"มะขามแช่อิ่ม" กลายเป็นเมนูของว่างยอดฮิตที่หลายคนมองหา ด้วยรสชาติเปรี้ยวอมหวานตัดเค็มเล็กน้อย พร้อมสัมผัสที่กรอบเด้งชื่นใจ แต่การจะทำให้ออกมาอร่อยเหมือนมืออาชีพนั้นมีเคล็ดลับอยู่ที่การเตรียมวัตถุดิบและการไล่ความเปรี้ยวอย่างถูกวิธี วันนี้ไทยรัฐออนไลน์จะพาไปเปิดสูตรการทำมะขามแช่อิ่มแบบละเอียด ทำเองได้ที่บ้านแน่นอน
การถนอมอาหารด้วยการ "แช่อิ่ม" เป็นภูมิปัญญาไทยที่ช่วยเปลี่ยนผลไม้รสเปรี้ยวจัดให้กลายเป็นของหวานที่เก็บไว้ทานได้นาน โดยเฉพาะมะขามแช่อิ่มที่ต้องเน้นความกรอบและสีสันที่น่ารับประทาน
วัตถุดิบที่ต้องเตรียมสำหรับทำมะขามแช่อิ่ม
มะขามยักษ์ฝักใหญ่ (เลือกฝักที่สมบูรณ์) 1 กิโลกรัม
น้ำตาลทราย 500 กรัม
เกลือป่น (สำหรับแช่และปรุงรส)
น้ำปูนใส
น้ำเปล่า
วิธีทำมะขามแช่อิ่ม สูตรกรอบหวานฉ่ำ มีขั้นตอนอย่างไรบ้าง
...
1. การเตรียมมะขามและปอกเปลือกนำมะขามไปแช่ในน้ำร้อนประมาณ 5-10 นาที เพื่อให้เปลือกร่อนออกได้ง่ายขึ้น จากนั้นใช้มีดแกะเปลือกออกให้หมด พยายามอย่าให้เนื้อมะขามแตกหัก แล้วนำไปล้างน้ำสะอาด
2. การลดความเปรี้ยวและเพิ่มความกรอบ
แช่น้ำเกลือ : นำมะขามที่ปอกแล้วไปแช่ในน้ำเกลือเข้มข้น (เกลือ 1/2 ถ้วย) แช่ทิ้งไว้ 1 คืน เพื่อลดความเปรี้ยวจัดของมะขาม
แช่น้ำปูนใส : หลังจากแช่น้ำเกลือ ให้ล้างน้ำสะอาดแล้วนำไปแช่ใน "น้ำปูนใส" อีกประมาณ 4-6 ชั่วโมง ขั้นตอนนี้สำคัญมากเพราะจะช่วยให้เนื้อมะขามมีความกรอบ
3. การทำน้ำเชื่อมสำหรับแช่อิ่มตั้งหม้อต้มน้ำเปล่าประมาณ 1 ลิตร ใส่น้ำตาลทรายและเกลือเล็กน้อย เคี่ยวจนน้ำตาลละลายและน้ำเชื่อมเริ่มข้น จากนั้นปิดไฟและตั้งพักไว้จน "เย็นสนิท" (หากราดตอนร้อนเนื้อมะขามจะนิ่ม)
4. ขั้นตอนการแช่อิ่มนำเนื้อมะขามที่เตรียมไว้ใส่ในภาชนะที่เป็นแก้วหรือพลาสติกคุณภาพดี เทน้ำเชื่อมที่เย็นสนิทลงไปให้ท่วมเนื้อมะขาม ปิดฝาให้สนิท แช่ทิ้งไว้ในตู้เย็นประมาณ 1-2 คืน เพื่อให้น้ำเชื่อมซึมเข้าสู่เนื้ออย่างทั่วถึง
เคล็ดลับทำให้มะขามแช่อิ่มน่ากินมากยิ่งขึ้น
สีสวยไม่คล้ำ : ในขณะปอกเปลือกมะขาม หากแช่มะขามในน้ำผสมน้ำมะนาวหรือสารส้มแกว่งเบาๆ จะช่วยให้เนื้อมะขามขาวสวยไม่ดำ
ความเย็นเพิ่มรสชาติ : ควรรับประทานมะขามแช่อิ่มขณะที่เย็นจัด หรือเสิร์ฟพร้อมน้ำแข็ง จะช่วยเพิ่มความสดชื่นได้เป็นอย่างดี
วิธีทำมะขามแช่อิ่มไม่ใช่เรื่องยากอย่างที่คิด หัวใจสำคัญคือความใจเย็นในการแช่น้ำเกลือและน้ำปูนใสเพื่อให้ได้เนื้อสัมผัสที่กรอบและรสชาติที่กลมกล่อม สูตรนี้ไม่เพียงแต่ใช้ทำรับประทานในครอบครัวเท่านั้น แต่ยังสามารถพัฒนาเป็นอาชีพเสริมสร้างรายได้ได้อีกด้วย