“เลือด” เป็นระบบไหลเวียนที่มีความสำคัญของร่างกายมนุษย์ เพราะทำหน้าที่นำเลือดไหลเวียนไปยังอวัยวะต่างๆ ทั่วร่างกาย ซึ่งภายในเม็ดเลือดนั้นประกอบด้วย เม็ดเลือดแดง เม็ดเลือดขาว และเกล็ดเลือด หากส่วนใดส่วนหนึ่งเกิดความผิดปกติ ก็จะส่งผลกระทบต่อร่างกายตามมา และคอลัมน์ “ศุกร์สุขภาพ” สัปดาห์นี้จะพาไปรู้จักกับ “โรคเกล็ดเลือดต่ำ”

“โรคเกล็ดเลือดต่ำ” คืออะไร

“เกล็ดเลือดต่ำ (Thrombocytopenia)” คือ ภาวะที่เกล็ดเลือดมีจำนวนน้อยกว่า 140,000 เกล็ดต่อไมโครลิตร ซึ่งในคนปกติทั่วไปจะมีเกล็ดเลือดอยู่ประมาณ 140,000-400,000 เกล็ดต่อไมโครลิตร และมีหน้าที่ช่วยในการแข็งตัวของเลือดในกระบวนการห้ามเลือดของร่างกาย แต่หากร่างกายไม่สามารถผลิตเกล็ดเลือดได้ในปริมาณที่ต้องการ หรือมีการทำลายเกล็ดเลือดเพิ่มกว่าปกติ ก็จะส่งผลต่อร่างกาย ดังนี้

  • มีเลือดออกตามผิวหนัง เป็นจุดเล็กๆ แดงๆ

  • มีอาการเลือดออกตามไรฟัน

  • มีเลือดกำเดาออก

  • มีรอยช้ำจ้ำตามแขนขา เหมือนได้รับการกระแทกมาแล้วช้ำ แต่จริงๆ แล้วไม่ได้กระแทกอะไร กล่าวคือ เมื่อกระแทกอะไรนิดหนึ่งก็เป็นรอยช้ำ

ชนิดของโรคเกล็ดเลือดต่ำ

1. Immune Thrombocytopenia (ITP) เกิดจากการที่ระบบภูมิคุ้มกันในร่างกายทำงานผิดปกติ กล่าวคือ ปกติภูมิคุ้มกันจะต้องทำหน้าที่กำจัดสิ่งแปลกปลอมที่เข้ามาในร่างกาย แต่เกิดความผิดพลาดไปทำลายเกล็ดเลือดของตนเอง

...

2. Secondary Immune Thrombocytopenia เกิดจากสาเหตุอื่นๆ ที่มาทำลายภูมิต้านทานเกล็ดเลือด ซึ่งเกิดได้จากหลายสาเหตุ เช่น การเป็นโรค SLE, การติดเชื้อ HIV, การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบซี เป็นต้น

อุบัติการณ์และอันตรายของโรค

พบผู้ป่วยโรคเกล็ดเลือดต่ำประมาณ 2-4 ต่อประชากร 100,000 คน โดยเฉพาะชนิดแรก พบผู้ป่วยเรื่อยๆ แต่มีปริมาณไม่มากเมื่อเทียบกับโรคอื่นๆ อย่างไรก็ดี หากตรวจพบว่ามีปริมาณเกล็ดเลือดต่ำกว่า 30,000 เกล็ดต่อไมโครลิตร หรือถ้าต่ำกว่า 10,000 เกล็ด ก็จะมีความอันตรายมาก เพราะอาจมีเลือดออกตามอวัยวะต่างๆ เช่น เลือดออกในสมอง เลือดออกในลำไส้ ซึ่งหากไม่ได้รับการรักษาอย่างทันท่วงที คนไข้ก็จะมีอันตรายถึงชีวิตได้

การรักษา มีแนวทางการรักษา ดังนี้

1. การรักษาด้วยยา ได้แก่ ยากดภูมิต้านทาน เช่น เพรดนิโซโลน (Prednisolone) หรือเดกซาเมทาโซน (Dexamethasone) หากใช้ไม่ได้ผล อาจเลือกใช้ยากดภูมิชนิดที่ไม่ใช่สเตียรอยด์ เช่น ไซโคลฟอสฟาไมด์ (Cyclophosphamide), อาซ่าไธโอปรีน (Azathioprine) ไซโคลสปอริน (Cyclosporine) เป็นต้น หรือยาที่ออกฤทธิ์เพิ่มการสร้างเกล็ดเลือด

