“ชาเขียว” เครื่องดื่มยอดฮิตของสายสุขภาพ แต่รู้หรือไม่ว่าส่งผลต่อตับโดยตรง? นักโภชนาการเผย สารต้านอนุมูลอิสระ EGCG ช่วยลดไขมันพอกตับและต้านอักเสบได้ดี หากดื่มในปริมาณที่เหมาะสม

เมื่อพูดถึงพฤติกรรมการดื่มที่ส่งผลกระทบต่อตับ เครื่องดื่มชนิดแรกที่ทุกคนนึกถึงคงหนีไม่พ้น “แอลกอฮอล์” แต่ในความเป็นจริงแล้ว พฤติกรรมการเลือกเครื่องดื่มในชีวิตประจำวันของเรา ไม่ว่าจะเป็นชานมไข่มุก น้ำอัดลม หรือแม้กระทั่งเครื่องดื่มเพื่อสุขภาพอย่าง “ชาเขียว” ล้วนส่งผลต่อตับอย่างมีนัยสำคัญ

สถิติล่าสุดจากวารสารทางการแพทย์ด้านระบบทางเดินอาหารและตับระบุว่า ปัจจุบัน “โรคไขมันพอกตับที่เกี่ยวข้องกับระบบเผาผลาญผิดปกติ” (MASLD หรือเดิมเรียกว่า NAFLD) กำลังคุกคามประชากรทั่วโลกสูงถึงเกือบ 40% โดยหนึ่งในปัจจัยกระตุ้นสำคัญคือเครื่องดื่มที่มีน้ำตาลสูง ในทางกลับกัน เครื่องดื่มประจำวันอย่างชาหรือกาแฟกลับอาจกลายเป็นตัวช่วยที่ดีในการปกป้องตับ หากเราเลือกดื่มอย่างถูกวิธี

มะลิณา มัลคานี (Malina Malkani) ผู้เชี่ยวชาญด้านโภชนาการและเจ้าของสถาบัน Malina Malkani Nutrition ได้อธิบายว่า ตับทำหน้าที่เหมือนศูนย์บัญชาการของระบบย่อยอาหาร คอยคัดกรองสารพิษ จัดการระดับน้ำตาลและคอลเลสเตอรอล รวมถึงผลิตน้ำดีเพื่อย่อยสลายไขมัน ดังนั้น สิ่งที่เราดื่มเข้าไปทุกวันจึงส่งผลต่อตับโดยตรง

...

ประโยชน์ของชาเขียวต่อตับ ฮีโร่ต้านอักเสบและลดไขมันสะสม

การดื่มชาเขียวเป็นประจำส่งผลดีต่อตับทั้งในระยะสั้นและระยะยาว โดยสารสำคัญที่เป็นหัวใจหลักคือ EGCG (Epigallocatechin gallate) ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระประสิทธิภาพสูง

ภาพจาก iStock
ภาพจาก iStock

แมคเคนซี ดรายเดน (Mckenzie Dryden) นักกำหนดอาหารจาก HonorHealth Whole Health Institute ชี้ว่า สารต้านอนุมูลอิสระในชาเขียวสามารถเข้าไปช่วยลดภาวะเครียดที่เกิดจากออกซิเดชัน (Oxidative Stress) และลดการอักเสบในระดับเซลล์ตับได้อย่างรวดเร็วภายในไม่กี่สัปดาห์ ซึ่งภาวะเครียดนี้เองที่เป็นตัวเร่งให้เซลล์เสื่อมสภาพและนำไปสู่โรคเรื้อรังต่างๆ เช่น โรคหัวใจและหลอดเลือด รวมถึงโรคเบาหวานชนิดที่ 2

นอกจากนี้ ไดอานา คูซา (Diana Cusa) นักกำหนดอาหารอาวุโสแห่ง Plainview Hospital ยังเสริมว่า กลไกของชาเขียวสามารถช่วยตับได้ดังนี้

  • ควบคุมระดับน้ำตาลในเลือด ช่วยลดภาระงานหนักของตับ
  • กระตุ้นการเผาผลาญไขมัน: ชาเขียวจะเข้าไปเปิดสวิตช์เอนไซม์ที่ส่งสัญญาณให้เซลล์นำไขมันไปใช้เป็นพลังงาน แทนที่จะกักเก็บไว้
  • ยับยั้งการสร้างไขมันใหม่: ช่วยชะลอการสะสมของไขมันส่วนเกินในตับ

ในระยะยาว การดื่มชาเขียวอย่างต่อเนื่องเป็นเวลาหลายเดือนหรือหลายปี จะช่วยปรับปรุงผลเลือดและค่าเอนไซม์ตับให้ดีขึ้น ซึ่งช่วยลดความเสี่ยงต่อโรคตับแข็ง (Cirrhosis) ตับอักเสบ (Hepatitis) ตับวาย และมะเร็งตับได้อย่างมีประสิทธิภาพ

ดื่มชาเขียวอย่างไรให้ปลอดภัย? เหรียญสองด้านที่ต้องระวัง

แม้ว่าชาเขียวจะมีประโยชน์มหาศาล แต่ผู้เชี่ยวชาญเตือนว่าต้องระวัง “ปริมาณคาเฟอีน” เนื่องจากชาเขียวมีฤทธิ์ขับปัสสาวะ หากดื่มมากเกินไปอาจทำให้ร่างกายขาดน้ำได้

ภาพจาก iStock
ภาพจาก iStock

แต่สิ่งที่เป็นกังวลมากที่สุดในหมู่นักโภชนาการคือ “สารสกัดชาเขียวเข้มข้นในรูปแบบอาหารเสริม” (Green Tea Extract Supplements) โดยเฉพาะการรับประทานในขณะท้องว่างเพื่อลดน้ำหนัก มะลิณา มัลคานี เตือนว่า อาหารเสริมประเภทนี้มีความเข้มข้นสูงกว่าชาเขียวแบบชงดื่มทั่วไปหลายเท่า และอาจก่อให้เกิดภาวะตับอักเสบเฉียบพลันหรือเกิดการบาดเจ็บที่ตับ (Liver Injury) ได้ภายในไม่กี่สัปดาห์ โดยเฉพาะในกลุ่มคนที่มีรหัสพันธุกรรมเฉพาะ (HLA-B35:01) ซึ่งมีความเสี่ยงสูงกว่าคนทั่วไป

...

ดังนั้น หากคุณมีโรคตับประจำตัว หรือกำลังรับประทานอาหารเสริมลดน้ำหนักที่มีส่วนผสมของชาเขียวสกัด ควรปรึกษาแพทย์อย่างใกล้ชิด

ปริมาณชาเขียวที่เหมาะสมต่อวัน ดื่มเท่าไรตับแข็งแรง?

นักโภชนาการแนะนำว่า ปริมาณที่ปลอดภัยและให้ประโยชน์สูงสุดต่อตับคือ การดื่มชาเขียวแบบชงสด (Brewed Green Tea) วันละ 2–5 แก้ว ซึ่งชาเขียวชงสด 1 แก้ว (ประมาณ 8 ออนซ์) จะให้สาร EGCG ประมาณ 50–100 มิลลิกรัม ซึ่งเป็นปริมาณที่พอเหมาะในการกระตุ้นระบบเผาผลาญและปกป้องเซลล์ตับ

อย่างไรก็ตาม ชาเขียวไม่ใช่ยาปาฏิหาริย์ที่จะช่วยล้างพิษตับได้ในข้ามคืน ประโยชน์ของชาเขียวจะเพิ่มขึ้นเป็นทวีคูณเมื่อควบคู่ไปกับพฤติกรรมการใช้ชีวิตที่ดี เช่น การรับประทานอาหารที่สมดุล ออกกำลังกายสม่ำเสมอ และหลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ ซึ่งเป็นวิธีดูแลตับที่ยั่งยืนที่สุด

ที่มา: Parade