บทความนี้เป็นการพูดถึงการอักเสบในร่างกายเช่นเดียวกับในบทความ ‘โรคหัวใจ โรคใกล้ตัว เกิดขึ้นจากอะไรนะ’ ซึ่งเป็นการพูดถึงการอักเสบในร่างกายกับความเสี่ยงโรคหัวใจที่สูงขึ้น และมีหลักฐานจากการศึกษาชื่อ CANTOS ซึ่งพิสูจน์ว่าการอักเสบเป็นตัวต้นตัวตีเส้นเลือดตีบตัน และไขมันเลวอาจจะไม่ใช่สาเหตุหลักของความเสี่ยงโรคหัวใจ การอักเสบนี้เป็นการอักเสบที่วัดจากในเลือด

ฉะนั้น ก็มีการตั้งข้อสังเกตว่านอกจากหัวใจแล้ว มันก็น่าจะกระทบทั่วร่างกายทุกอวัยวะเพราะเลือดมันไปเลี้ยงทุกส่วน นอกจากจะสร้างปัญหาให้อวัยวะภายใน เพิ่มความเสี่ยงเบาหวานแล้วก็ยังเพิ่มความเสี่ยงมะเร็งอีกด้วย แต่เมื่อการอักเสบมีผลร้ายขนาดนี้ ก็มีหลายงานวิจัยที่ออกมาชี้ว่าน่าจะเป็นตัวเพิ่มของความเสี่ยงอัลไซเมอร์และสมองเสื่อมด้วย บทความที่หมอนำมาแปลนี่ละจะมีคำตอบให้มากขึ้นเพราะได้ติดตามดูคนไข้ถึง 20 ปีด้วยกัน บทความนี้คือ Systemic inflammation during midlife and cognitive change over 20 years, The ARIC study ตีพิมพ์ในนิตยสาร Neurology เดือนกุมภาพันธ์ 2019

...

ในการศึกษานี้ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของการศึกษาโรคเส้นเลือดตีบตัน (Atherosclerosis Risk in Communities study) ทำการคัดเลือกติดตามชาวบ้านธรรมดาในชุมชนอเมริการะหว่างปี 1987-1989 เป็นจำนวน 12,336 คน อายุเฉลี่ย 56.8 ปี เป็นเวลา 20 ปี ตอนเริ่มได้เจาะเลือดเพื่อดูค่าการอักเสบ (C-reactive protein) และทำคะแนนการอักเสบของร่างกายจากการเจาะค่าอื่นๆ (fibrinogen, white blood cell, von Willebrand factor และ factor VIII) ขึ้นมา จากนั้นนำคะแนนที่ได้มาแบ่งเป็นสี่กลุ่มจากอักเสบน้อยไปถึงอักเสบมาก จากนั้นก็ใช้คำถามเพื่อวัดความเฉียบแหลม ความสามารถด้านภาษาและความจำ ณ 3 ปี (1990-1992) กับ 9 ปี จนถึงตอนจบการศึกษาหลังจากประมาณ 20 ปี (2011-2013) หลังจากเจาะเลือดครั้งแรก และก็จะมีการโทรศัพท์ไปทุกปี โดยผู้เข้าร่วมโครงการที่มีเส้นเลือดในสมองตีบตันระหว่างการศึกษาจะถูกคัดออก เพราะถือว่าทำให้สมองเสียหาย

ผลก็คือคนที่มีการอักเสบเรื้อรังตั้งแต่วัยกลางคนมีความเสี่ยงความจำ ความสามารถด้านภาษาและความจำไม่เฉียบคมในวัยแก่ โดยกลุ่มที่คะแนนการอักเสบจากการคำนวณผลเลือดหลายชนิดสูงที่สุด มีความเฉียบแหลมและความจำตกลงไป 7.8% จากตอนแรกที่ทำการทดสอบ เมื่อ 20 ปีก่อนเมื่อเทียบกับกลุ่มที่การอักเสบต่ำสุด ส่วนในกลุ่มที่มีค่าการอักเสบ C-reactive protein สูงสุดนั้นตกลงถึง 11.6% เมื่อเทียบกับกลุ่มที่การอักเสบต่ำสุด