2. การผ่าตัดม้าม เป็นการรักษาที่ทำให้โรคเกล็ดเลือดต่ำหายขาดได้ประมาณ 60-70% เพราะม้ามเป็นตัวทำลายเกล็ดเลือด อย่างไรก็ตาม หากรักษาด้วยวิธีนี้ หลังการผ่าตัด คนไข้ก็มีความเสี่ยงที่จะติดเชื้อแบคทีเรียเพิ่มมากขึ้น จึงควรจะต้องมีการฉีดวัคซีนป้องกันไว้ก่อน

3. การรักษาผู้ป่วยในภาวะฉุกเฉิน โดยการให้ Immunoglobulin (IVIG) ใช้ในผู้ป่วยที่มีเลือดออกรุนแรง และต้องการเพิ่มเกล็ดเลือดอย่างรวดเร็ว แต่จะใช้เฉพาะบางกรณี เช่น มีเลือดออกรุนแรง หรือคนไข้จะต้องเข้ารับการผ่าตัด จำเป็นจะต้องเพิ่มเกล็ดเลือดในเวลาอันรวดเร็ว

การดูแลตนเองในผู้ป่วยโรคเกล็ดเลือดต่ำ

1. หมั่นสังเกตร่างกายตัวเองอยู่ตลอดเวลาว่ามีเลือดออกบริเวณใดในร่างกายหรือไม่ เพราะบางช่วงที่ร่างกายเกล็ดเลือดต่ำลง อาจจะมีเลือดกำเดาออก มีรอยช้ำ มีจ้ำ หรือมีเลือดออกตามตัวเกิดขึ้น และอาจจะต้องรีบมาพบแพทย์ก่อนถึงวันนัด

2. ระหว่างที่ได้รับยากดภูมิต้านทาน สิ่งที่คนไข้ต้องระวังมากเลยคือ การติดเชื้อ เพราะเมื่อภูมิต้านทานต่ำลง โอกาสที่จะติดเชื้อต่างๆ ก็ง่ายขึ้น โดยจะต้องระวังตั้งแต่สภาพแวดล้อมในบ้าน ทำความสะอาดให้อากาศถ่ายเทได้สะดวก กินอาหารที่ปรุงสุก ไม่กินอาหารสุกๆ ดิบๆ อาหารหมักดอง และหากบุคคลในบ้านไม่สบาย เป็นหวัด ก็ต้องแยกกันอยู่เป็นสัดส่วน แต่หากจำเป็นต้องอยู่ร่วมกัน ต้องสวมหน้ากากอนามัย เพื่อป้องกันการติดเชื้อ และหมั่นล้างมือให้สะอาดอยู่เสมอ

3. หากมีอาการผิดปกติอื่นๆ เช่น มีไข้ เหนื่อย หอบ ไอ ท้องเสีย ก็ต้องรีบไปโรงพยาบาลทันที เพราะอาจเป็นสัญญาณของการติดเชื้อที่รุนแรง

4. กินอาหารที่ดี มีประโยชน์ โดยควรกินอาหารให้ครบ 5 หมู่ และพักผ่อนให้เพียงพอ

5. หมั่นติดตามการรักษาอย่างต่อเนื่อง แม้ว่าจะเป็นช่วงเวลาที่โรคสงบ ก็ยังคงต้องติดตามอาการ และดูแลสุขภาพให้ดีอยู่เสมอ

แม้ว่าโรคเกล็ดเลือดต่ำ จะเป็นโรคที่พบได้ไม่บ่อยนัก แต่ก็สามารถเกิดขึ้นได้กับทุกคน ดังนั้น หากพบว่ามีความผิดปกติต่างๆ เกิดขึ้นกับร่างกาย จึงควรรีบมาพบแพทย์เพื่อหาสาเหตุที่แท้จริง และทำการรักษาต่อไป

----------------------------------------------------------------

แหล่งข้อมูล
อ.พญ.พิจิกา จันทราธรรมชาติ สาขาวิชาโลหิตวิทยา ภาควิชาอายุรศาสตร์ คณะแพทยศาสตร์โรงพยาบาลรามาธิบดี มหาวิทยาลัยมหิดล

...