ร้านอาหารชื่อดังในบ้านเราความจริงแล้วก็มีอยู่มากมายที่ต่างก็มีแฟนประจำจำนวนมากฝากท้องกันอยู่เป็นระยะ แต่ที่เลือก 5 ร้านเหล่านี้มารีวิว เพราะต่างก็ไปรวมกันอยู่ที่เดียว ที่ บลูพอร์ต รีสอร์ต มอลล์ หัวหิน ซึ่งน่าจะสะดวกกับบรรดานักชิม สายกิน สายเที่ยว ทั้งหลายที่อยากจะเลือกลิ้มลองอาหารต่างสไตล์ ต่างรสชาติ แต่มีกลิ่นอายความเป็นอาหารพื้นถิ่นเจือปนระหว่างการท่องเที่ยว จากการสำรวจ ร้านดังเหล่านี้ก็พบว่า แต่ละร้านต่างก็พอมีชื่อเสียงติด ท็อปชาร์ต ร้านอาหารดังอยู่แล้ว และต่างก็มีสาขาย่อยของตนเองในหลายที่ เป็นเครื่องการันตีมาตรฐานและความอร่อย ซึ่งครั้งนี้มันพิเศษตรงที่ แต่ละร้านที่มารวมตัวกันอยู่ที่นี่ ต่างพยายามสร้างสรรค์เมนูพิเศษประจำสาขาขึ้นมา เพื่อตอบโจทย์ทั้งนักชิมทั้งขาจรและขาประจำ ด้วยการพยายามนำวัตถุดิบท้องถิ่นมาปรุงมาแต่งจนเป็นอาหารรสเลิศ ไม่ก็พยายามคัดสรรวัตถุดิบชั้นเลิศมาเสิร์ฟเพื่อเพิ่มความ “พิเศษ” และ “แตกต่าง” ที่หาทานที่ กทม.ไม่ได้ เพิ่มเข้าไป
ร้านแรกที่ต้องมา เป็นร้านที่นักชิม นักเที่ยว ที่ชอบเดินทางมาหัวหินน่าจะคุ้นชื่อกันเพราะถือเป็นร้านต้นตำรับอาหารทะเลที่ใหญ่ที่สุดในแถบนี้ ครั้งนี้แตกย่อยสาขาย้ายตัวเองขึ้นมาอยู่ในห้างฯ “ร้านขันน้ำ ซีฟู้ด” เมนูแนะนำ คือปลากะพงฉ่าน้ำปลา ที่เห็นนอนนิ่งในจานเป็นปลาขนาดกว่า 1 กิโลกรัมทอดด้วยน้ำมันใหม่ผ่านไฟพอดีๆ กรอบนอก นุ่มใน ราดด้วยน้ำยำสูตรเฉพาะ มันลงตัว
...
อีกจานหนึ่งที่ต้องลอง ปูไข่หลน ที่นี่ใช้ปูขนาดเกือบครึ่งกิโลกรัม มาทำเป็นหลนปูที่ไปๆมาๆ รสชาติอาหารทะเลที่ถูกปรุงแต่งด้วยกะทิชั้นดี ก็ได้ผลลัพธ์ออกมาเป็นหลนปูที่กลมกล่อมได้เลยทีเดียว
จานสุดท้ายสำหรับ “ขันน้ำ ซีฟู้ด” เอาใจสาวนักเที่ยวที่ขาด ส้มตำ ไม่ได้ ร้านนี้เขามีเมนู ส้มตำเส้นกรอบ ที่ใช้การสับปาปาย่า หรือมะละกอนั่นแหละ ให้ออกมาเป็นเส้นๆ โดยเลือกลูกที่เนื้อเหมาะสำหรับการนำมาชุบแป้งทอดโดยเฉพาะ จึงทำให้ได้เส้นกรอบที่กรอบจริงจังมาก ราดด้วยน้ำยำเข้าไปก็กลายเป็นส้มตำกรอบจานอร่อยไปเลย
...
...
อีกร้านหนึ่งที่ก็ถือว่าขึ้นชื่อระดับตำนานร้านอาหารเมืองไทย ก็คือ โคคา (Coca Restaurant) เป็นร้านอาหารเก่าแก่ที่มีอายุอานามกว่า 60 ปี มีสาขามากมายมหาศาล ทั้งในประเทศและต่างประเทศ แต่ความท้าทายของ โคคา ในการมาเปิดสาขาที่หัวหินคือ การคิดเมนูเฉพาะที่ไม่สามารถหาทานได้ที่ กทม.มาเป็นเมนูใหม่ประจำร้าน ที่มีโจทย์ว่าต้องอร่อย ถูกใจ ได้อารมณ์ “ทะเล” ถ้าโจทย์มาแบบนี้ งั้นลองไปดูเมนูแรกที่ โคคา สรรหามาเลยแล้วกัน
“ซีฟู้ดบัคเก็ต” ตะกร้าทะเล เรียกได้ว่ากวาดสรรพสิ่งใต้ท้องทะเลมาไว้ในตะกร้าใบใหญ่ที่ปิดคลุมมาด้วย ล็อบสเตอร์ตัวโต เห็นแบบนี้กรรมวิธีการทานไม่ได้ยุ่งยากถึงขนาดต้องแกะกันกระเด็นกระดอน เพราะพ่อครัวเขาคิดมาให้แล้ว จัดการล็อบสเตอร์มาให้เราทานได้ง่ายเป็นส่วนๆ ง่ายยังไง อันนี้ต้องไปลอง พลิกตัวล็อบสเตอร์ จะพบอาหารทะเลอยู่ด้านล่างอีกหลากหลายอย่าง ตะกร้าเดียวทานได้ทั้งครอบครัว
...
อีกเมนูหนึ่งของ โคคา คงหนีไม่พ้น สุกี้ เมนูนี้เหมาะสำหรับคนที่หลงใหลในความเป็น โคคาสุกี้ แม้มาท่องเที่ยวต่างที่ต่างถิ่นก็ยังอยากได้ลิ้มรสต้นตำรับของเดิม ที่นี่ ก็มี สุกี้คอมโบ ที่ปรุงแต่งออกมาได้รสชาติเดียวกันทุกสาขาไม่มีเปลี่ยน
และสุดท้ายมาร้านสุกี้ ก็ต้องมีติ่มซำเครื่องเคียง ที่นี่เขามี เสี่ยวหลงเปาลูกพอดีคำหมักด้วยซุปกระดูกหมูและเหล้าจีน รสชาติปลุกกระเพาะ เรียกน้ำย่อยได้ประมาณหนึ่งเลยทีเดียว
ไทยก็แล้ว จีนก็แล้ว ข้ามฝากไปอิตาเลียนกันบ้าง ร้านเป็บปิน่า(Peppina) ก็ถือเป็นอีกต้นตำรับหนึ่งของอาหารอิตาเลียนที่มาเปิดในเมืองไทย พูดถึงอาหารอิตาเลียนก็ไม่พ้นพิซซ่า ซึ่งความแตกต่างของพิซซ่าที่นี่ กับพิซซ่าจานด่วนส่งถึงบ้านต้องมีอย่างแน่นอน พิซซ่าเป็บปิน่า เน้นที่ความเบาของแป้งผสมความกรอบกับกลิ่นหอมของการอบ แต่ไหนๆ ก็มาเปิดร้านกันถึงเมืองทะเล ก็ต้องคิดเมนูเฉพาะขึ้นมาเป็บปิน่า คิด บลูพอร์ต พิซซ่า ขึ้นมาเป็นเมนูประจำสาขา พิซซ่าสูตรเฉพาะของที่นี่จะโรยหน้าด้วยกุ้ง กรรเชียงปู ปลาหมึก พิเสษตรงที่ใช้ซอสมะเขือเทศผสมไส้กรอก n’duja ซึ่งอีกนัยหนึ่งก็คือ ซาลามี่รสจัดที่ทำมาจากเนื้อหมูและพริกแดงจึงมีรสเผ็ดเจือปนเข้ามา ถัดมาเป็น พาสต้า Pork Cheek Ragu ที่นอกจากจะใช้ซอสสูตรเฉพาะแล้วยังพิเศษตรงที่ใช้เนื้อหมูส่วนที่เป็นแก้มมาปรุงรสจึงมีความนุ่มเป็นพิเศษ ส่วนใครที่พยายามไดเอท อาจจะสนใจเมนูนี้ Rocket Salad หรือสลัดผักร็อคเก็ตโรยหน้าด้วยแอปเปิ้ลเขียว ทับทิมแดง อัลมอนด์ ใครที่รักสุขภาพ ไม่ชอบจานนี้ให้มันรู้ไป
จากยุโรป กลับมาเอเชียกันบ้าง อีกหนึ่งเมนูที่คนไทยหลายคนนิยมสั่งมาทานกัน นั่นก็คือ ซูชิ แต่การจะหาซูชิทานอร่อยๆ ก็ไม่ใช่ทุกที่จะสามารถทำได้ ร้าน ซูชิ ฮีโร่ ถือเป็นร้านอาหารสัญชาติญี่ปุ่นระดับพรีเมียมโดยแท้ พูดถึงซูชิก็ต้องมองหาไปที่เนื้อปลาที่นำมาใช้ ไฮไลท์ของซูชิร้านนี้คือปลาทูน่าบลูฟินขนาดกว่า 380 กิโลกรัม นำเข้าจากทะเลต่างประเทศมาจัดเรียงในเซตร่วมกับเนื้อปลาในประเภทอื่นๆ จนได้ออกมาเป็น Mizu Sashimi Set (9 Premium Assorted Sashimi Set) ซึ่งรวม 9 วัตถุดิบสุดพรีเมียมนำเข้าจาก ทั่วทุกแหล่งที่ขึ้นชื่อ Hon Maguro ปลาทูน่าสายพันธุ์บลูฟินจากประเทศสเปน ส่วน Akami เนื้อแดงที่เรานำปลาทูน่ายักษ์สดๆ เข้ามาอาทิตย์ละ 3 ตัว, Ama Ebi กุ้งหวานจากฮอกไกโด (2 ตัว), Hokkaido Ikura ไข่ปลาแซลมอนสดๆ ดองโชยุหอมอร่อย, Hamachi จาก Fukuoka (3 ชิ้น), Engawa ครีบปลา Hirame ทานคู่กับพอนซึ (3 ชิ้น), Hokkaido Hotate หอยเชลล์สดๆ เนื้อหวานอร่อย (3 ชิ้น), Salmon Sashimi (6), Salmon Toro เนื้อแซลมอนส่วนท้อง (3 ชิ้น), และ Hokkaido Uni ไข่หอยเม่นที่หอมหวานจาก Noboribetsu ทั้งหมดถูกนำมาเรียงลงใน Mizu Sashimi Set ที่รสชาดไม่ธรรมดา อีกเมนูหนึ่งที่หาทานยากพอสมควร คือ Hokkaido Hanasaki Crab (Japanese Spiny King Crab)
Sushi Hiro บุกกันถึงแหล่งบินไปคัดเลือกมาให้จากเมือง ฮามานากะ เกาะฮอกไกโด เน้นปูสดๆ อย่าง Zuwai Kani, Kegani, Taraba ทางร้าน Sushi Hiro ยังนำเข้าปู Hanasaki เป็นปูสายพันธุ์เดียวกับปู Taraba มีลักษณะหนามเต็มตัว ขนาดใหญ่ เนื้อปูหวานเนื้อเยอะ โดยนำก้ามและขาปูมาทำ Hanasaki Sashimi, ส่วนมันปูตรงกระดองนำมาย่างสาเกบนเตาถ่านร้อนๆ ส่วนตรงตัวนำมาทำเป็นซุปมิโซะปูหอมอร่อย แค่นึกภาพย่างปูบนเตาถ่านทานพร้อมซุปก็ฟินแล้ว
แถมให้อีกเมนูหนึ่งออกแนวสลัดมาเอาใจคนรักสุขภาพเช่นกัน ก็คือ Soft Shell Crab Salad x Goma Sauce Soft Shell Crab Salad with Goma Salad dressing สูตรพิเศษ ซอสสลัดที่เปรี้ยวหวานสดชื่นแต่หอมกลิ่นงา ทานคู่กับสลัดปูนิ่ม Soft Shell Crab ตัวใหญ่ทั้งตัว ทอดกรอบเนื้อแน่นนุ่มอร่อย เสิร์ฟมาแบบเต็มๆ จาน
