ปลดล็อกโรคอ้วน... ลดเสี่ยงโรคผิวหนัง

ข่าว

    ปลดล็อกโรคอ้วน... ลดเสี่ยงโรคผิวหนัง

    Advertorial

    24 พ.ย. 2564 10:12 น.

    อาจมีหลายคนที่เคยมีความผิดปกติทางผิวหนังบ่อย มีอาการเป็นๆ หายๆ หรือรักษาแล้วก็กลับมาเป็นซ้ำอีก ทั้งที่พยายามระมัดระวังดูแลตนเองเป็นอย่างดี นั่นอาจเป็นการแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ แต่แท้ที่จริงแล้วการเกิดโรคผิวหนังเหล่านั้น อาจมีสาเหตุที่ซ่อนเร้นมาจากการมีภาวะน้ำหนักเกิน หรือ โรคอ้วน โดยที่เราไม่รู้ก็เป็นได้

    “โรคอ้วนจัดเป็นโรคชนิดหนึ่ง เกิดจากการที่ร่างกายมีไขมันสะสมมากจนทำให้เกิดผลเสียต่อสุขภาพตามมา การจะบอกได้ว่าเป็นโรคอ้วนหรือไม่นั้น ประเมินเบื้องต้นได้จากดัชนีมวลกาย (BMI) โดยคำนวณจากค่าน้ำหนักตัวหน่วยเป็นกิโลกรัม หารด้วยส่วนสูงหน่วยเป็นเมตร ยกกำลังสอง ถ้าดัชนีมวลกายเกิน 25 ขึ้นไปจะถือว่าเริ่มมีภาวะโรคอ้วน แต่สำหรับชาวเอเชียจะถือเกณฑ์การเริ่มมีภาวะน้ำหนักตัวเกินอยู่ที่ 23 ซึ่งถ้า BMI อยู่ที่ระดับนี้ เราก็ควรเริ่มให้ความสำคัญกับการควบคุมน้ำหนักอย่างเคร่งครัด” นพ.อรรถกร ถาวรสวัสดิ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวพรรณ กล่าว

    การเป็นโรคอ้วนส่งผลต่อสุขภาพในระยะยาว โดยเป็นปัจจัยสำคัญในการเพิ่มอัตราการเสียชีวิต และความเสี่ยงต่อโรคต่างๆ โดยความอ้วนมักสัมพันธ์กับกลุ่มอาการเมแทบอลิกและโรคไม่ติดต่อเรื้อรังหรือ NCDs เช่น ภาวะไขมันสูง โรคเบาหวาน โรคความดันโลหิตสูง โรคหัวใจและหลอดเลือด เป็นต้น ความเสี่ยงของคนไทยต่อกลุ่มอาการของโรคดังกล่าวจะมีมากขึ้น ถ้ารอบเอวในชายมากกว่า 36 นิ้ว และในหญิงมากกว่า 32 นิ้ว ทั้งนี้ คนอ้วนเกือบร้อยละ 70 จะเป็นกลุ่มอาการเมแทบอลิก โดยสาเหตุของโรคอ้วนมักมาจาก 2 ปัจจัยหลัก เรื่องใหญ่ๆ คือ พฤติกรรมการบริโภคที่เปลี่ยนไป โดยมักเลือกรับประทานอาหารที่มีรสชาติถูกปาก ซึ่งมักจะมีแคลอรีสูง และไลฟ์สไตล์ในด้านการใช้พลังงานที่ลดลง ปริมาณแคลอรีที่เข้าไปในร่างกายกับที่ใช้ไปไม่สัมพันธ์กัน รวมถึงการไม่ออกกำลังกาย

