลหายช้า หากไม่ได้รับการรักษาอย่างถูกต้องและทันท่วงที อาจจะลุกลามจนกลายเป็นแผลติดเชื้อ และเป็นสาเหตุให้ต้องถูกตัดขาได้
...
ภาวะแทรกซ้อนจากหลอดเลือดขนาดใหญ่
- โรคกล้ามเนื้อหัวใจขาดเลือด ผู้ป่วยจะมาด้วยอาการแน่นหน้าอก หอบ เหนื่อย
- โรคอัมพฤกษ์ อัมพาต เกิดจากการที่เส้นเลือดขนาดใหญ่ที่สมองเกิดความผิดปกติ ผู้ป่วยจะมาด้วยอาการชาข้างใดข้างหนึ่ง
สัปดาห์หน้ายังมีเรื่องราวน่ารู้ของการวินิจฉัยโรค การรักษา การดูแลตนเอง และการป้องกันโรคเบาหวาน รอติดตามกันนะคะ
@@@@@@
แหล่งข้อมูล
รศ.พญ.หทัยกาญจน์ นิมิตพงษ์ ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล