ยุคของแพงต้องเซฟ! พาส่องทริคสแกน “อาหารป้ายเหลือง” ลดราคาในซูเปอร์มาร์เก็ต เลือกอย่างไรให้ได้ของดี คุณภาพยังเป๊ะ ไม่เสี่ยงท้องเสีย ตอบโจทย์สายคุ้มค่าและคนอยากประหยัดงบ

ในยุคที่ค่าครองชีพสูงขึ้น การบริหารจัดการงบประมาณรายจ่าย โดยเฉพาะ “ค่าอาหาร” ซึ่งเป็นค่าใช้จ่ายหลักในชีวิตประจำวัน จึงกลายเป็นสิ่งสำคัญสำหรับใครหลายคน หนึ่งในทางเลือกยอดนิยมของเหล่านักช้อปสายคุ้มค่าคือการพุ่งตัวไปที่โซน “อาหารป้ายเหลือง” หรืออาหารลดราคาเคลียร์สต็อกตามซูเปอร์มาร์เก็ตชั้นนำ ที่มักจะนำสินค้ามาลดราคาตั้งแต่ 30% ไปจนถึง 70%

แต่การจะหยิบอาหารลดราคาให้คุ้มค่าที่สุดนั้น ไม่ใช่แค่การมองหาป้ายราคาที่ถูกที่สุดเท่านั้น แต่ต้องมี วิธีเลือกอาหารลดราคา อย่างมีชั้นเชิง เพื่อให้ได้วัตถุดิบคุณภาพดีและปลอดภัยต่อร่างกาย วันนี้เรามีทริคสแกนอาหารป้ายเหลืองแบบมือโปรมาฝากกัน

4 ทริคสแกน “อาหารป้ายเหลือง” ช้อปอย่างไรให้คุ้มและปลอดภัย

การเลือกซื้อ อาหารลดราคาซูเปอร์มาร์เก็ต ให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด สามารถพิจารณาได้จากองค์ประกอบสำคัญ 4 ข้อดังต่อไปนี้

1. เช็กความต่างระหว่าง Expiry Date และ Best Before

สิ่งแรกที่ต้องทำความเข้าใจเมื่อก้าวเข้าสู่โซนอาหารลดราคา คือการสังเกตฉลากวันหมดอายุ ซึ่งข้อมูลจากสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) ระบุไว้ชัดเจนว่ามีความแตกต่างกัน ดังนี้

ภาพจาก iStock
ภาพจาก iStock

  • วันหมดอายุ (EXP / Expiry Date): คือวันที่อาหารนั้นหมดอายุ หลังจากวันนี้นำมารับประทานไม่ได้เด็ดขาด เพราะอาหารจะเน่าเสียหรือมีจุลินทรีย์ที่เป็นอันตรายเด่นชัด
  • ควรบริโภคก่อน (BB / BBE / Best Before): คือวันที่อาหารจะมีคุณภาพดีเยี่ยม ทั้งรสชาติและคุณค่าทางอาหาร หลังจากวันนี้ไปรสชาติอาจเปลี่ยนไปบ้าง แต่ยังสามารถทานได้โดยไม่เป็นอันตราย หากเก็บรักษาในอุณหภูมิที่ถูกต้อง
  • ทริคสำหรับสายคุ้ม: หากเป็นสินค้าประเภทนม ของสด หรือเนื้อสัตว์ป้ายเหลืองที่ระบุวัน EXP ควรเลือกแพ็กที่สามารถนำมาปรุงอาหารกินได้ทันทีในมื้อนั้น หรือภายในวันถัดไป ไม่ควรซื้อตุน

2. สแกนบรรจุภัณฑ์ต้องสมบูรณ์ 100%

แม้ราคาจะถูกลงครึ่งต่อครึ่ง แต่สิ่งที่ไม่ควรลดหย่อนคือเรื่องความปลอดภัย บรรจุภัณฑ์ของอาหารป้ายเหลืองต้องอยู่ในสภาพสมบูรณ์

  • อาหารกระป๋อง: ต้องไม่มีรอยบุบ รอยสนิม หรือบวมพองเด็ดขาด เพราะรอยบุบอาจทำให้สารเคลือบด้านในหลุดลอกและปนเปื้อนสู่อาหาร
  • อาหารแพ็กพลาสติก/ถาดโฟม: พลาสติกที่ซีลต้องไม่ขาด ไม่มีรอยรั่วซึม และที่สำคัญต้องไม่ “บวมพอง” เพราะการที่บรรจุภัณฑ์บวมพองแสดงว่าเริ่มมีแก๊สจากจุลินทรีย์ที่ทำให้อาหารบูดเสียอยู่ภายใน

3. ตรวจสอบเนื้อสัมผัสและสีสันของวัตถุดิบ

ภาพจาก iStock
ภาพจาก iStock

สำหรับของสด เช่น เนื้อหมู เนื้อไก่ หรืออาหารทะเลป้ายเหลือง ให้ใช้สายตาสแกนอย่างละเอียด เนื้อสัตว์ต้องไม่มีสีคล้ำเขียว หรือมีเมือกเยิ้ม ส่วนผักและผลไม้สด แม้จะมีรอยช้ำภายนอกบ้างตามกลไกการลดราคา แต่ต้องไม่มีราขึ้น หรือมีกลิ่นเปรี้ยวที่แสดงถึงความเน่าเสีย

4. รู้ช่วงเวลา “นาทีทอง” ของแต่ละห้าง

การจะได้ ของดีราคาถูก ต้องไปให้ถูกเวลา โดยทั่วไปซูเปอร์มาร์เก็ตแต่ละแห่งจะมีตารางการติดป้ายเหลืองที่คล้ายคลึงกัน คือแบ่งเป็น 2 รอบหลักๆ

  • รอบกลางวัน (ประมาณ 13.00 - 15.00 น.): มักเป็นกลุ่มสินค้าเบเกอรี่ อาหารพร้อมทาน หรือผักผลไม้ที่คัดของสดรอบเช้าออก
  • รอบค่ำ (ประมาณ 19.00 - 21.00 น.): รอบนี้คือไฮไลท์ของสาย ของลดราคากลางคืน เพราะห้างจะนำอาหารปรุงสำเร็จ เนื้อสัตว์สด และซูชิ มาลดราคาขั้นสุดเพื่อเคลียร์สต็อกวันต่อวัน

การเลือกซื้อ อาหารป้ายเหลือง ถือเป็นเทคนิคการบริหารเงินที่ตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของคนยุคใหม่ที่เน้นความคุ้มค่าและช่วยลดปัญหาขยะอาหาร (Food Waste) ได้เป็นอย่างดี อย่างไรก็ตาม หัวใจสำคัญที่สุดไม่ใช่เพียงแค่ตัวเลขส่วนลดที่ดึงดูดสายตา แต่คือการตรวจสอบความสมบูรณ์ของบรรจุภัณฑ์ วันหมดอายุ และสภาพของอาหารอย่างถี่ถ้วน เพื่อให้มั่นใจว่าทุกบาทที่จ่ายไป ได้แลกกับมื้ออาหารที่ทั้งประหยัด อร่อย และปลอดภัยต่อสุขภาพอย่างสูงสุด