    นพ.อรรถกร กล่าวเพิ่มเติมว่า “เมื่อเราอ้วนขึ้นร่างกายจะเริ่มมีการเปลี่ยนแปลง สังเกตได้จากน้ำหนักตัวที่เพิ่มขึ้น และเมื่อเข้าสู่ภาวะน้ำหนักเกิน สัญญาณความผิดปกติทางผิวหนังก็จะชัดเจนขึ้น เริ่มจากผิวหนังที่ขยายขึ้นเกิดเป็นผิวหนังแตกลาย (Striae) ไปสู่โรคที่เกี่ยวกับเซลลูไลต์หรือผิวหนังขรุขระคล้ายเปลือกส้ม พบมากบริเวณต้นขา บั้นท้าย และหน้าท้อง ซึ่งโรคอ้วนจะทำให้ผิวเปลือกส้มรุนแรงขึ้น รวมถึงลักษณะผิวแห้งและอาจเกิดการแดง อักเสบบ่อย เนื่องจากผิวหนังสูญเสียความสามารถในการอุ้มน้ำ มีเหงื่อออกง่ายในปริมาณมากแม้อากาศรอบตัวจะอบอ้าวเพียงเล็กน้อย”

    ชั้นไขมันที่หนาขึ้นตามส่วนต่างๆ ของร่างกาย ทำให้เกิดความอับชื้นในบริเวณซอกพับตามส่วนต่างๆ ของร่างกายได้ง่าย ก่อให้เกิดโรคติดเชื้อบริเวณซอกพับ เช่น เชื้อราในร่มผ้า ผิวหนังอักเสบที่ซอกพับ เช่น บริเวณขาหนีบ ใต้ราวนม เนื่องจากการเสียดสีและเกิดการระคายเคือง บางครั้งผิวหนังมีสีคล้ำขึ้น ซึ่ง นพ.อรรถกร อธิบายเพิ่มเติมถึงอันตรายจากความอ้วนที่ส่งผลกระทบต่อโรคผิวหนังว่า ผู้ป่วยที่มีภาวะน้ำหนักเกิน หรือโรคอ้วน มักพบปัญหาคือโรคหนังช้าง (Acanthosis nigricans) โดยลักษณะของผิวหนังจะหนา ขรุขระ มีสีเข้ม ดูเป็นปื้นดำ พบได้บ่อยที่บริเวณข้อพับของร่างกาย เช่น บริเวณหลังคอ รักแร้ ข้อพับแขน ถ้าเป็นมากอาจพบที่บริเวณที่เห็นได้ง่าย เช่น บริเวณหลังมือ และใบหน้า ซึ่งมีโอกาสเกี่ยวข้องกับภาวะดื้ออินซูลินที่เป็นสาเหตุของการเกิดเบาหวานชนิดที่ 2 การระบายของเสียกลับเข้าสู่ระบบไหลเวียนโลหิตทางหลอดเลือดดำทำได้ไม่ดี โอกาสการเกิดแผลกดทับมากกว่าคนปกติ ภาวะระบบภูมิคุ้มกันไม่ดีเท่าที่ควร ทำให้ผิวหนังติดเชื้อง่าย ถ้าเป็นแผลก็จะทำให้แผลหายช้ากว่าปกติ รวมถึงมีอัตราการไหลเวียนเลือดที่มาเลี้ยงผิวหนังเพิ่มขึ้น เส้นเลือดฝอยที่ผิวหนังหดและมีการขยายตัวที่ผิดปกติ เนื่องจากไขมันมีปริมาณเพิ่มขึ้นมาก

    นพ.อรรถกร ถาวรสวัสดิ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวพรรณ
    นพ.อรรถกร ถาวรสวัสดิ์ ผู้เชี่ยวชาญด้านผิวพรรณ

    นอกจากนี้ อาจพบว่าผิวหนังบริเวณแขนขาทั้งสองข้าง มีลักษณะเป็นตุ่มนูนแข็งบนรูขุมขน หรือตุ่มคล้ายสิวเกิดขึ้นบนผิว เมื่อสัมผัสจะรู้สึกสาก ไม่เรียบ ซึ่งเป็นสัญญาณของโรคขนคุด (Keratosis pilaris) บางรายจะเกิดความผิดปกติของผิวหนังบริเวณศีรษะ ผมจะบางลง จะมีผิวแตกลาย เช่นเดียวกับที่พบในหญิงตั้งครรภ์ บริเวณหน้าท้อง บั้นท้าย และต้นขา ผิวหนังที่ฝ่าเท้าทั้งสองข้างจะหนาและแข็ง เนื่องจากต้องรองรับนํ้าหนักตัวที่มากกว่าปกติ รวมถึงอาจพบโรคติดเชื้อแบคทีเรียที่ผิวหนังชนิดต่างๆ ตั้งแต่การอักเสบจนถึงติดเชื้อลามลึกถึงเนื้อเยื่อใต้ผิวหนังได้

