การมีรูปร่างที่สวยงาม สมส่วน ล้วนเป็นที่ต้องการของสาวๆ ทุกคน ด้วยเหตุนี้เอง ใครที่มีน้ำหนักหรือไขมันส่วนเกิน หรือมีน้ำหนักเกินกว่ามาตรฐาน ต่างก็สรรหาวิธีมาลดน้ำหนักต่างๆ นานา ไม่ว่าจะเป็นการอดอาหาร และการออกกำลังกาย แต่จะมีคนอยู่กลุ่มหนึ่งที่ลดน้ำหนักมากเกินไป จนเรียกว่าเป็นอาการป่วย ทำให้เกิดอันตรายต่อร่างกายได้หลายระบบ ซึ่งเป็นที่มาของ “โรคคลั่งผอม (Anorexia nervosa)” นั่นเอง
“โรคคลั่งผอม (Anorexia nervosa)” คืออะไร
เป็นโรคที่คนไข้จะมีความวิตกกังวลเกี่ยวกับเรื่องรูปร่าง และน้ำหนักของตนเองที่มากเกินไป ถึงขั้นผิดปกติ กล่าวคือ คนที่รูปร่างปกติหรือผอมแล้ว แต่ก็ยังมีความคิดว่าตนเองยังอ้วนอยู่ คนไข้ก็จะพยายามลดน้ำหนักลงไปอีก ลดจนกระทั่งมีผลทำให้ร่างกายอ่อนเพลีย ไม่มีเรี่ยวแรง และมีผลต่อระบบต่างๆ ของร่างกายค่อนข้างมาก ที่พบได้บ่อยๆ ก่อนอย่างอื่น คืออาการขาดประจำเดือน เนื่องจากฮอร์โมนเกิดความผิดปกติ
เมื่อมีการลดน้ำหนักมากเกินไป จะส่งผลเสียต่อร่างกายทุกระบบ ไม่ว่าจะเป็นความดันโลหิตต่ำลง หัวใจเต้นช้าลง ความผิดปกติของเกลือแร่ต่างๆ ในร่างกาย สมอง ความคิด ความจำแย่ลง มวลกระดูกลดลง และส่งผลให้มีความเสี่ยงต่อการเป็นโรคกระดูกพรุนตอนอายุมากขึ้นได้
ในอดีต คนไข้โรคคลั่งผอมมีอัตราการตายสูงถึงประมาณร้อยละ 5 แต่ปัจจุบันอัตราการตายลดลงมากแล้ว เนื่องจากมีคนรู้จักโรคนี้กันมากขึ้น บุคคลสำคัญคนหนึ่งที่ทำให้โรคนี้เป็นที่รู้จักมากขึ้นคือ คาเรน คาร์เพนเทอร์ นักร้องวงคาร์เพนเทอร์ ที่เสียชีวิตด้วยวัยเพียง 32 ปี จากอาการหัวใจวาย อันสืบเนื่องจากโรคกลัวอ้วน (Anorexia Nervosa) ในปี ค.ศ. 1983 หลังจากนั้นคนทั่วไปก็เริ่มรู้จักโรคนี้ว่าเป็นโรคทางจิตเวชที่ต้องได้รับการรักษาที่รวดเร็ว เมื่อเห็นคนใกล้ตัวมีอาการของโรคคลั่งผอม หรือแม้แต่ผู้ป่วยเอง ก็จะมารับการรักษาเร็วขึ้น ทำให้อัตราการตายลดลงมาก
...