ยังไม่จบ เรายังวนเวียนอยู่ในแวดวงอาหารการกิน และยังคงอยู่ในโซนอาหารต่างประเทศ ร้านถัดไปเป็น eatview by est.33 ร้านอาหารใหม่ของ Singha ที่เชฟเล่าถึงคอนเซปต์เมนูใหม่ไว้ว่าจะอกมาในรูปแบบของ Comfort Food สไตล์ Asian Accent ที่รับประทานง่ายแปลกแตกต่างไม่เหมือนใครมาให้เลือกมากมาย เมนูแรกของ eatview เป็นซี่โครงหมูอบซอส บาร์บีคิวที่ผ่านกรรมวิธีการปรุงหมักเบียร์, ซอสและอบกว่า 3 ชั่วโมง แต่เวลาสั่งทานจริงไม่นานขนาดนั้น เนื่องจากทำเตรียมไว้ระดับหนึ่งแล้ว นอกจากนี้ก็จะมีเมนูที่อิงกับความเป็นหัวหินอยู่ด้วย คือ SIZZLING SEAFOOD FRIED RICE (ข้าวผัดต้มยำทะเลกระทะร้อน) โดยใช้ข้าวญี่ปุ่นผัดกับเครื่องต้มยำรสจัดจ้าน พร้อมกุ้ง, แซลมอน, ปลาหมึก, หอยลาย และข้าวกรุบกรอบ และ PENNE TOM YUM (เพนเน่ต้มยำน้ำใส) มีรสชาติจี๊ดจ๊าดครบเครื่องกับอาหารทะเลเต็มแน่นทั้ง แซลมอน, ปลาหมึกขนาดใหญ่ และกุ้งลายเสือตัวโต จะบอกว่าหาทานที่ กทม.ไม่ได้น่ะ
ปิดท้ายที่ ร้านอาหาร ชื่อฝรั่ง แต่ทำอาหารไทยอร่อย Greyhound Café หลายเมนูที่ Greyhound Café สร้างสรรค์ขึ้นมาให้เป็นเมนูประจำสาขา มีการสร้างสตอรี่ให้กับอาหารเพื่อเพิ่มความเป็นตำนานผสมผสานเข้าไปด้วย อย่างเช่น ปลาทรายทอดขมิ้น ใช้ปลาทรายสดจากตาเชียรและตาอ้วน ชาวประมงบ้านเขาตะเกียบ นำมาทอดขมิ้นสูตรเฉพาะสองสไตล์ในจานเดียว เสิร์ฟกับซอสศรีราชาและซอสทาร์ทาร์ กรอบอร่อย หรือจะเป็น ขนมจีนน้ำยายายถม ขนมจีนน้ำยาปูรสเข้มข้นถึงเครื่องตำรับยายถมชาวใต้แท้ๆ เนื้อปูแน่นเป็นก้อน เสิร์ฟกับทอดมันปลากรายนุ่มหนึบจากตลาดเก่าหัวหิน แกล้มกับผักดองรสเปรี้ยวหวาน ก็ได้ความอร่อยในสไตล์พื้นบ้านเช่นเดียวกัน ส่วนใครที่ชอบความเรียบง่ายมาเป็นเซตทานสะดวก แนะนำ ต้มยำกรรเชียงปูม้า ปูม้าสดจากอ่าวไทยมีดีพิเศษเพราะอยู่ในน้ำกร่อย คัดเฉพาะส่วนกรรเชียงก้อนใหญ่นำมาใส่ต้มยำที่เติมใบกะเพราแบบไม่หวง เสิร์ฟกับข้าวสวย และไข่เจียวทรงเครื่องฟูนุ่ม เซตเดียวจบครบความอร่อย
พาเดินชิมกันมาหลายร้าน คาดว่าน่าจะเรียกน้ำย่อยกันได้ระดับหนึ่งแล้ว แต่ต้องย้ำว่า เมนูเหล่านี้ บางอย่างหาทานที่กรุงเทพฯไม่ได้นะ แม้จะเดินเข้าร้านชื่อเดียวกันก็ตามเถอะ อยากทานก็ต้องวางแผนออกเดินทางท่องเที่ยวหัวหินเมืองชายทะเลที่ห่างจาก กทม.ราว 200 กิโลเมตร ไม่ถือว่าไกล เช้าไป เย็นกลับยังไหว ชีวิตมันเหนื่อยนักก็หาเวลาพักกันบ้าง ชาร์จแบต เติมพลัง อิ่มท้อง อิ่มใจ แล้วกลับมาดำเนินชีวิตด้วยความคิดด้านบวกกันต่อไป