กระเทียม ไม่ได้เป็นแค่เครื่องปรุงรสที่ขาดไม่ได้ในก้นครัวไทย แต่ยังถูกยกย่องว่าเป็น "ซุปเปอร์ฟู้ด" ที่อุดมไปด้วยสารสำคัญอย่าง "อัลลิซิน"  ที่มีส่วนช่วยดูแลสุขภาพหัวใจและเสริมภูมิคุ้มกัน และ เทคนิคเก็บ "กระเทียม" ให้สดนาน ไม่ฝ่อ-ไม่ขึ้นรา ทำตามง่ายนิดเดียว อย่างไรก็ตาม ท่ามกลางคำถามยอดฮิตว่า "กินดิบหรือกินสุกดีกว่ากัน?" วันนี้เราจะพาไปไขคำตอบและเปิดเผยเคล็ดลับการเตรียมกระเทียมแบบง่ายๆ ที่จะช่วยให้ร่างกายของคุณได้รับประโยชน์จากสมุนไพรชนิดนี้ได้สูงสุด

กระเทียมดิบ VS สุก ความต่างที่ร่างกายต้องรู้

1. กระเทียมดิบ พลังแห่งสารอาหารที่ทรงพลังที่สุด

การทานกระเทียมสดๆ คือวิธีที่ร่างกายจะได้รับสารอัลลิซินแบบเต็มๆ โดยไม่ผ่านความร้อนมาทำลายเอนไซม์ที่มีประโยชน์

  • ข้อดี ให้สารอาหารครบถ้วนที่สุด มีฤทธิ์ต้านเชื้อแบคทีเรียและไวรัสได้ดีเยี่ยม
  • ข้อควรระวัง มีรสเผ็ดร้อนและกลิ่นฉุนรุนแรง ซึ่งอาจทำให้ผู้ที่มีปัญหาเรื่องกระเพาะอาหารหรือกรดไหลย้อนรู้สึกระคายเคืองได้

2. กระเทียมสุก รสชาติดี ย่อยง่าย แต่ต้องรู้วิธี

ความร้อนจากการปรุงอาหาร (ผัด, ต้ม, ทอด) จะเปลี่ยนโครงสร้างทางเคมีของกระเทียม ทำให้กลิ่นฉุนลดลงและรสชาติกลมกล่อมขึ้น

  • ข้อดี  ย่อยง่ายกว่า ลดความเสี่ยงในการระคายเคืองกระเพาะอาหาร
  • สิ่งที่ต้องรู้ ความร้อนที่สูงเกินไปหรือนานเกินไป สามารถทำลายเอนไซม์ที่ช่วยสร้างอัลลิซินได้

...

เคล็ดลับ "วิธีเตรียมกระเทียม" ให้ได้ประโยชน์สูงสุด ที่สายสุขภาพต้องทำ

นักวิจัยด้านโภชนาการค้นพบเคล็ดลับสำคัญที่ทำให้คุณได้รับประโยชน์จากกระเทียมสูงสุด โดยไม่ต้องเลือกว่าจะกินดิบหรือสุกเท่านั้น นั่นคือ "กฎ 10 นาที"

  1. ทุบหรือสับให้ละเอียด  การทำลายเซลล์กระเทียมเป็นตัวกระตุ้นให้เกิดปฏิกิริยาเคมีสร้างสารอัลลิซิน

  2. รอทิ้งไว้ 10 นาที  หลังจากสับกระเทียมแล้ว ให้วางพักทิ้งไว้ 10 นาทีก่อนนำไปประกอบอาหาร เพื่อให้สารอัลลิซินก่อตัวขึ้นอย่างสมบูรณ์

  3. ความร้อนในขั้นตอนสุดท้าย  หากต้องปรุงสุก ให้ใส่กระเทียมในขั้นตอนท้ายๆ ของการผัด เพื่อให้ได้รับประโยชน์สูงสุดโดยที่ยังได้รสชาติที่กลมกล่อม

ข้อควรระวัง

แม้กระเทียมจะเป็นสมุนไพรที่ดีต่อสุขภาพ แต่ควรบริโภคในปริมาณที่พอเหมาะ (ประมาณ 1-2 กลีบต่อวัน) และควรระมัดระวังเป็นพิเศษหากท่าน

  • มีแผนต้องเข้ารับการผ่าตัด (ควรหยุดทานกระเทียมก่อน 2 สัปดาห์)
  • กำลังทานยาละลายลิ่มเลือดหรือยาต้านเกล็ดเลือด (ปรึกษาแพทย์ก่อนทานเป็นประจำ)
  • มีอาการระคายเคืองกระเพาะอาหารหรือกรดไหลย้อน