มัทฉะเป็นเครื่องดื่มยอดฮิตที่มีประโยชน์สูง แต่หากดื่มมากไปอาจส่งผลเสียได้ สรุปข้อดี-ข้อเสียของการดื่มมัทฉะทุกวัน พร้อมเปิดลิมิตปริมาณที่เหมาะสม เพื่อสุขภาพที่ดีแบบไม่เกินพอดี
"มัทฉะ" กลายเป็นเครื่องดื่มแก้วโปรดของใครหลายคน โดยเฉพาะกลุ่มคนวัยทำงานและผู้ที่รักสุขภาพ ด้วยรสชาติที่เข้มข้น หอมละมุน และสรรพคุณที่ได้รับการยกย่องว่าดีต่อร่างกาย แต่คำถามที่หลายคนสงสัยคือ "เราสามารถดื่มมัทฉะทุกวันได้หรือไม่?" และ "ควรดื่มวันละกี่แก้วถึงจะพอดี?" ไทยรัฐออนไลน์สรุปข้อมูลข้อดี-ข้อเสีย และปริมาณที่เหมาะสมมาให้แล้ว
ดื่มมัทฉะวันละกี่แก้ว ถึงจะปลอดภัยและได้ประโยชน์สูงสุด?
ข้อมูลจากผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการ ระบุว่า ปริมาณคาเฟอีนที่ผู้ใหญ่สามารถบริโภคได้อย่างปลอดภัย ไม่ควรเกิน 400 มิลลิกรัมต่อวัน
สำหรับผงมัทฉะ 1 ช้อนชา (ประมาณ 2 กรัม) ที่ใช้ชงเป็นเครื่องดื่ม 1 แก้ว จะมีคาเฟอีนอยู่ประมาณ 60-70 มิลลิกรัม ดังนั้น ปริมาณที่แนะนำและเหมาะสมที่สุดคือ 1-2 แก้วต่อวัน ซึ่งเป็นปริมาณที่ร่างกายจะได้รับประโยชน์จากสารต้านอนุมูลอิสระอย่างเต็มที่ โดยไม่ทำให้เกิดภาวะคาเฟอีนเกินพิกัด (Caffeine Overdose)
ข้อดีของการดื่มมัทฉะติดต่อกันทุกวัน
หากดื่มมัทฉะในปริมาณที่พอดีอย่างต่อเนื่อง ร่างกายจะได้รับประโยชน์หลายด้าน ดังนี้
- อุดมด้วยสารต้านอนุมูลอิสระ มัทฉะมีสาร EGCG (Epigallocatechin Gallate) สูงกว่าชาเขียวทั่วไป ซึ่งมีส่วนช่วยในการลดการอักเสบของเซลล์ และชะลอวัย
- ช่วยให้สมองผ่อนคลายและมีสมาธิ ในมัทฉะมีกรดอะมิโนที่เรียกว่า "แอล-ธีอะนีน" (L-theanine) ทำงานร่วมกับคาเฟอีน ช่วยกระตุ้นให้สมองตื่นตัวแต่ไม่กระสับกระส่าย ทำให้มีสมาธิในการทำงานยาวนานขึ้น
- เสริมประสิทธิภาพการเผาผลาญ การวิจัยหลายชิ้นระบุว่า สารสกัดจากชาเขียวและมัทฉะมีส่วนช่วยเพิ่มอัตราการเผาผลาญพลังงาน (Metabolism) ซึ่งเป็นผลดีต่อผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนัก
- ดีต่อสุขภาพหัวใจ การดื่มชาเขียวเป็นประจำมีส่วนช่วยลดระดับคอเลสเตอรอลชนิดไม่ดี (LDL) ลดความเสี่ยงในการเกิดโรคหลอดเลือดหัวใจ
ข้อควรระวังและผลเสีย หากดื่มมัทฉะมากเกินไป
แม้จะมีข้อดีมากมาย แต่การรับประทานมัทฉะในปริมาณที่มากเกินพอดี หรือมากกว่า 3-4 แก้วต่อวัน อาจส่งผลกระทบต่อร่างกายได้
- ผลกระทบจากคาเฟอีนเกิน อาจทำให้เกิดอาการใจสั่น กระสับกระส่าย นอนไม่หลับ หรือปวดศีรษะได้
- ปัญหาระบบทางเดินอาหาร การดื่มมัทฉะเข้มข้นในขณะท้องว่าง อาจทำให้เกิดอาการระคายเคืองกระเพาะอาหาร คลื่นไส้ หรือท้องผูกในบางราย
- ขัดขวางการดูดซึมธาตุเหล็ก สารแทนนิน (Tannin) ในชา มีฤทธิ์ยับยั้งการดูดซึมธาตุเหล็กจากอาหาร หากใครที่มีภาวะโลหิตจาง ควรหลีกเลี่ยงการดื่มมัทฉะพร้อมกับมื้ออาหารหลัก
การดื่มมัทฉะติดต่อกันทุกวัน "สามารถทำได้และส่งผลดีต่อสุขภาพ" หากจำกัดปริมาณอยู่ที่ 1-2 แก้วต่อวัน อย่างไรก็ตาม ควรเลือกดื่มมัทฉะที่ไม่เติมน้ำตาล หรือเติมนมข้นหวานในปริมาณมากจนเกินไป เพื่อหลีกเลี่ยงแคลอรีแฝงและน้ำตาลที่อาจก่อให้เกิดโรคอ้วน เท่านี้คุณก็สามารถเอ็นจอยกับมัทฉะแก้วโปรดได้อย่างสบายใจและสุขภาพดี