นอกจากนั้น เมื่อกลับมาดูค่า CRP ก็พบว่า เมื่อมีค่าเกิน 1.05 mg/L จะมีความเสี่ยงโรคสมองเสื่อมสูงขึ้น ต่อมาก็ดูความสัมพันธ์ของค่าการอักเสบกับความเสี่ยงสมองเสื่อม ว่ายิ่งค่าการอักเสบยิ่งสูงจะยิ่งเสี่ยงสมองเสื่อมหรือเปล่า (Dose-response relationship) ผลปรากฏว่าไม่พบความสัมพันธ์ ก็เลยแยกออกเป็นกลุ่มระหว่างคนผิวขาวกับคนผิวดำ ผลก็คือในคนผิวขาวจะเห็นว่ามีความสัมพันธ์และความเสี่ยงจะสูงไปตามค่าการอักเสบ แต่ไม่เห็นความสัมพันธ์นี้ในคนผิวดำ เหตุผลก็คือคิดว่ามีผู้ร่วมเข้าการศึกษาที่เป็นคนดำเสียชีวิตเยอะกว่าคนขาว และโดยเฉพาะที่เป็นกลุ่มที่ค่าอักเสบสูง คนที่เสียชีวิตได้ถูกตัดออกจากการศึกษา ซึ่งอาจจะทำให้ผลคลาดเคลื่อนไปได้ เราจึงไม่เห็นความเกี่ยวโยงกันในกลุ่มคนดำนั่นเอง

การศึกษานี้ได้ผลคล้ายกับการศึกษาการอักเสบกับสมองเสื่อมอีกการศึกษาหนึ่งชื่อว่า Honolulu-Asia Aging Study ซึ่งก็พบว่าวัยกลางคนที่มี CRP สูงเมื่อผ่านไป 25 ปีก็จะมีความเสี่ยงสมองเสื่อมมากกว่า สิ่งที่สำคัญก็คือวัยกลางคนนี่ละเป็นช่วงเวลาเริ่มต้นของปัญหา ถึงเราจะยังไม่รู้แน่ชัดว่าอะไรทำให้ก่อโรคสมองเสื่อม

...

แต่เชื่อว่าการเริ่มต้นของโรคอย่างเช่นการผิดรูปและเกาะตัวของโปรตีนอมีลอยด์ (Beta-amyloid) มักจะเกิดในช่วงวัยกลางคนก่อนที่จะเกิดอาการนับสิบปี และการศึกษานี้ก็ชี้ให้เห็นว่า การอักเสบเรื้อรังในช่วงวัยกลางคนอาจจะเป็นตัวกระตุ้นให้โปรตีนบิดตัวผิดปกติ หรืออาจจะตรงกันข้ามและเป็นผลของโปรตีนผิดปกติไปกระตุ้นภูมิคุ้มกันและก่อการอักเสบก็ได้

นอกจากการอักเสบเรื้อรังแล้ว ความดันสูงและไขมันก็เป็นความเสี่ยงสมองเสื่อมแต่ผลกระทบต่อสมองกลับไม่เหมือนกัน โดยความเสี่ยงสองตัวนี้จะไปกระทบทางด้านภาษาและความเฉียบแหลมมากกว่า (Sharrett et al Alzheimers Dememt 2017 ; Albert et al JAMA Neurology 2014) กลับกันในการอักเสบเรื้อรังจะไปกระทบความทรงจำมากกว่า ซึ่งหมายความว่ากลไกการเกิดสมองเสื่อมของความเสี่ยงแต่ละกลุ่มน่าจะไม่เหมือนกัน

อันนี้ก็ตรงกับที่ทดลองในหนูที่จำลองการอักเสบและพบว่าฮิปโปแคมปัส (Hippocampus) ซึ่งเป็นส่วนเก็บความทรงจำนั้นก็เล็กลง (Gourmaud et al Sci Rep 2015)

สรุป เราทำยังไงดีเพื่อลดความเสี่ยงสมองเสื่อม ก็เหมือนกับทุกบทความของหมอ ใช้ชีวิตที่ดีต่อสุขภาพ และลงทุนในสุขภาพตั้งแต่เนิ่นๆ เช่น การกินอาหารปลอดสารพิษ โดยกินผักเยอะ ลดแป้ง ลดน้ำตาล ลดน้ำหวาน รวมถึงการออกกำลังกายสม่ำเสมออย่างน้อยอาทิตย์ละ 150 นาที

...

สำคัญอย่าให้น้ำหนักเกิน หมั่นดูพุงอย่าให้ย้อย ที่สำคัญที่สุดคือหยุดบุหรี่ ช่วยกันหยุดการใช้สารเคมีในอาหาร พืช ผัก
ผลไม้ ลดมลพิษ ไม่เช่นนั้น เมื่อรวมกับ PM 2.5 ในอากาศที่ก่อให้เกิดการอักเสบ ก็จะยิ่งแย่หนักขึ้นไปอีก หยุดสารเคมีพิษ
ด้วยความเป็นห่วง.

หมอดื้อ