“มะเร็งปากมดลูก” เป็นมะเร็งของอวัยวะสืบพันธุ์สตรีที่พบบ่อยที่สุดในผู้หญิงไทย และทำให้มีผู้ป่วยเสียชีวิตเป็นจำนวนมาก ซึ่งสาเหตุหลักของมะเร็งปากมดลูกคือ เกิดจากเชื้อไวรัส Human Papilloma Virus (HPV) ซึ่งมักติดต่อกันทางเพศสัมพันธ์

ปัจจุบันเป็นที่น่ายินดีที่มีวัคซีนที่สามารถป้องกันโรคมะเร็งปากมดลูกได้ โดยแบ่งออกเป็น 3 ชนิดคือ

1. ชนิด 2 สายพันธุ์ ชื่อ CERVARIX สามารถป้องกันการติดเชื้อสายพันธุ์ 16, 18

2. ชนิด 4 สายพันธุ์ ชื่อ GARDASIL สามารถป้องกันการติดเชื้อสายพันธุ์ 6, 11, 16, 18, (โรคหูดหงอนไก่)

3. ชนิดใหม่ ที่เพิ่งเกิดขึ้นเมื่อปลายปี 2563 ชื่อ Human Papillomavirus 9 – Valent Vaccine ซึ่งจะป้องกันการติดเชื้อสายพันธุ์ 6, 11, 16, 18, (โรคหูดหงอนไก่) และเพิ่มมาอีก 5 สายพันธุ์ คือ 31, 33, 45, 52, 58

ชนิด 2 สายพันธุ์ และ 4 สายพันธุ์ ราคาจะอยู่ที่เข็มละประมาณ 2,000-3,000 บาท (แตกต่างกันไปในแต่ละโรงพยาบาล) ส่วนชนิดใหม่ล่าสุด 9 สายพันธุ์ ราคาเข็มละ 6,000 กว่าบาท

...

การฉีดวัคซีน HPV ชนิดใหม่ ฉีดอย่างไร

หากฉีดเข็มแรกก่อนอายุ 15 ปี ฉีดเพียง 2 เข็ม ห่างกัน 6-12 เดือน แต่หากฉีดเข็มแรกหลังอายุ 15 ปีเป็นต้นไป ฉีด 3 เข็ม ฉีดเป็น 0, 2, 6 หรือ 0, 1, 6

ผลข้างเคียงจากการฉีดวัคซีน

ผลข้างเคียงเหมือนกับการฉีดวัคซีนทั่วไป กล่าวคือ มีอาการปวด บวม แดง มีไข้ คลื่นไส้ เวียนศีรษะ ซึ่งเป็นผลข้างเคียงที่ไม่ได้เกิดอันตรายแก่ผู้ฉีด

ถ้าเคยฉีดวัคซีน 4 สายพันธุ์มาแล้ว ต้องฉีดใหม่ด้วยวัคซีน 9 สายพันธุ์หรือไม่

กรณีที่ผู้หญิงเคยฉีดวัคซีน 4 สายพันธุ์มาแล้ว อาจจะฉีดหรือไม่ฉีดใหม่ก็ได้ เนื่องจากวัคซีน 4 สายพันธุ์สามารถป้องกันมะเร็งปากมดลูกได้ตั้งแต่ 50 ถึง 90 กว่าเปอร์เซ็นต์ (ขึ้นกับกลุ่มประชากร) อยู่แล้ว การฉีดวัคซีน 9 สายพันธุ์เพิ่ม จะเพิ่มอัตราการป้องกันขึ้นประมาณ 10 เปอร์เซ็นต์ และจากข้อมูลในปัจจุบันยังไม่มีแนวทางชัดเจนว่าถ้าฉีดเพิ่ม ควรฉีดครบ 3 เข็ม หรือเพียง 2 เข็ม จำเป็นต้องติดตามข้อมูลต่อไป

สำหรับคนที่เคยเป็นโรค HPV แล้ว การฉีดวัคซีนก็ยังจำเป็น เนื่องจากเชื้อไวรัส HPV มีหลายสายพันธุ์ การฉีดวัคซีนตัวใหม่ล่าสุด จะสามารถป้องกันการติดเชื้อ HPV ได้มากถึง 9 สายพันธุ์ และป้องกันโรคมะเร็งปากมดลูกในอนาคตได้ ผู้หญิงทุกคนโดยเฉพาะในเด็กผู้หญิงอายุตั้งแต่ 12 ปีขึ้นไป ควรได้รับการฉีดวัคซีน HPV ซึ่งหากสามารถฉีดชนิดป้องกันได้ 9 สายพันธุ์ ก็จะทำให้ห่างไกลจากโรคมะเร็งปากมดลูกได้อย่างแน่นอน ซึ่งในอนาคต โรคมะเร็งปากมดลูกก็จะพบน้อยลงเรื่อยๆ หากการฉีดวัคซีนครอบคลุมหญิงเจริญพันธุ์ทั่วทั้งประเทศ

______________________________________________

แหล่งข้อมูล
รศ.ดร.พญ.อารีย์พรรณ โสภณสฤษฎ์สุข ภาควิชาสูติศาสตร์-นรีเวชวิทยา คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล