ไลฟ์สไตล์
100 year

รู้จัก “โรคทูเร็ตต์” (Tourette Syndrome) (ตอน 1)

คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี
1 ม.ค. 2564 05:02 น.
SHARE

“โรคทูเร็ตต์” เป็นโรคหนึ่งในกลุ่มโรคที่เรียกว่าโรคติกส์ (Tic Disorder) เป็นโรคที่สัมพันธ์กับความผิดปกติของระบบประสาทบางตำแหน่ง ผู้ป่วยจะมีอาการผิดปกติที่จะแสดงออกสำคัญ 2 กลุ่ม คือ ความผิดปกติทางการเคลื่อนไหว (motor tics) หรือความผิดปกติทางการออกเสียง (vocal tics หรือ phonic tics) โดยผู้ป่วยจะเริ่มมีอาการตั้งแต่วัยเด็ก มักจะเริ่มแสดงอาการเมื่ออายุประมาณ 6-7 ขวบ หรือบางรายที่มีอาการรุนแรงก็อาจจะเริ่มมีอาการตั้งแต่อายุน้อยกว่านั้น

สาเหตุของโรค

ปัจจัยหลักของการเป็นโรคทูเร็ตต์ คือ ความผิดปกติของสมองส่วน เบซัล แกงเกลีย (Basal ganglia) พบว่าเซลล์ประสาทบางชนิดที่คอเดท (Caudate) มีการกระตุ้นการทำงานมากเกินไป และเกี่ยวข้องกับความผิดปกติของสารสื่อประสาทที่ชื่อโดปามีน (dopamine)

โดยเกิดจากปัจจัยทางพันธุกรรมเป็นสำคัญ ปัจจุบันพบว่ามียีนที่สัมพันธ์กับการเกิดโรคทูเร็ตต์หลายตำแหน่ง รวมถึงปัจจัยด้านสภาพแวดล้อมที่ทำให้เกิดความผิดปกติระหว่างการพัฒนาของสมอง อาจจะตั้งแต่ในครรภ์หรือวัยเด็ก ก็อาจจะทำให้เกิดอาการได้เช่นกัน

อาการ

อาการของโรคทูเร็ตต์จะมี 2 อย่างหลักๆ คือ คือ ความผิดปกติทางการเคลื่อนไหว (motor tics) หรือความผิดปกติทางการออกเสียง (vocal tics หรือ phonic tics)

ผู้ป่วยมักจะเริ่มต้นด้วยการมีอาการของโรคติกส์ทางการเคลื่อนไหวก่อน มักจะเป็นอาการกระตุกกล้ามเนื้อ ที่เริ่มจากกล้ามเนื้อมัดเล็ก ๆ ก่อน เช่น กะพริบตาบ่อยๆ หรือกระตุกกล้ามเนื้อบริเวณใบหน้า เป็นต้น ผู้ป่วยสามารถควบคุมอาการกระตุกกล้ามเนื้อของตัวเองได้ในระดับหนึ่งในระยะเวลาสั้นๆ แต่จะไม่สามารถควบคุมได้ทั้งหมด และมักจะมีอาการมากขึ้นหลังจากการตั้งใจควบคุมอาการไว้นานๆ ผู้ป่วยมักมีอาการหรือความรู้สึกบางอย่างก่อนที่จะมีอาการกระตุกกล้ามเนื้อบริเวณนั้นๆ เช่น

     - รู้สึกเคืองตา ก่อนจะมีอาการกะพริบตาถี่ ๆ

     - รู้สึกเมื่อย ตึงคอ หรือไม่สบายที่กล้ามเนื้อบริเวณใบหน้าหรือลำคอ ก็จะมีอาการกระตุกกล้ามเนื้อบนิเวณนั้นๆ เมื่อได้มีการกระตุกกล้ามเนื้อในตำแหน่งนั้นๆ แล้ว จะรู้สึกสบายขึ้นหรือรู้สึกดีขึ้น

เมื่อเริ่มมีอาการมักจะเริ่มจากการเคลื่อนไหวผิดปกติของกล้ามเนื้อมัดเล็กก่อน แต่ในกรณีที่มีอาการมากขึ้น ก็จะมีอาการที่กล้ามเนื้อมัดใหญ่ขึ้นได้ เช่น บิดตัว กระโดด หรือเลียนแบบท่าทางผู้อื่นแบบกระตุกๆ เป็นต้น

อาการที่เป็นความผิดปกติทางการออกเสียง หรือ vocal tics ผู้ป่วยจะรู้สึกไม่สบายบางอย่าง (urge) และต้องส่งเสียงออกมาเพื่อคลายความไม่สบายนั้น เริ่มต้นมักจะเป็นเสียงธรรมดาๆ ก่อน เช่น เสียงสูดน้ำมูก เสียงกระแอมไอ อ่ะแฮ่มๆ อ่ะฮึ่มๆ เสียงขากเสมหะ เป็นต้น ต่อมาเมื่อมีอาการมากขึ้นก็จะเป็นเสียงแปลกๆ เช่น อึ๊ดๆ ให้มีเสียงออกมาจากในลำคอ เมื่อได้เปล่งเสียงเหล่านี้ผู้ป่วยจะรู้สึกสบายขึ้นในระดับหนึ่งเช่นเดียวกับอาการกระตุกของกล้ามเนื้อ ในบางรายจะออกเสียงเป็นคำที่มีความหมายเลย ซึ่งมักจะเป็นคำหยาบ คำด่า หรือคำที่เกี่ยวข้องกับเรื่องทางเพศ

การที่จะได้รับวินิจฉัยว่าเป็นโรคทูเร็ตต์ จะต้องมีอาการหลักทั้ง 2 ด้านที่กล่าวมาข้างต้น และมีอาการมานานมากกว่า 1 ปี

อาการเคลื่อนไหวผิดปกติของโรคทูเร็ตต์นี้ จะต่างจากโรคที่มีความผิดปกติทางระบบประสาทอื่นๆ ซึ่งมักจะไม่สามารถควบคุมตนเองได้เลย แต่ผู้ป่วยโรคทูเร็ตต์จะสามารถควบคุมตนเองได้ในระดับหนึ่ง แต่ไม่ได้หมายความว่าควบคุมได้ทั้งหมด กล่าวคือ สามารถบังคับตนเองหยุดอาการกระตุกนั้นได้บ้าง แต่ความรู้สึกไม่สบายดังกล่าวจะยังคงมีอยู่ และถ้ามีการควบคุมไม่ให้แสดงอาการมากๆ มักจะยิ่งทำให้มีอาการมากยิ่งขึ้นกว่าเดิมไประยะหนึ่ง

ประเภทของโรคติกส์ (Tic disorder) แบ่งเป็น 3 ประเภท คือ

1. Transient tic disorder พบได้ร้อยละ 6-20 ในเด็กวัยเรียน

เด็กที่เป็นโรคนี้จะมีอาการผิดปกติทางการเคลื่อนไหว (motor tics) หรืออาการผิดปกติทางการออกเสียง (vocal tics) อย่างใดอย่างหนึ่งในระยะเวลาไม่เกิน 1 ปี เนื่องจากพบได้บ่อยถึงร้อยละ 6-20 ในเด็กวัยเรียน ดังนั้นในนักเรียน 1 ห้อง จะมีเด็กหลายคนที่เคยมีอาการของโรคกลุ่มนี้ ที่จะสังเกตได้บ่อยคืออาการกะพริบตาถี่ ๆ ชอบบิดคอ เกร็งกระตุกกล้ามเนื้อบางส่วนของร่างกาย

2. Chronic tic disorder เป็นโรคติกส์ที่มีอาการเรื้อรัง คือมีอาการผิดปกติทางการเคลื่อนไหว (motor tics) หรืออาการผิดปกติทางการออกเสียง (vocal tics) อย่างใดอย่างหนึ่ง นานมากกว่า 1 ปี พบว่ามีเด็กที่เป็นโรคในกลุ่มนี้ประมาณร้อยละ 1-2 ของเด็กวัยเรียน

3. Tourette syndrome หรือโรคทูเร็ตต์ เป็นโรคติกส์ที่ผู้ป่วยมีอาการทั้ง 2 ด้าน คือ อาการผิดปกติทางการเคลื่อนไหว (motor tics) และอาการผิดปกติทางการออกเสียง (vocal tics) อย่างเรื้อรัง คือ มีอาการทั้ง 2 ด้านนานมากกว่า 1 ปี โดยอาจจะไม่ได้มีอาการทั้ง 2 ด้านพร้อมกันตลอดเวลา เป็นโรคที่พบได้บ่อยน้อยกว่า 2 โรคข้างบน พบได้ตั้งแต่ 4-40 ต่อเด็ก 10,000 คน ขึ้นอยู่กับความละเอียดของเกณฑ์ในการสังเกตพฤติกรรมของเด็ก

ผลกระทบ

โรคทูเร็ตต์เป็นโรคที่ไม่ได้มีความร้ายแรง หรืออันตรายทางด้านร่างกายมากนัก แต่จะมีผลทางด้านจิตใจมากกว่า เนื่องจากเวลาที่ผู้ป่วยทำเสียงหรือท่าทางแปลกๆ ก็จะทำให้โดนเพื่อนล้อ โดยที่ตัวผู้ป่วยเองก็ไม่ได้อยากจะทำแบบนั้น แต่ที่ต้องแสดงออกมาเพื่อลดความไม่สบายของตัวเองลงเท่านั้นเอง ยกเว้นในรายที่อาการรุนแรงที่อาการกระตุกของกล้ามเนื้ออาจเป็นอันตรายต่อตนเองได้บ้าง

ผู้ป่วยโรคทูเร็ตต์มักจะเป็นโรคสมาธิสั้นร่วมด้วยประมาณร้อยละ 50-60 ประมาณร้อยละ 20-30 จะเป็นโรคไมเกรน และประมาณร้อยละ 50 มักจะมีอาการของโรคโรคย้ำคิดย้ำทำร่วมด้วย

เด็กที่มีอาการรุนแรงหรือการถูกล้อเลียนมากๆ ก็อาจทำให้ผู้ป่วยกลายเป็นโรควิตกกังวล โรคซึมเศร้า ในบางรายก็อาจจะเรียนหนังสือได้ไม่เต็มที่ เรียนไม่ทันเพื่อน เพราะมัวแต่ขยับร่างกาย ส่งเสียงต่าง ๆ ทำให้ขาดสมาธิในการเรียน เป็นต้น

ยังมีเรื่องราวความน่าสนใจของ “โรคทูเร็ตต์” กันอีกในตอน 2 รอติดตามได้สัปดาห์หน้า

__________________________________________

แหล่งข้อมูล

รศ.นพ.ศิริไชย หงส์สงวนศรี ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ศุกร์สุขภาพคณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดีโรคทูเร็ตต์อาการของโรคสาเหตุของโรค

ข่าวแนะนำ

คุณอาจสนใจข่าวนี้

thairath-logo

ApplicationMy Thairath

ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
Trendvg3 logo
วันพุธที่ 3 มีนาคม 2564 เวลา 23:41 น.