สาเหตุและปัจจัยเสี่ยง
โรคคลั่งผอมเป็นโรคที่เกิดจากหลายๆ ปัจจัยที่มีผลต่อกันและกันอย่างซับซ้อน ดังนี้
@ ปัจจัยทางพันธุกรรม เกี่ยวข้องกับยีนบางตำแหน่งที่ทำให้เกิดโรค พบว่า ในพี่น้องฝาแฝดไข่ใบเดียวกัน หากมีใครคนใดคนหนึ่งเป็นโรคนี้ อีกคนก็มีโอกาสจะเป็นโรคสูงกว่าพี่น้องที่เป็นฝาแฝดไข่คนละใบหรือพี่น้องที่ไม่ได้เป็นฝาแฝดกัน
@ ความผิดปกติของสมอง และสารสื่อประสาทในสมอง ที่ควบคุมเรื่องการกิน ความหิว ความอิ่ม ซึ่งมีการทำงานที่ผิดปกติไป ซึ่งอาจเกิดจากยีนร่วมกับสิ่งแวดล้อมอื่นๆ
@ ปัจจัยทางด้านจิตใจ คนไข้โรคคลั่งผอม มักมีความคิดว่าตนเองยังไม่ดีพอ เป็นคนที่ทำอะไรแล้วมักต้องทำให้สมบูรณ์แบบ (perfectionism) เพื่อชดเชยความรู้สึกที่ตัวเองยังไม่ดีพอ เมื่อรู้สึกว่ารูปร่างยังไม่ดีพอ จึงต้องพยายามลดน้ำหนักมากกว่าปกติ เพื่อให้รูปร่างสมบูรณ์แบบที่สุด การที่ผู้ป่วยสามารถควบคุมน้ำหนักของตนเองได้ สามารถทำให้ตนเองมีรูปร่างผอมลงได้ เขาจะรู้สึกภาคภูมิใจในความสำเร็จนั้น ดังนั้นเขาจึงยังจะลดน้ำหนักไปเรื่อยๆ ถึงแม้ว่าผอมมากเกินไปแล้วก็ตาม
@ ปัจจัยด้านครอบครัว ปัจจัยด้านครอบครัวก็มีส่วนในการเกิดโรคด้วยเช่นกัน ผู้ป่วยโรคคลั่งผอมมักเติบโตมาในครอบครัวที่พ่อแม่เลี้ยงดูควบคุมเด็กมากเกินไป (overcontrol) หรือปกป้องมากเกินไป (overprotection) หรือครอบครัวที่ขาดขอบเขตความเป็นส่วนตัว (overinvolvement) ทำให้การพัฒนาความเป็นตัวตนของเด็กบกพร่องไปได้
@ ปัจจัยทางด้านสังคมและวัฒนธรรม พบว่าประเทศทางซีกโลกตะวันตกและประเทศที่เน้นการพัฒนาด้านอุตสาหกรรมและความเจริญทางวัตถุ จะมีผู้ป่วยโรคคลั่งผอมมากกว่าประเทศทางซีกโลกตะวันออกและประเทศเกษตรกรรม
สำหรับประเทศไทยของเราได้เริ่มมีการพัฒนาตามโลกตะวันตกมานานหลายปี ปัจจุบันจึงพบว่ามีแนวโน้มพบโรคคลั่งผอมมากขึ้นเช่นเดียวกัน
นอกจากนี้ ยังพบว่าการเสพโซเชียลมีเดีย ที่เน็ตไอดอลส่วนใหญ่มีรูปร่างผอมกว่าปกติ แต่ผู้ใช้สื่อกลับยึดความผิดปกตินี้เป็นมาตรฐาน ทำให้ประเมินตนเองว่าอ้วนเกินไป และพยายามลดน้ำหนักจนเป็นโรคคลั่งผอมเพิ่มขึ้นมาก กลุ่มคนที่ทำกิจกรรมบางอย่างที่ต้องเน้นรูปร่าง เช่น นักบัลเลต์ นักยิมนาสติก หรือดารานักแสดง เป็นต้น ก็มีโอกาสเป็นโรคนี้มากกว่าคนทั่วไป
...
@ โรคคลั่งผอมมักเริ่มเป็นในช่วงวัยรุ่น วัยรุ่นมักจะมีความกังวลเกี่ยวกับรูปร่างของตนเองเป็นพื้นฐาน ทำให้มีความเครียด โดยเฉพาะเมื่อเปรียบเทียบรูปร่างกับเพื่อนหรือเน็ตไอดอล หรือบ้างครั้งอาจเกิดความกดดันจากการถูกเพื่อนล้อเลียนเรื่องอ้วน ทำให้อยากลดน้ำหนักจนผอมลงไปเรื่องเรื่อยๆ จนกลายเป็นโรคคลั่งผอมได้
ดังนั้นสาเหตุของการเป็นโรคคลั่งผอมจึงมักเกิดจากหลายๆ ปัจจัยร่วมกัน ที่จะส่งผลให้คนคนหนึ่งเกิดเป็นโรคได้ โดยผู้ป่วยแต่ละคนอาจจะมีเหตุปัจจัยที่แตกต่างกันได้มาก
สัปดาห์หน้ายังมีความน่าสนใจของ “โรคคลั่งผอม (Anorexia nervosa)” กันอีก รอติดตามกันนะครับ
-------------------------------------------------
รศ. นพ.ศิริไชย หงษ์สงวนศรี ภาควิชาจิตเวชศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล