ไลฟ์สไตล์
100 year

‘นมโปรตีนถั่วลันเตาเหลือง’ ผู้เล่นหน้าใหม่ แต่ประโยชน์เล่นใหญ่ แห่งตลาด Plant-Based Milk

ไทยรัฐออนไลน์
10 มิ.ย. 2564 14:00 น.
SHARE
  • รู้จักกับ ‘ผู้เล่นหน้าใหม่’ ที่กำลังมาแรงในตลาดน้ำนมพืช (Plant-Based Milk) อย่าง Pea Milk หรือ ‘นมจากโปรตีนถั่วลันเตาสีเหลือง’ ที่มีทั้งรสชาติและคุณประโยชน์อันโดดเด่น อันเป็นทางเลือกใหม่เพื่อสุขภาพ


หากนับจาก ‘นมถั่วเหลือง’ หรือ ‘น้ำเต้าหู้’ ที่เราดื่มกันมาตั้งแต่อ้อนแต่ออก, ‘นมอัลมอนด์’ (Almond Milk) ที่เพิ่งฮิตไปทั่วเมืองเมื่อไม่กี่ปีก่อน จนตอนนี้สามารถหาซื้อได้ตามร้านสะดวกซื้อได้ง่ายๆ ไล่เรียงมาถึง ‘นมข้าวโอ๊ต’ (Oat Milk) ที่เติบโตขึ้นในตลาดยุโรปและสหรัฐอเมริกาอย่างรวดเร็วในช่วงปี 2020 เราก็คงจะพอมองเห็นแล้วว่า กระแส Plant-Based Milk หรือ ‘น้ำนมจากพืช’ ได้รับความนิยมเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ตามกาลเวลา

ด้วยเหตุผลคือ หนึ่ง, มันเป็นผลิตภัณฑ์ทดแทนอันน่าสนใจสำหรับผู้ที่ ‘แพ้แลคโตสในนมวัว’ และ สอง, มนุษย์เรากำลังคำนึงถึงสิ่งแวดล้อมที่ค่อยๆ ถูกทำลายจากอุตสาหกรรมอย่างการปศุสัตว์มากขึ้น

ในปีนี้ เราจึงอยากแนะนำให้คุณๆ ได้ลองมาทำความรู้จักกับ ‘ผู้เล่นหน้าใหม่’ ที่กำลังมาแรงในตลาดน้ำนมพืชอย่าง Pea Milk หรือ ‘นมจากโปรตีนถั่วลันเตาสีเหลือง’ กัน

ถั่วลันเตาสีเหลือง (Yellow Pea) คือหนึ่งในพืชตระกูลเก่าแก่ที่สุดของโลก ซึ่งสาเหตุที่ผู้ผลิตนมพืชเลือกใช้ถั่วลันเตาสีเหลืองก็เพราะมีรสหวานและอ่อนละมุนกว่าถั่วลันเตาสีเขียว อีกทั้งยังเป็นแหล่งโปรตีนจากพืชชั้นดีที่อุดมไปด้วยกรดอะมิโนจำเป็น และมีเส้นใยอาหารที่ดีต่อระบบย่อยของลำไส้อยู่เป็นปริมาณมาก โดยหากรับประทานถั่วลันเตาสีเหลืองปรุงสุกเพียงถ้วยเดียว เราก็สามารถได้รับเส้นใยอาหารมากกว่า 16 กรัมแล้ว

ในขณะที่กระทรวงสาธารณสุขและบริการมนุษย์ สหรัฐอเมริกา (United States Department of Health and Human Services - HHS) แนะนำว่า เราควรรับเส้นใยอาหารอย่างน้อย 14 กรัมต่อ 1,000 กิโลแคลอรี นอกจากนี้ คาร์โบไฮเดรตที่อยู่ในถั่วลันเตาสีเหลืองยังจัดว่ามี ‘ค่าดัชนีน้ำตาล’ ต่ำ (Glycemic Index หรือ GI เป็นการจัดลำดับอาหารชนิดคาร์โบไฮเดรต ว่ามีผลต่อระดับน้ำตาลในเลือดมากน้อยเพียงใด หลังจากทานอาหารชนิดนั้นเข้าไป 1-2 ชั่วโมง ซึ่งหากตัวเลขยิ่งต่ำ ก็แปลว่าระดับน้ำตาลในเลือดยิ่งขึ้นช้า) ทำให้มันเป็นมิตรกับผู้ป่วยเบาหวาน และผู้ที่ต้องการควบคุมน้ำหนักเป็นอย่างมาก


อย่างไรก็ดี หากจะสืบสาวไปถึงการนำเอาถั่วลันเตาสีเหลืองมาผลิตเป็นน้ำนม เราคงย้อนกลับไปยังจุดเริ่มต้นเมื่อปี 2014 ที่ นีล เรนนิงเจอร์ นักวิศวกรรมชีวเคมี เกิดความคิดอยากทำนมจากพืชเพื่อทดแทนนมวัว เขาจึงได้ชวน อดัม โลว์รี นักวิจัยด้านสิ่งแวดล้อม มาร่วมงานด้วย ทั้งคู่ศึกษาค้นคว้าจนพบว่า นมจากโปรตีนสกัดของถั่วลันเตาสีเหลืองมีทั้งคุณค่าทางอาหารที่สูง และรสอ่อนโยนปราศจากกลิ่นรบกวนเหมือนนมจากพืชชนิดอื่น (ลองนึกถึงน้ำเต้าหู้บ้านเราที่ถึงจะผ่านกระบวนการผลิตที่ดีแค่ไหน ก็ยังคงได้กลิ่นของถั่วเหลืองอยู่) แถมยังได้รสสัมผัสที่เนียนนุ่มละมุนลิ้นไม่แพ้นมวัวอีกด้วย

