ไลฟ์สไตล์
100 year

ปรับเปลี่ยนชีวิต พิชิต "ออฟฟิศซินโดรม (Office syndrome)"

คณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดี20 พ.ย. 2563 05:01 น.
SHARE


"ออฟฟิศซินโดรม (Office syndrome)" เป็นกลุ่มอาการที่เกิดจากการทำงานลักษณะเดิมด้วยท่าทางเดิมๆ ท่าทางที่ไม่เหมาะสม หรือใช้กล้ามเนื้อมัดเดิมซ้ำๆ ต่อเนื่องเป็นระยะเวลานานหลายชั่วโมงต่อวัน หรือสภาพแวดล้อมที่ทำงานไม่เหมาะสม เช่น การนั่งทำงานหลังขดหลังแข็งตลอดทั้งวัน ไม่มีการขยับเขยื้อนเคลื่อนไหวร่างกาย จนส่งผลกระทบต่อระบบกระดูกและกล้ามเนื้อ รวมถึงระบบต่างๆ เช่น ระบบย่อยอาหาร การมองเห็น เป็นต้น ซึ่งมักพบได้บ่อยในกลุ่มคนทำงานในออฟฟิศ จึงเรียกกลุ่มอาการที่เกิดจากลักษณะดังกล่าวว่า “ออฟฟิศซินโดรม”

สาเหตุ

มี 3 ปัจจัยหลักๆ คือ 1. อิริยาบถในการนั่งทำงานไม่เหมาะสม เช่น นั่งเก้าอี้ไม่เต็มก้น ไม่พิงพนักเก้าอี้ นั่งหลังค่อม ห่อไหล่ ยื่นหน้าเข้าใกล้หน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นเวลานานๆ โดยไม่ขยับเปลี่ยนท่าทางเลย เป็นต้น

2. สภาพแวดล้อมที่ทำงานไม่เหมาะสม เช่น โต๊ะ เก้าอี้ หน้าจอคอมพิวเตอร์ อยู่ในระดับความสูงที่ไม่พอดีกับโครงสร้างร่างกายผู้ทำงาน เก้าอี้ไม่มีพนักพิงและที่วางแขน แสงสว่างในบริเวณที่ทำงานไม่เพียงพอ เป็นต้น

3. ปัจจัยอื่นๆ เช่น ภาวะเครียดสะสมจากภาวะกดดันในการทำงาน การพักผ่อนไม่เพียงพอ ภาวะพร่องทางโภชนาการ เช่น วิตามินบี วิตามินซี โฟลิค แคลเซียม ธาตุเหล็ก เป็นต้น โรคประจำตัวบางอย่าง เช่น ภาวะไทรอยด์ ฮอร์โมนต่ำ หรือการขาดการออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ

อาการของโรคออฟฟิศซินโดรม

ปัญหาของกล้ามเนื้อ จะมีอาการเริ่มจากอาการปวดกล้ามเนื้อ ลักษณะปวดล้าๆ เฉพาะส่วนใดส่วนหนึ่งของร่างกาย เช่น คอ บ่า ไหล่ สะบัก หลังส่วนบน หรือส่วนล่าง หากปล่อยไว้อาจกลายเป็น โรคปวดกล้ามเนื้อและเนื้อเยื่อพังผืดเรื้อรัง (myofascial pain syndrome) คือ อาจมีอาการปวดร้าวไปบริเวณใกล้เคียง หรือชาลงมาที่แขนร่วมด้วยได้ โดยความรุนแรง ซึ่งจะมีอาการปวดมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับการสะสมโรค อาจปวดในลักษณะพอรำคาญ จนถึงปวดรุนแรงทรมาน กระทบกับการทำงานในชีวิตประจำวันได้ 

นอกจากนี้ อาจมีอาการของระบบประสาทอัตโนมัติ เช่น วูบ เย็น ขนลุก เหน็บ ชา หรือเหงื่อออกจากบริเวณที่ปวดร้าวได้ หากเป็นบริเวณลำคอ อาจมีอาการตาพร่ามัว มึนศีรษะ และหูอื้อ รวมถึงอาจมีอาการปวดศีรษะร้าวไปถึงตา คล้ายปวดศีรษะไมเกรนได้

ปัญหาของเส้นเอ็น เช่น โรคเอ็นหัวไหล่อักเสบ เอ็นข้อศอกอักเสบ เอ็นนิ้วโป้งหรือข้อมืออักเสบ และโรคนิ้วล็อก ซึ่งมักเกิดจากการอยู่ในท่าทางการจับหรือกระดกข้อมือและนิ้ว คลิกเม้าส์บ่อยๆ ต่อเนื่องกันเป็นเวลานาน

ปัญหาเส้นประสาทถูดกดทับ เช่น โรคพังผืดกดทับเส้นประสาทบริเวณข้อมือ

ออฟฟิศซินโดรมหากเป็นต่อเนื่องเรื้อรังไม่ได้รับการรักษา อาจเพิ่มความเสี่ยงการเกิดโรคหมอนรองกระดูกคอเสื่อมกดทับเส้นประสาท หรือโรคเรื้อรังต่างๆ เช่น โรคอ้วน รวมถึงภาวะซึมเศร้า อันเนื่องมาจากความเครียดสะสม และบรรยากาศที่ไม่เหมาะสมในการทำงาน

การรักษา

ประกอบด้วยการรักษาตามอาการที่เกิดขึ้นร่วมกับการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของตนเอง คือ

