เชื่อว่าหลายคนคงมี "โกโก้" เป็นเครื่องดื่มแก้วโปรด แต่ทราบหรือไม่ว่าการเลือกดื่มโกโก้ใน "เวลาที่ใช่" สามารถดึงสรรพคุณของมันออกมาได้ต่างกันอย่างน่าเหลือเชื่อ ไม่ว่าจะเป็นการกระตุ้นสมองในยามเช้า หรือการช่วยผ่อนคลายในยามบ่าย ไทยรัฐออนไลน์ จะพาไปเจาะลึกว่าโกโก้ทำมาจากอะไร และควรดื่มตอนไหนเพื่อให้ได้ประโยชน์สูงสุดตามหลักนาฬิกาชีวิต
ทำความรู้จัก "โกโก้" มาจากไหน รู้ที่มาก่อนดื่ม
โกโก้ ผลิตมาจากเมล็ดของต้นโกโก้ โดยผ่านกระบวนการคั่วและบดจนกลายเป็นผง ซึ่งในเมล็ดโกโก้นั้นอุดมไปด้วยสารอาหารกลุ่ม ฟลาโวนอยด์ (Flavonoids) และ โพลีฟีนอล (Polyphenols) ซึ่งเป็นสารต้านอนุมูลอิสระที่มีประโยชน์ช่วยดูแลระบบหัวใจ หลอดเลือด และสมอง
สูตรดื่ม "โกโก้" ตามนาฬิกาชีวิต ดื่มเวลาไหนดีที่สุด
การดื่มโกโก้ให้ได้ประสิทธิภาพสูงสุด ควรปรับตามความต้องการของร่างกายในแต่ละช่วงเวลา ดังนี้
...
1. ช่วงเช้า (07.00 - 09.00 น.) กระตุ้นสมอง เพิ่มสมาธิ
การดื่มโกโก้ร้อนในยามเช้าช่วยกระตุ้นการไหลเวียนโลหิตไปเลี้ยงสมอง สารฟลาวานอลจะช่วยให้สมองตื่นตัว พร้อมรับการทำงานและการเรียนรู้ ช่วยเพิ่มความจำระยะสั้นได้ดีกว่าการดื่มกาแฟ ที่อาจทำให้ใจสั่นได้
2. ช่วงบ่าย (14.00 - 16.00 น.) คลายเครียด แก้ง่วงยามบ่าย
ในช่วงที่ร่างกายเริ่มล้าและระดับน้ำตาลตก การดื่มโกโก้จะช่วยหลั่งสาร เอนดอร์ฟิน (Endorphin) และ เซโรโทนิน (Serotonin) ทำให้รู้สึกผ่อนคลาย ลดความเครียดจากการทำงาน และช่วยลดความอยากของหวานได้ดี เหมาะมากสำหรับคนที่กำลังคุมน้ำหนัก
3. ช่วงเย็นถึงก่อนนอน (18.00 น. เป็นต้นไป) ปรับสมดุลอารมณ์
แม้โกโก้จะมีคาเฟอีนเล็กน้อย แต่ก็มีสาร ธีโอโบรมีน ที่ช่วยให้กล้ามเนื้อผ่อนคลาย หากดื่มในปริมาณที่พอเหมาะ (และไม่ใส่น้ำตาล) จะช่วยให้ร่างกายรู้สึกผ่อนคลายและหลับสบายขึ้น โดยไม่รบกวนวงจรการนอนเหมือนกาแฟ
ประโยชน์และโทษของ "โกโก้" ที่ควรรู้ก่อนดื่ม
แม้โกโก้จะเป็นเครื่องดื่มที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย แต่หากดื่มในปริมาณที่ไม่เหมาะสม รวมถึงเพิ่มน้ำตาลปริมาณมากในเครื่องดื่มแก้วโปรด ก็อาจทำให้มีข้อควรระวังเกี่ยวกับปัญหาสุขภาพได้เช่นกัน
ประโยชน์ของโกโก้
- บำรุงหัวใจ : ลดความดันโลหิตและช่วยให้หลอดเลือดยืดหยุ่นดีขึ้น
- ชะลอวัย : สารต้านอนุมูลอิสระช่วยลดการอักเสบของเซลล์และบำรุงผิวพรรณ
- ควบคุมน้ำหนัก : ช่วยให้อิ่มนานขึ้น และเพิ่มอัตราการเผาผลาญไขมัน
- ลดเสี่ยงสมองเสื่อม : ช่วยป้องกันโรคอัลไซเมอร์และพาร์กินสันในผู้สูงอายุ
โทษของโกโก้
- น้ำตาลและครีมเทียม : โกโก้ปรุงสำเร็จมักมีน้ำตาลสูงเกินไป อาจนำไปสู่โรคอ้วนและเบาหวาน
- อาการใจสั่น : แม้จะมีคาเฟอีนน้อยกว่ากาแฟ แต่ผู้ที่ไวต่อคาเฟอีนควรระมัดระวัง
- นิ่วในไต : โกโก้มีสารออกซาเลต (Oxalates) สูง ผู้ที่มีความเสี่ยงเป็นนิ่วควรปรึกษาแพทย์
อย่างไรก็ตาม หัวใจสำคัญของการดื่มโกโก้คือการเลือก "ผงโกโก้แท้ 100%" หรือ ดาร์กช็อกโกแลตที่มีส่วนประกอบของโกโก้ 70% ขึ้นไป และควรเลี่ยงการเติมหวาน หากทำตามนี้ร่วมกับการเลือกดื่มตามช่วงเวลาที่แนะนำ ร่างกายของคุณจะได้รับประโยชน์สูงสุดแน่นอน