“อังกฤษ” ถือเป็นถิ่นกำเนิดวัฒนธรรมสำคัญๆหลายอย่างของโลก ไม่ว่าจะเป็น ศิลปะ, ดนตรี, ฟุตบอล รวมถึงวัฒนธรรมการดื่มชา ซึ่งมีความละเอียดอ่อนกว่าที่คิดไว้มาก โดยแต่ละภูมิภาคของอังกฤษจะมีเอกลักษณ์การดื่มชาไม่ซ้ำกันเลย!! “มร.สตีเฟ่น ทไวนิง” ทายาทรุ่น 10 แห่งตระกูลทไวนิง เปิดพิพิธภัณฑ์ชาทไวนิงส์ บนถนนสแตรนด์ ใจกลางกรุงลอนดอน ต้อนรับผู้สื่อข่าวจากประเทศไทยอย่างอบอุ่น พร้อมเล่าเกร็ดน่ารู้เกี่ยวกับชาอังกฤษ
...
“ชาวสกอต” ผูกพันกับอารยธรรมการดื่มชามาเนิ่นนาน เนื่องจากเป็นเมืองท่าเมืองแรกๆ ที่เริ่มขนส่งสินค้าและใบชาเพื่อส่งต่อไปยังอังกฤษ ขณะเดียวกัน สกอตแลนด์ยังเป็นดินแดนที่มีความใกล้ชิดกับราชวงศ์อังกฤษแน่นแฟ้น จึงได้รับอิทธิพลจากวัฒนธรรมการดื่มชาของพระราชวงศ์ชั้นสูง ด้วยภูมิอากาศที่หนาวเย็นกว่าภูมิภาคอื่นๆของอังกฤษ ทำให้รูปแบบการดื่มชาของชาวสกอตเป็นแบบ “Pure Tea” ดุดันเข้มข้นสไตล์ขุนเขา โดยจะเน้นชาดำที่ให้ความเข้มข้นของรสชาติสูง เช่น อิงลิช เบรคฟาสต์, ปริ๊นซ์ ออฟ เวลส์ และซีลอน บางครั้งก็สลับมาดื่มชาเอิร์ล เกรย์ เพื่อกระตุ้นให้ร่างกายตื่นตัว โดยสไตล์การดื่มชาของชาวสกอตจะชงดื่มในถ้วยใบใหญ่ๆ คู่กับขนมที่มีน้ำตาล เช่น คุกกี้ และขนมปังกรอบโรยด้วยเกล็ดน้ำตาล ชาวสกอตยังนิยมหยดเหล้าวิสกี้ลงในชาเพื่อเพิ่มความอบอุ่นให้ร่างกาย
ส่วน “ชาวอังกฤษตอนใต้” เติบโตมาท่ามกลางทุ่งหญ้า ดอกไม้ ปศุสัตว์ และลุ่มแม่น้ำ จึงนิยมดื่มชาดำรสเข้มข้นอย่าง ดาร์จีลิง และซีลอน คู่กับขนมเค้กชิ้นเล็กๆที่มีครีมและเนยเป็นส่วนประกอบสำคัญ ชาวใต้ยังเป็นต้นตำรับการดื่มชาคู่กับสโคนและคล็อตเต็ดครีม หรือครีมที ซึ่งแพร่หลายไปทั่วโลก โดยมักเสิร์ฟกับแยมกุหลาบ
สำหรับ “ชาวกรุงในมหานครลอนดอน” ศูนย์รวมอารยธรรมยุโรป จะมีพิธีรีตรองการดื่มชาละเมียดละไมกว่าทุกภาค ไล่ตั้งแต่การจัดเตรียมโต๊ะ, อุปกรณ์ปรุงชา และถ้วยชา เครื่องปรุงชาก็มีให้เลือกทั้งน้ำเชื่อมกับน้ำผึ้ง และที่แปลกไม่เหมือนถิ่นอื่นคือ ชาวลอนดอนนิยมเท “นมสด”รองก้นถ้วยชา เพื่อป้องกันความร้อนจากชาที่อาจทำให้ถ้วยชาแตกเสียหาย สร้างวัฒนธรรมใหม่ของการดื่มชาในรูปแบบ“มิลค์ ที” อย่าแปลกใจถ้าเห็นชาวลอนดอนดื่มชาดำรสผลไม้พร้อมใส่น้ำตาล หรือจิบแชมเปญไปด้วยกัน นอกจากนี้ ชาวลอนดอนยังเป็นผู้ให้กำเนิดวัฒนธรรมการจิบน้ำชายามบ่าย โดยดื่มชาคู่สโคนกับแยม, แซนด์วิชไส้ต่างๆ, ทาร์ตผลไม้ และชอร์ตเบรดชิ้นเล็กๆพอดีคำ.