การรักษาตามอาการ กล่าวคือ การกินยาลดปวดเพื่อช่วยบรรเทาอาการ เช่น ยาลดปวดต้านการอักเสบกลุ่มที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ (NSAIDs) ยาคลายกล้ามเนื้อ เป็นต้น หากอาการไม่ดีขึ้น แนะนำให้พบแพทย์เพื่อทำการรักษาและกายภาพบำบัดต่อไป เนื่องด้วยออฟฟิศซินโดรมเป็นกลุ่มอาการที่เกี่ยวข้องกับระบบกล้ามเนื้อและกระดูกเป็นหลัก การประเมินโครงสร้างร่างกายและการปรับร่างกายให้เกิดความสมดุล รวมถึงช่วยลดความเสี่ยงของโรคอื่นๆ ที่อาจเกิดตามมาได้ในระยะยาว การลดปวดกล้ามเนื้อ ทำได้โดย การยึดกล้ามเนื้อที่มีอาการปวด การนวด การทำกายภาพบำบัดด้วยเครื่องมือต่างๆ เช่น ultrasound therapy, shock wave therapy เป็นต้น การฝังเข็มแบบตะวันตกเพื่อคลายปมกล้ามเนื้อที่ทำให้มีอาการปวด หรือการฉีดยาไปยังจุดกล้ามเนื้อที่มีอาการปวด เป็นต้น ร่วมกับการออกกำลังกายเพิ่มความแข็งแรงของกล้ามเนื้อ

การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของตนเอง และสภาพแวดล้อมในการทำงานให้เหมาะสม เช่น

  @ ทำงานในอิริยาบถที่ถูกต้อง โดยเฉพาะเวลานั่ง เริ่มจากการนั่งให้ถูกวิธี โดยการนั่งตัวตรง นั่งเต็มก้น หลังพิงพนักเก้าอี้ พยายามอย่าก้มคอ ปรับระดับความสูงของเก้าอี้ให้พอดีกับโต๊ะ ให้สามารถนั่งทำงานในท่าที่สบาย ปรับหน้าจอคอมพิวเตอร์ให้อยู่ในระดับสายตา
  @ รับประทานอาหารให้ตรงเวลาและครบ 5 หมู่
  @ ออกกำลังกายอย่างสม่ำเสมอ ทั้งการออกกำลังกายแบบแอโรบิก และการเสริมสร้างความแข็งแรงและความยืดหยุ่นของกล้ามเนื้อ
  @ พักผ่อนให้เพียงพอ
  @ ลดความเครียดจากการทำงานที่หนักเกินพอดี ใช้เวลาทำงานกับเวลาพักผ่อนให้สมดุลกัน มีการผ่อนคลายในระหว่างการทำงาน เช่น การพักสายตาหลังจากทำงานหน้าจอคอมพิวเตอร์เป็นระยะเวลานาน เช่น การมองออกไปไกลๆ และเปลี่ยนอิริยาบถ ไม่อยู่ท่าทางเดิมๆ เพื่อผ่อนกล้ามเนื้ออย่างน้อยทุกๆ 1 ชั่วโมง และยืดเหยียดกล้ามเนื้อ โดยการบริหารต้นคอ สะบัก ไหล่ หลัง และขา

จากประสบการณ์การรักษาผู้ป่วยกลุ่มอาการออฟฟิศซินโดรมมักจะมีอาการเป็นๆ หายๆ เหมือนจะรักษาไม่หายขาด กล่าวคือ เมื่อมีอาการปวด ผู้ป่วยก็จะมาพบแพทย์ รักษาและทำกายภาพจนอาการปวดลดลง กลับไปทำงานได้ตามปกติ แล้วก็จะกลับมามีอาการเหมือนเดิมใหม่อีกครั้ง วนไปวนมาอยู่แบบนี้ ทั้งนี้เนื่องมาจากผู้ป่วยส่วนใหญ่ไม่ได้ปรับเปลี่ยนพฤติกรรมของตนเองให้เหมาะสมขึ้น ทำให้มีอาการกลับมาเป็นซ้ำอีก ในขณะเดียวกัน หากผู้ป่วยได้รับการรักษาจนอาการปวดหายไปแล้ว ร่วมกับการปรับเปลี่ยนพฤติกรรมการทำงานของตนเองให้เหมาะสม ก็จะหายขาด ไม่กลับมาเป็นซ้ำอีก ดังนั้น ลองให้เวลาตัวเองสักนิด หันกลับมาสำรวจอาการผิดปกติของร่างกาย หันมาใส่ใจดูแลตัวเอง หากเริ่มมีอาการปวดเมื่อยแม้จะยังไม่มาก ไม่ร้ายแรง แต่หากปล่อยไว้นาน อาจส่งผลเสียต่อสุขภาพได้ การป้องกันออฟฟิศซินโดรมจึงเป็นเรื่องสำคัญที่ไม่ควรมองข้าม เพื่อที่จะได้พร้อมสู้กับงานอย่างสุขภาพที่ดีต่อไป

แหล่งข้อมูล

อ.พญ.ทรงสุดา รุ่งใสวัฒนา ภาควิชาเวชศาสตร์ฟื้นฟู คณะแพทยศาสตร์ โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ศุกร์สุขภาพคณะแพทยศาสตร์ รพ.รามาธิบดีออฟฟิศซินโดรมอาการออฟฟิศซินโดรมออฟฟิศซินโดรม วิธีรักษาป้องกันออฟฟิศซินโดรมปวดคอบ่าไหล่ ออฟฟิศซินโดรม

ข่าวแนะนำ

Most Viewed

คุณอาจสนใจข่าวนี้

thairath-logo

ApplicationMy Thairath

ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
Trendvg3 logo
วันจันทร์ที่ 30 พฤศจิกายน 2563 เวลา 20:15 น.