เคยสังเกตไหมว่าเวลาเดินตลาดหรือซูเปอร์มาร์เก็ต ผักผลไม้ชนิดเดียวกันแต่ราคาต่างกันลิบลับในแต่ละเดือน 

ท่ามกลางค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้น หนึ่งในไลฟ์แฮ็กการดูแลสุขภาพที่ง่ายและประหยัดที่สุดคือการกิน "ผักผลไม้ตามฤดูกาล" เพราะนอกจากจะราคาถูกจนน่าตกใจแล้ว ผลผลิตที่เติบโตตามธรรมชาติโดยไม่ต้องพึ่งพาสารเคมีหรือยาเร่งโต ยังให้รสชาติที่อร่อยและอัดแน่นไปด้วยสารอาหารที่พีคที่สุด 

ลองมากางปฏิทินเช็กลิสต์กันดูว่า ในแต่ละช่วงปีเราควรหยิบจับวัตถุดิบอะไรใส่ตะกร้าถึงจะคุ้มค่าและดีต่อสุขภาพที่สุด

เปิดปฏิทินกินผัก-ผลไม้ตามฤดูกาล เซฟงบได้หลักพัน

ผัก-ผลไม้ ฤดูร้อน (มีนาคม - พฤษภาคม) 

ช่วงที่อากาศร้อนจัด ธรรมชาติได้ออกแบบผลไม้ฉ่ำน้ำมาเพื่อช่วยคูลดาวน์อุณหภูมิในร่างกาย ช่วงนี้คือนาทีทองของการซื้อแตงโม มะม่วง มังคุด และสับปะรด ที่นอกจากจะหวานชื่นใจแล้วราคายังลงมาถูกแบบสุดๆ 

ส่วนฝั่งวัตถุดิบทำกับข้าวให้เน้นผักริมรั้วที่ทนแล้งได้ดีอย่าง ตำลึง ผักบุ้ง แตงกวา มะระ และฟักเขียว ซึ่งเป็นผักที่มีฤทธิ์เย็น ช่วยดับความร้อนในร่างกายและนำมาทำเมนูง่ายๆ อย่างต้มจืดหรือผัดผักได้ในราคาเพียงกำละสิบกว่าบาท

ผัก-ผลไม้ ฤดูฝน (มิถุนายน - ตุลาคม) 

เมื่อเข้าสู่ช่วงหน้าฝนที่คนมักจะป่วยกันบ่อย ตลาดจะเริ่มเต็มไปด้วยผลไม้ที่อุดมไปด้วยวิตามินซีสูงอย่าง ฝรั่ง ส้มโอ เงาะ และลองกอง ในขณะที่ฝั่งของผักจะเป็นช่วงที่ผักพื้นบ้านแตกยอดสวยงามและกรอบอร่อยที่สุด ไม่ว่าจะเป็น ชะอม หน่อไม้ กะหล่ำปลี และถั่วฝักยาว 

การเลือกซื้อผักผลไม้ในกลุ่มนี้มาทำอาหาร ไม่เพียงแต่จะได้วัตถุดิบที่สดใหม่ไร้สารตกค้างจากการฝืนธรรมชาติ แต่ยังช่วยสร้างภูมิต้านทานให้ร่างกายแข็งแรงพร้อมสู้กับสภาพอากาศที่ชื้นแฉะ

ผัก-ผลไม้ ฤดูหนาว (พฤศจิกายน - กุมภาพันธ์)

ฤดูหนาว คือ ช่วงเวลาที่คนรักการทำอาหารฟินที่สุด เพราะผักเมืองหนาวจะทะลักเข้าตลาดในราคาที่จับต้องได้ ไม่ว่าจะเป็น ผักกาดขาว หัวไชเท้า แครอท บรอกโคลี และกะหล่ำดอก ซึ่งเหมาะมากสำหรับการทำเมนูซุปร้อนๆ หรือจัดปาร์ตี้หมูกระทะชาบูทำกินเองที่บ้านแบบประหยัดงบ 

ส่วนผลไม้จะเป็นช่วงเวลาทองของ ส้มสายพันธุ์ต่างๆ สตรอว์เบอร์รี และพุทรา ที่ให้ผลผลิตรสชาติหวานกรอบและราคาเป็นมิตรที่สุดในรอบปี

การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมง่ายๆ ด้วยการหันมาวางแผนเมนูอาหารโดยอิงจาก "ปฏิทินฤดูกาล" ถือเป็นการลงทุนที่ชาญฉลาดและยั่งยืน เพราะคุณจะได้กินของที่อร่อยที่สุดในช่วงเวลาที่ดีที่สุด ปลอดภัยจากสารเคมีตกค้าง 

แถมยังช่วยอุดหนุนเกษตรกรท้องถิ่น และเมื่อลองคำนวณส่วนต่างราคาค่ากับข้าวตลอดทั้งปีแล้ว คุณอาจจะเหลือเงินเก็บในกระเป๋าเพิ่มขึ้นอีกหลายพันบาทเลยทีเดียว