    “การรักษาโรคผิวหนังที่เกิดขึ้นควบคู่กับการควบคุมและลดน้ำหนักเป็นการจัดการกับสาเหตุของการเกิดโรคผิวหนังเหล่านี้ที่ต้นเหตุ ซึ่งเมื่อลดน้ำหนักได้แล้วจะพบว่า โรคผิวหนังส่วนใหญ่จะมีอาการดีขึ้นปื้นดำที่ผิวหนังจะบางลง การเกิดขนคุดราบลงได้บ้าง โอกาสการติดเชื้อและผื่นผิวหนังอักเสบจากการเสียดสีจะลดลงได้มาก” นพ.อรรถกร กล่าวและเสริมอีกว่า “ความอ้วนนอกจากจะส่งผลร้ายกับระบบต่างๆ ของร่างกาย เช่นโอกาสการเกิดโรค NCDs สูงแล้ว ผิวหนังซึ่งห่อหุ้มร่างกายอยู่ภายนอกยังมีการเปลี่ยนแปลงได้มาก ซึ่งแม้จะไม่ใช่โรคร้ายแรง แต่ก็มักจะมีโอกาสกลับมาเป็นซ้ำได้อีกบ่อยครั้ง หากมียังคงน้ำหนักเกินอยู่”

    การลดน้ำหนักอย่างถูกวิธีให้ตนเองมีน้ำหนักตัวที่เหมาะสม ด้วยการรับประทานอาหารที่ให้พลังงานเพียงพอต่อการใช้งานในแต่ละวัน โดยคำนึงถึงปริมาณแคลอรี ร่วมกับการออกกำลังกายหรือทำกิจกรรมที่ต้องใช้พลังงานต่อเนื่องอย่างสม่ำเสมอ จะช่วยรักษาสุขภาพจากภายในสู่ภายนอกได้ ทำให้ผิวแข็งแรงขึ้น แต่หากพยายามแล้ว แต่ไม่สามารถลดน้ำหนักลงมาได้ ก็ควรเข้ารับคำปรึกษาจากแพทย์ผู้เชี่ยวชาญเพื่อการลดน้ำหนักอย่างถูกวิธี เพราะภาวะน้ำหนักเกินเป็นโรคที่ต้องรักษา เพื่อไม่ให้กลายเป็นสาเหตุของการเกิดโรคแทรกซ้อนอื่นๆ ตามมา

    “ทุกคนต่างก็ดูดีในแบบฉบับของตัวเองอยู่แล้ว อย่าให้การมองข้ามในเรื่องของน้ำหนักตัวที่ค่อยๆ เพิ่มขึ้น เป็นสาเหตุของการเกิดโรค การเกิดโรคผิวหนังไม่ใช่แค่ผลกระทบในแง่ของความสวยงามของผิวพรรณอย่างเดียว แต่เป็นเรื่องของสุขภาพในระยะยาว ถ้าเราดูดีและมีสุขภาพดีด้วยก็จะเป็นอีกหนึ่งแรงผลักดันให้ทำสิ่งต่างๆ ได้อย่างมั่นใจ และใช้ชีวิตอย่างมีความสุขในอนาคต” นพ.อรรถกร กล่าวทิ้งท้าย

    อ่านเพิ่มเติม...

    แท็กที่เกี่ยวข้อง

    โรคผิวหนังโรคอ้วนภาวะน้ำหนักเกินการควบคุมน้ำหนักอรรถกร ถาวรสวัสดิ์ผิวหนังความอ้วน
    thairath-logo

    ApplicationMy Thairath

    ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
    Trendvg3 logo
    Sonp logo
    inet logo
    วันพุธที่ 1 ธันวาคม 2564 เวลา 07:15 น.
    ติดต่อโฆษณาร่วมงานกับเราติดต่อเรา
    เกี่ยวกับไทยรัฐมูลนิธิไทยรัฐศูนย์ข้อมูลไทยรัฐบริการข่าวไทยรัฐ - App & SMSFAQศูนย์ช่วยเหลือนโยบายความเป็นส่วนตัวเงื่อนไขข้อตกลงการใช้บริการไทยรัฐโลจิสติคส์