และก็ไม่ใช่แค่รสชาติที่ดี แต่ถั่วลันเตาสีเหลืองยังมีส่วนช่วยในเรื่องของการรักษาสิ่งแวดล้อมด้วย เพราะการผลิตนมพืชชนิดนี้สามารถลด Carbon Footprint หรือร่องรอยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ที่เกิดจากกิจกรรมของมนุษย์ได้มากถึง 15 เท่า รวมถึงใช้ทรัพยากรน้ำน้อยลง 25 เท่า เมื่อเทียบกับการผลิตนมวัว และใช้น้ำน้อยลงถึง 100 เท่า เมื่อเทียบกับการผลิตนมอัลมอนด์

เมื่อข้อดีมีมากมายถึงเพียงนี้ ในปี 2015 ทั้งเรนนิงเจอร์และโลว์รีจึงได้ร่วมก่อตั้งแบรนด์ Ripple ขึ้นมา ซึ่งจนถึงปัจจุบัน มีผลิตภัณฑ์จากถั่วลันเตาสีเหลืองที่หลากหลายขึ้นมาก ตั้งแต่น้ำนมธรรมดา ไปจนถึงไอศกรีม


หลังจากที่ Ripple ประสบความสำเร็จจากการเข้าไปตั้งแล็บในซิลิคอน วัลเลย์มาแล้ว นมถั่วลันเตาสีเหลืองที่พวกเขาเป็นผู้เบิกฤกษ์ ก็ค่อยๆ ส่งอิทธิพลให้ตลาดนมพืชในยุโรปเกิดความคึกคักขึ้นมา โดยเฉพาะจาก vly สตาร์ทอัพดาวรุ่งพุ่งแรงแห่งกรุงเบอร์ลิน ประเทศเยอรมนี ที่เปิดแบรนด์เป็นของตัวเอง ซึ่งหลังจากนั้นอีกเพียงปีเดียว นมถั่วลันเตาสีเหลืองก็ได้ใจชาวยุโรปในกลุ่มประเทศ DACH (กลุ่มประเทศที่ใช้ภาษาเยอรมัน อันได้แก่ เยอรมนี ออสเตรีย และสวิตเซอร์แลนด์) ไปเรียบร้อย โดยล่าสุด ทางแบรนด์ก็กำลังพัฒนาโยเกิร์ตจากนมถั่วชนิดนี้ด้วยเช่นกัน

และแม้ตลาดนมถั่วลันเตาสีเหลืองจะไม่ได้เติบโตอย่างพรวดพราด แต่มันก็เป็นไปอย่างมั่นคงและดูมีอนาคตที่สดใส จนก่อให้เกิดคู่แข่งอย่าง Sproud สตาร์ตอัพจากสวีเดนตามมาติดๆ ซึ่งทางด้านผู้บุกเบิกอย่าง Ripple เองก็ตัดสินใจเปิดช่องทางการขายออนไลน์ให้มากขึ้นเพื่อรองรับความต้องการของผู้บริโภคในระดับโลก กระทั่งผู้ผลิตเจ้าใหญ่จากสวิตเซอร์แลนด์อย่าง Nestle ก็ยังอดใจไม่ไหว และถึงขั้นต้องส่ง Wunda แบรนด์นมถั่วลันเตาสีเหลืองน้องใหม่ในเครือลงมาเป็นผู้เล่นในตลาดนี้กับเขาด้วย

เราจึงอาจเรียกได้ว่านมถั่วลันเตาสีเหลืองได้กลายมาเป็นผู้เข้าแข่งขันที่น่าจับตามองสำหรับตลาดน้ำนมพืชในขณะนี้ ซึ่งก็คงต้องรอดูกันต่อไปว่า อนาคตของมันจะเติบโตไปได้ไกลแค่ไหน และมันจะสามารถก้าวขึ้นมาครองใจคนรักสุขภาพจนกลายมาเป็น ‘ตัวเลือกแรก’ ที่ผู้บริโภคนึกถึงได้หรือไม่

สำหรับชาวไทยที่อยากลิ้มลองนมถั่วชนิดนี้ดูบ้าง อาจจะต้องอดใจรอกันสักนิด เพราะเชื่อว่าอีกไม่นาน เราคงได้เห็นสิ่งที่เรียกว่า Pea Milk วางขายให้ผู้บริโภคได้มีทางเลือกเพื่อสุขภาพกันมากขึ้นอย่างแน่นอน


อ้างอิง: FoodHack, Green Queen, Sifted, vlyfoods.com, ripplefoods.com, WGSN, livestrong.com (1, 2), สมาคมแพทย์ฟื้นฟูสุขภาพและส่งเสริมการศึกษาโรคอ้วน กรุงเทพ, Fast Company, Mission.org

อ่านเพิ่มเติม...

แท็กที่เกี่ยวข้อง

นมพืชนมถั่วลันเตาสีเหลืองถั่วลันเตาสีเหลืองอาหารแห่งอนาคตเครื่องดื่มspecial contentpremium content

ข่าวแนะนำ

คุณอาจสนใจข่าวนี้

thairath-logo

ApplicationMy Thairath

ios-app-logoandroid-app-logohuawei-app-logo
Trendvg3 logo
วันจันทร์ที่ 14 มิถุนายน 2564 เวลา 07:23 น.